Home > Cover Story (Page 145)

Battery of Asia กับสิ่งที่ต้องแลกของ สปป.ลาว

เหตุการณ์เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย ในเมืองสนามชัย แขวงอัตตะปือ สปป.ลาว แตกเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ที่ผ่านมา สร้างความตื่นตระหนกแก่ชาวลาวและผู้คนที่ติดตามข่าวสารไม่น้อย ทั้งภาพการหนีน้ำของประชาชนในบริเวณใกล้เคียง ภาพความเสียหายที่มีต่อชีวิตและทรัพย์สิน ชาวลาวได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวจำนวนมากถึง 11,700 คน และกว่า 6,000 คน ต้องอพยพจากบ้านเรือนไปพักอยู่ที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว นอกจากนี้ยังมีผู้เสียชีวิตประมาณ 30 คน และสูญหายกว่า 130 คน โครงการเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย เป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท SK Engineering & Construction ถือหุ้น 26 เปอร์เซ็นต์ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 25 เปอร์เซ็นต์ บริษัท Korea Western Power จำกัด ถือหุ้น 25 เปอร์เซ็นต์ และรัฐบาล สปป.ลาว ถือหุ้น 24

Read More

อู้ พหลโยธิน ภารกิจแจ้งเกิดไลฟ์สไตล์คอนโด

“เกือบ 80% ของชาวมิลเลนเนียลให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ หรือ Experience Over Things ใช้ชีวิตผ่านเทรนด์ Sharing Economy มากกว่าการครอบครองทรัพย์สิน เป็นที่มาของการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่จะตอบโจทย์ความต้องการคนมิลเลนเนียลและเป็นที่มาของการสร้างสรรค์แบรนด์ไลฟ์สไตล์คอนโดมิเนียม ภายใต้แนวคิด Extend Your Style ที่เป็นมากกว่าโครงการที่พักอาศัย แต่เป็นแบรนด์เพื่อการใช้ชีวิตของชาวมิลเลนเนียล” นพปฎล พหลโยธิน หรือคุณอู้ ประธานบริหารฝ่ายสร้างสรรค์ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงคอนเซ็ปต์ของไลฟ์สไตล์คอนโดมิเนียม XT Condominium ซึ่งเป็นแบรนด์ใหม่ล่าสุดในเครือแสนสิริที่พุ่งเป้าหมายเจาะลูกค้าอายุ 20-35 ปี และกลุ่มคนทำงานในเมืองรุ่นใหม่ โดยมีโจทย์การตลาดที่แตกต่างจากทุกโครงการที่ผ่านมา ต้องถือว่า อู้ พหลโยธิน เป็นคนแรกที่เข้ามารับตำแหน่งประธานผู้บริหารฝ่ายสร้างสรรค์ที่จัดตั้งเป็นพิเศษเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ซึ่งนอกจากประเดิมแผนแจ้งเกิด XT แล้ว ดูเหมือนว่า บิ๊กบอส ทั้งเศรษฐา ทวีสิน และอภิชาต จูตระกูล พุ่งเป้าหมายสำคัญในเรื่องการบริหารจัดการภาพลักษณ์ การพัฒนาและออกแบบโครงการ การสื่อสารการตลาดแบบสร้างสรรค์ โดยมีพาร์ตเนอร์ระดับโลก

Read More

อุษณา มหากิจศิริ ถึงคิวเร่งพอร์ตอสังหาฯ หมื่นล้าน

หลังจากใช้เวลาเรียนรู้กลยุทธ์ต่างๆ เกือบ 10 ปี อุษณา มหากิจศิริ ประกาศเดินหน้าโครงการเดอะเนสท์ เจาะตลาดคอนโดมิเนียมใจกลางเมือง และลุยแผนลงทุนต่อยอดอีกจำนวนมาก เพื่อรุกขยายพอร์ตธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างเร่งด่วนตามยุทธศาสตร์การสร้างอาณาจักร “พีเอ็มกรุ๊ป” จากรุ่นพ่อ “ประยุทธ มหากิจศิริ” สู่ทายาทรุ่นที่ 2 ที่วันนี้เปิดเกมรุกจับธุรกิจหลักของประเทศ ทั้งอุตสาหกรรม ขนส่ง ธุรกิจพลังงาน เหมืองถ่านหิน เรือเดินสมุทร ไปจนถึงธุรกิจอาหารที่ดึงเอาแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง “พิซซ่าฮัท” และ “คริสปี้ครีม” เข้ามาอยู่ในมือ อาจเป็นเพราะในบรรดาพี่น้อง 3 คน คือ อุษณีย์ เฉลิมชัย และอุษณา น้องสาวคนเล็ก “อุษณา” ได้รับมอบหมายให้ดูแลธุรกิจอสังหาฯ กับพี่ชายมาตั้งแต่ต้น ทั้งสนามกอล์ฟเมาน์เท่นครีก กอล์ฟ รีสอร์ท แอนด์ เรสซิเด้นซ์ สนามกอล์ฟ มาตรฐานระดับโลก ขนาด 27 หลุม บนเนื้อที่ 1,750 ไร่ ที่

Read More

แสนสิริ-เอพี ศึกช่วงชิงกลุ่มมิลเลนเนียล

การเปิดตัวแบรนด์ไลฟ์สไตล์คอนโดมิเนียม “XT Condominium” ของยักษ์ใหญ่ “แสนสิริ” ด้านหนึ่งอาจเป็นเพียงกลยุทธ์การตลาดเพื่อเจาะเซกเมนต์กลุ่มลูกค้าให้ชัดเจนมากขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งที่สำคัญมากกว่า คือ การสะท้อนจุดเปลี่ยนของแนวรบในตลาดที่ไม่ใช่การแข่งขันประชันกันแค่ทำเลใจกลางเมืองหรือเกาะแนวเส้นทางรถไฟฟ้า ขนาดห้อง หรือความหรูหราของล็อบบี้เท่านั้น แต่ยังหมายถึงกลยุทธ์การตอบ “โจทย์” กลุ่มเป้าหมายให้โดนใจมากที่สุด โดยเฉพาะคนเมืองรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่เรียกว่า Millennial หรือ Young Achiever นพปฎล พหลโยธิน ประธานบริหารฝ่ายสร้างสรรค์ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลุ่มคนมิลเลนเนียลถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่บริษัทให้ความสำคัญและจับตามาตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เพราะแนวโน้มกำลังซื้อเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนถือเป็นกลุ่มผู้ซื้อขนาดใหญ่ โดยจากสถิติลูกค้าของแสนสิริตั้งแต่ปี 2556-2560 พบว่า กลุ่มคนรุ่นใหม่อายุตั้งแต่ 21-30 ปี ซื้อโครงการของแสนสิริเป็นจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 25% ในระยะเวลา 5 ปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต พูดถึงกลุ่มคนมิลเลนเนียลเป็นกลุ่มประชากรที่เกิดในช่วงระหว่างปี ค.ศ.1980-2000 หรือปี 2523-2543 เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่เติบโตมากับเทคโนโลยี ใช้ชีวิตคล่องแคล่ว ที่สำคัญถือเป็นกลุ่มคนที่เป็นกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศนับจากนี้ ขณะเดียวกัน ข้อมูลการสำรวจของฝ่ายวิจัยและพัฒนา บริษัท

Read More

ฟู้ดดีลิเวอรี่ขยายตัว กับการบริโภคของสังคมไทย

ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วของคนรุ่นใหม่ในยุคไทยแลนด์ 4.0 ที่เทคโนโลยีคือสิ่งสำคัญในชีวิต ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ ทั้งการท่องไปในโลกอินเทอร์เน็ตเพื่อค้นหาข้อมูล ข่าวสารต่างๆ และสาระบันเทิง ธุรกิจจัดส่งอาหารหรือ ฟู้ดดีลิเวอรี่ คือคำตอบที่ชัดเจนของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น รูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปของผู้คน ที่ต้องการความสะดวกสบาย มีวิถีชีวิตที่เร่งรีบ และมีข้อจำกัดในเรื่องของเวลา จึงไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใดหากธุรกิจฟู้ดดีลิเวอรี่จะขยายตัวในอัตราเร่งที่สูงมากเมื่อเทียบกับธุรกิจอื่น หรือเมื่อเทียบกับธุรกิจร้านอาหารที่มีการเติบโตเพียงเล็กน้อยในปีที่ผ่านมา แม้บางคนจะจำกัดความว่า นี่เป็นธุรกิจที่เติบโตขึ้นได้จากความไม่มีเวลาของผู้บริโภคบางส่วนก็ตาม ปัจจุบันฟู้ดดีลิเวอรี่กลายเป็นอีกหนึ่งออปชันของการบริการ ที่ผู้ประกอบการร้านอาหารหยิบยกมานำเสนอแก่ลูกค้า และเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวก หรือไม่สามารถเดินทางไปซื้อสินค้าได้ด้วยตัวเอง การเปลี่ยนแปลงในทั้งสองมิติทำให้มูลค่าตลาดธุรกิจฟู้ดดีลิเวอรี่ในประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึง 26,000 ล้านบาท ในปี 2560 ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวเลขที่เติบโตขึ้นมาเกือบ 15 เปอร์เซ็นต์จากปี 2559 มูลค่าตลาดที่สูงเกือบสามหมื่นล้านบาทในปี 2560 จึงไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใด หากจะมีผู้เล่นตบเท้าเข้ามาในเกมนี้พร้อมกับรูปแบบกลยุทธ์ที่ทำให้การแข่งขันดุเดือดมากขึ้น ไล่เรียงตั้งแต่ฟู้ดแพนด้า ที่เข้ามาเปิดตลาดนี้ตั้งแต่ปี 2557 นับเป็นรายแรกๆ ที่เข้ามาสร้างสีสันให้ธุรกิจฟู้ดดีลิเวอรี่ในไทย และครอบคลุมการให้บริการในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมไปถึงจังหวัดใหญ่ๆ อย่าง เชียงใหม่ ภูเก็ต และฟู้ดแพนด้าก็ไม่ใช่ทุนต่างชาติรายเดียวที่เข้ามาจับจองพื้นที่ของตลาดการบริการนี้ในไทย ในเวลาไล่เลี่ยกัน ลาล่ามูฟ บริษัทสัญชาติฮ่องกง ที่เปิดตัวมาเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกในตลาดฟู้ดดีลิเวอรี่ สร้างปรากฏการณ์ที่เรียกว่าไม่ธรรมดา ด้วยการเติบโตในเปอร์เซ็นต์ที่สูงถึง 350 เปอร์เซ็นต์ในปี 2560 และประกาศตัวในฐานะผู้นำในตลาดนี้

Read More

ห้ามไขมันทรานส์ สุขภาพบนบริโภคนิยม

ประกาศในราชกิจจานุเบกษาว่าด้วยการให้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนและอาหารที่มีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนเป็นส่วนประกอบหรือ “ไขมันทรานส์” เป็นอาหารที่ห้ามผลิต ห้ามนำเข้า และห้ามจำหน่าย ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 วรรคหนึ่ง และมาตรา 6 (8) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 ได้สร้างความตื่นตัวให้กับสังคมไทยไม่น้อยเลย แม้ว่าในการวิจัยและศึกษาทางวิทยาศาสตร์ จะเป็นที่รู้กันในวงกว้างและสากลว่า “ไขมันทรานส์” หรือที่เรียกกันว่า “Trans Fat” เป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ และมีความพยายามเรียกร้องให้รัฐควบคุมไขมันทรานส์มาโดยตลอด เพราะปรากฏหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนว่า กรดไขมันทรานส์ (Trans Fatty Acid) จากน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน “Partially Hydrogenated Oils” ส่งผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ก่อนที่จะนำไปสู่การออกคำสั่งให้เลิกใช้ “ไขมันทรานส์” ในอาหารเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และจะมีผลบังคับในอีก 180 วันนับจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งหมายความว่าภายในเดือนมกราคม 2562 ไขมันทรานส์จะเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับสังคมไทย ผลของการประกาศห้ามผลิต ห้ามนำเข้า และห้ามจำหน่าย “ไขมันทรานส์” ก่อให้เกิดคำถามและกระแสความใฝ่รู้เกี่ยวกับไขมันทรานส์ ว่าแท้จริงแล้วคืออะไรและมีอันตรายร้ายแรงอย่างไร จนเป็นเหตุให้ต้องมีคำสั่งในลักษณะดังกล่าวออกมา ขณะเดียวกัน ความตื่นตัวใฝ่รู้ในเรื่องไขมันทรานส์ในอาหารซึ่งมีวางจำหน่ายอยู่ตามท้องตลาด ทำให้หลายฝ่ายเกิดความกังวลในมิติของความปลอดภัยในอาหารขึ้นมาแบบเฉียบพลัน และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ราคาของหลักทรัพย์บริษัทผู้ประกอบการอาหารในตลาดหลักทรัพย์ไทยได้รับผลกระทบในเชิงลบไปโดยปริยาย อาหารในกลุ่ม “เบเกอรี” ซึ่งมีส่วนประกอบของไขมันทรานส์ จาก

Read More

NPP อาศัย CP เป็นสปริงบอร์ด ขึ้นยอดเนิน Kinghill Food

ข่าวการประกาศผนึกกำลังระหว่าง NPP และบริษัทในเครือ Kinghill Overseas Holdings Limited ซึ่งเป็นบริษัทลูกในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ในประเทศจีน เพื่อจัดตั้งบริษัท Kinghill Food เพื่อดำเนินธุรกิจร้านอาหารในประเทศจีน พร้อมกับขยายแฟรนไชส์ทั่วประเทศจีน เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์คนจีน ย่อมไม่ใช่เพียงข่าวประชาสัมพันธ์ที่จะมองข้ามไปได้ หากแต่ในความเป็นจริงจังหวะก้าวของทั้ง NPP และกลุ่มบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ในครั้งนี้ กำลังเป็นภาพสะท้อนยุทธศาสตร์ทางธุรกิจที่แหลมคม และการรุกคืบเพื่อขยายบริบททางธุรกิจเข้าสู่ตลาดที่มีกำลังซื้อขนาดใหญ่ และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 20-30 ซึ่งนั่นย่อมหมายถึงโอกาสทางธุรกิจที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และเป็นการเพิ่มศักยภาพในการขยายร้านอาหารต่างๆ รวมถึงการพัฒนาร้านอาหารในประเทศจีนมากขึ้น ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจก็คือบริษัทในเครือ Kinghill Overseas Holdings Limited ซึ่งเป็นบริษัทลูกในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ในประเทศจีน ที่ร่วมทุนจัดตั้ง Kinghill Food ในครั้งนี้เป็นผู้ประกอบการด้านธุรกิจคอมมูนิตี้มอลล์ และชอปปิ้งมอลล์ รายใหญ่สุดของประเทศจีน การร่วมทุนในครั้งนี้จึงเป็นประหนึ่งการเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับผู้ร่วมทุนทั้งสองฝ่าย ที่พร้อมจะต่อยอดธุรกิจอาหารรองรับจำนวนประชากรของจีนที่มีสูงถึง 1,400 ล้านคน และรูปแบบประพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป บริษัท Kinghill Food ที่จัดตั้งขึ้นใหม่นี้ บริษัทในเครือ Kinghill Overseas

Read More

ท่องเที่ยวบูม-ทัวร์จีนมา สังคมไทยหรือใครได้ประโยชน์??

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าสังคมไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลไกภาครัฐ จะพยายามเน้นย้ำความสำเร็จในการส่งเสริมธุรกิจอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยในฐานะที่เป็นจักรกลในการเสริมสร้างรายได้และหนุนนำภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ให้สามารถหลุดพ้นจากภาวะซบเซาที่ดำเนินต่อเนื่องยาวนานได้ ตัวเลขสถิติทั้งในมิติของจำนวนนักท่องเที่ยวและปริมาณรายได้ที่หน่วยงานภาครัฐนำเสนอออกสู่สาธารณะในฐานะที่เป็นปัจจัยบ่งชี้ความสำเร็จและผลสัมฤทธิ์ในเชิงนโยบาย หลั่งไหลออกมาเป็นระยะควบคู่กับมาตรการส่งเสริมการตลาดท่องเที่ยว ด้วยหวังจะโหมประโคมให้การท่องเที่ยวเป็นธุรกิจอุตสาหกรรมหลักในการฉุดกระชากซากเน่าทางเศรษฐกิจที่จมอยู่ในปลักแห่งความถดถอยมาเกือบทศวรรษ ทั้งจากวิกฤตความขัดแย้งและความไม่แน่นอนทางการเมือง ต่อเนื่องมาสู่ความด้อยปัญญาและประสิทธิภาพในการบริหาร และยุคเปลี่ยนผ่านในสมัยแห่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในปัจจุบัน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการนำเสนอแผนประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวในช่วงที่ผ่านมา ดูจะภาคภูมิใจต่อความเติบโตของธุรกิจการท่องเที่ยวไทยเป็นอย่างมาก และนำเสนอตัวเลขที่เชื่อว่าเป็นดัชนีบ่งชี้ความสำเร็จในรูปของประมาณการรายได้ที่ประเทศไทยจะได้รับจากการท่องเที่ยวที่ขยายตัวขึ้นนี้ กรณีดังกล่าวได้รับการขับเน้นจากการแถลงแผนการท่องเที่ยวปี 2562 เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยททท. เชื่อว่าการท่องเที่ยวไทยยังจะเติบโตต่อไปอีกในอัตราร้อยละ 12 ซึ่งจะสร้างให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยวมูลค่ารวมกว่า 3.46 ล้านล้านบาท แม้ว่าในห้วงเวลาแห่งการแถลงแผนท่องเที่ยวของ ททท. สังคมไทยกำลังถูกตั้งคำถามว่าด้วยมาตรฐานความปลอดภัย ควบคู่กับประเด็นว่าด้วยข้อเท็จจริงและรายละเอียดของผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวที่มีอยู่ในสังคมไทยก็ตาม ข้อมูลที่น่าสนใจสำหรับการเติบโตขึ้นของธุรกิจท่องเที่ยวไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก็คือการหลั่งไหลเข้ามาของนักท่องเที่ยวชาวจีน ดูจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนเสริมให้การท่องเที่ยวไทยขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงมกราคมถึงพฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยรวมมากถึงกว่า 5 ล้านคน เป็นการเพิ่มขึ้นด้วยอัตราเร่งเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ที่อยู่ในระดับ 4 ล้านคนโดยกองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬาประเมินว่านักท่องเที่ยวชาวจีนเหล่านี้นำพาให้เกิดรายได้เข้าประเทศไทยมากถึง 2.7 แสนล้านบาท การเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ดำเนินต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2559 แม้จะส่งผลเชิงบวกต่อตัวเลขภาพรวมของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย และได้รับการประเมินว่าเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ที่สร้างเสริมรายได้ให้กับภาคธุรกิจการท่องเที่ยวของไทย หากแต่การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวจีนในอีกด้านหนึ่งกลับกลายเป็นช่องทางหลักที่กลุ่มทุนจีนเห็นโอกาสในการลงทุนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแบบครบวงจร ชนิดที่เรียกได้ว่าเป็นกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำกระทั่งสิ้นสุดที่ปลายน้ำ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจากชาติเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร ร้านขายสินค้าที่ระลึก บริษัทนำเที่ยว ศูนย์รวมความบันเทิง ซึ่งสามารถรองรับความต้องการของตลาดท่องเที่ยวจีน ตั้งแต่ระดับกลางถึงระดับล่างเลยทีเดียว กิจกรรมและกิจการของนักธุรกิจจากจีนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ในลักษณะผูกขาดและกินรวบดังกล่าว นอกจากจะติดตามมาด้วยเรื่องมาตรฐานการให้บริการ ซึ่ง ททท.

Read More

สงครามการค้าอุบัติ กระทบส่งออกไทย?

ฟันเฟืองตัวสำคัญในระบบเศรษฐกิจของไทยอย่างการส่งออก ที่หลายคนให้ความเชื่อมั่นว่าจะเป็นกำลังหลักที่ทำให้เกิดเสถียรภาพและแรงผลักสำคัญทำให้เศรษฐกิจไทยยังคงขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งอัตราการขยายตัวที่มีความต่อเนื่องอยู่ในระดับที่ดีนับตั้งแต่ต้นปี แม้ว่าจะเป็นรูปแบบการค้าที่ขาดดุลในรอบ 43 เดือนก็ตาม หากแต่สภาพการณ์ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องจึงไม่น่าแปลกที่หลายฝ่ายยังคงมองว่า การส่งออกของไทยน่าจะยังมีแรงเหวี่ยงที่ดีในช่วงครึ่งปีที่เหลือ แม้จะต้องจับตามองต่อประเด็นการเกิดสงครามการค้าระหว่าง 2 ประเทศมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐฯ ที่ก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะเป็นช่วงที่คลื่นลมสงบ เพราะเหตุผลจากการให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่ตอบโต้ทางการค้าระหว่างกันเพิ่มขึ้น ทำให้บรรดานักธุรกิจส่งออก ศูนย์วิจัย ที่ต่างลุ้นว่าทิศทางการค้าระหว่างประเทศจะเป็นอย่างไรนั้น เบาใจอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง ทว่าห้วงยามนี้คลื่นลมที่เคยสงบตามคำมั่นสัญญา กลับเริ่มแสดงสัญญาณบางอย่าง เพราะเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนในอัตรา 25 เปอร์เซ็นต์ วงเงิน 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นมาตรการโต้กลับจีน ขณะที่รัฐบาลปักกิ่งเตรียมเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ในอัตราและวงเงินเดียวกัน ซึ่งเป้าหมายอยู่ที่สินค้าเกษตร รถยนต์ นับว่าการรีดภาษีของทั้งสองประเทศเป็นการเปิดศึกแลกหมัดอย่างเต็มรูปแบบ แน่นอนว่าสงครามการค้าที่มีชนวนเหตุมาจากสหรัฐฯ และจีน ทำให้สถานการณ์ส่งออกของไทยได้รับผลกระทบอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เมื่อสินค้าส่งออกของไทยจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในวงจรการค้าโลก กระทั่งล่าสุดกระทรวงพาณิชย์สั่งจับตาสถานการณ์นี้เป็นพิเศษ โดยเฉพาะกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศที่มีหน้าที่โดยตรง การงัดมาตรการทางภาษีตอบโต้กันระหว่างสหรัฐฯ และจีน ทำให้ไทยต้องรักษาฐานที่มั่นซึ่งเป็นตลาดค้าเดิม และยังต้องหามาตรการอื่นๆ มารองรับหากสถานการณ์ไม่สู้ดี นั่นคือการมองหาตลาดใหม่สำหรับสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าในครั้งนี้ ขณะที่รองอธิบดีกรมการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สุพพัต อ่องแสงคุณ อธิบายแนวทางว่า “สถานการณ์สงครามการค้านี้ ต้องมอนิเตอร์เป็นรายกลุ่ม และต้องพยายามรักษาแรงเหวี่ยงของการส่งออกในทุกตลาด” นอกจากนี้กรมการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศยังได้พิจารณาตลาดใหม่ไว้สำหรับสถานการณ์สงครามการค้าที่อาจกระทบไทยในอนาคต เช่น ตลาดตะวันออกกลาง

Read More

Unseen-Unsafe Thailand มาตรฐานความปลอดภัยที่ต้องปรับปรุง

แม้ว่าภารกิจช่วยเหลือทีมหมูป่าติดถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน ที่ดำเนินต่อเนื่องมากว่า 2 สัปดาห์จะลุล่วงและประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี พร้อมกับกระแสที่สร้างความตื่นตัวขจรขจายกลายเป็นข่าวดังไปทั่วทุกมุมโลก และส่งผ่านความน่ายินดีมาสู่ปฏิบัติการกู้ชีพกู้ภัยที่อาจเรียกได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในสังคมไทยในรอบหลายปี หากแต่ท่ามกลางปฏิบัติการกู้ชีพกู้ภัยนำพาชีวิตทีมหมูป่าออกจากถ้ำ เพื่อมาสู่แสงสว่างแห่งชีวิตอีกครั้ง ในอีกด้านหนึ่งของสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจท่องเที่ยวไทยกลับต้องประสบเหตุโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ เมื่อเรือท่องเที่ยวซึ่งมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวนเกือบร้อยชีวิตไม่สามารถฝ่าคลื่นลมจนต้องประสบภัยจมดิ่งสู่ก้นทะเล พร้อมกับคร่าชีวิตผู้คนไปมากถึง 43 ราย และยังมีผู้สูญหายอีก 2 ราย ภาพที่ตัดกันของนักท่องเที่ยวเด็กในนาม ทีมหมูป่า ที่ติดอยู่ในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย ซึ่งกลายเป็นจุดศูนย์กลางของความสนใจของผู้คนทั่วทุกมุมโลก กับภาพของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เผชิญเหตุประสบภัยกลางทะเลอันดามัน จังหวัดภูเก็ต นอกจากจะสะท้อนการนำเสนอข่าวสารของสื่อสารมวลชนในยุคที่โลกโซเชียลออนไลน์มีส่วนสำคัญ ในการนำพาอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนในสังคมแล้ว กรณีดังกล่าวยังนำไปสู่การตั้งคำถามหลากหลายในการบริหารจัดการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยอีกด้วย แต่จุดเชื่อมของคำถามที่เหลื่อมซ้อนกันจากเหตุดังกล่าวก็คือ การท่องเที่ยวของไทยมีมาตรการด้านความปลอดภัยมากน้อยเพียงใด และประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความปลอดภัยในระดับใดกันแน่ ภาพสะท้อนกรณีดังกล่าว ถูกนำเสนออย่างเด่นชัดเมื่อสื่อมวลชนระดับนำของญี่ปุ่น “นิกเคอิ เอเชียน รีวิว” ตีพิมพ์รายงานเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ด้วยการตั้งคำถามแหลมคมต่อสังคมไทย ซึ่งบางส่วนกำลังอยู่ในอารมณ์คลายกังวลและชื่นชมที่ปฏิบัติการช่วยเหลือทีมหมูป่าออกจากถ้ำและรักษาชีวิตของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ไว้ได้สำเร็จ ว่าการท่องเที่ยวไทยมีความปลอดภัยเพียงใด เป็นคำถามที่เกิดขึ้นหลังจากที่อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่ากรมอุทยานฯ ได้สั่งปิดการท่องเที่ยวถ้ำจำนวน 169 แห่ง จนกว่าจะมีการประเมินความปลอดภัยช่วงฤดูฝน นอกจากนี้ ยังระบุว่าต่อไปจะต้องมีการลงทะเบียนผู้เข้า-ออกถ้ำในเขตอุทยานฯ และวนอุทยานฯ ด้วย ก่อนหน้านี้

Read More