Home > Cover Story (Page 138)

ปฏิรูปเศรษฐกิจไทย ภารกิจหลักหลังเลือกตั้ง?

แม้ว่าพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ.2562 จะประกาศใช้และทำให้กรณีว่าด้วยเรื่องกำหนดวันเลือกตั้งที่เคยคลุมเครือมาก่อนหน้านี้ มีความชัดเจนมากขึ้น หากแต่ในอีกด้านหนึ่งของสังคมไทย กรณีว่าด้วยทิศทางและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไทย นับจากนี้จะเป็นอย่างไร ดูเหมือนจะเป็นประเด็นที่ยังปราศจากความชัดเจนอยู่ไม่น้อย เพราะในขณะที่ธนาคารโลก ได้ระบุว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงปี 2562-2563 จะเติบโตในลักษณะชะลอตัว จากเดิมที่คาดการณ์ในเดือนตุลาคม 2561 ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2562 จะเติบโตในอัตราร้อยละ 3.9 ตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ลงมาเหลือการเติบโตในระดับร้อยละ 3.8 และอาจจะฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยในปี 2563 โดยการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยจะดำเนินไปภายใต้การพึ่งพาการบริโภคจากภายในประเทศ เนื่องจากการส่งออกได้รับผลกระทบจากอุปสงค์ของตลาดโลกที่ลดลง หากแต่กลไกภาครัฐกลับแสดงความพึงพอใจกับการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยของธนาคารโลกดังกล่าว โดยประเมินว่าการคาดการณ์ของธนาคารโลกสะท้อนความเชื่อมั่นและมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างแข็งแรง ซึ่งสะท้อนจากรายงานตามติดเศรษฐกิจไทย : ความเหลื่อมล้ำ โอกาส และทุนมนุษย์ โดยระบุว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2561 ถือว่าเติบโตได้ดีมาก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน และสิ่งสำคัญที่สุดคือการเติบโตนั้น มาจากอุปสงค์ภายในประเทศมากขึ้น ทั้งการบริโภคและการลงทุนของเอกชน ตลอดจนการลงทุนภาครัฐ ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจจากข้อมูลของธนาคารโลกอีกด้านหนึ่งอยู่ที่ การระบุว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงที่ผ่านซึ่งเติบโตช้ากว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียน จะชะลอตัวลงในปี พ.ศ.2562-2563 เนื่องจากการบริโภคภายในประเทศที่เข้มแข็งเพียงอย่างเดียวนั้นไม่สามารถชดเชยการชะลอตัวของการส่งออกสุทธิได้ ซึ่งนโยบายกีดกันการค้าและความผันผวนของตลาดเงินจะส่งผลต่อแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะกลาง อีกทั้งจะส่งผลลบต่อกลุ่มคนยากจนที่สุดและกลุ่มเปราะบางในช่วงเวลานี้ โดยผู้กําหนดนโยบายควรใช้ความระมัดระวัง เตรียมความพร้อม และสร้างความยืดหยุ่นไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ประเทศสามารถรับมือกับสภาวะเศรษฐกิจได้ ภายใต้สถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงเช่นนี้

Read More

ก้าวย่างสำคัญของ Rightman ในยุค Digital Disruption

สถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่อยู่ในภาวะไม่ค่อยจะสู้ดีนัก แม้ว่าภาครัฐจะแถลงตัวเลขในแต่ละไตรมาสว่า เหนือกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ และมีทิศทางการเติบโตที่ดี มีแนวโน้มที่สดใส ซึ่งตรงกันข้ามกับความเป็นจริงที่ประชาชนทุกหย่อมหญ้าล้วนโอดครวญ แน่นอนว่าทุกธุรกิจล้วนได้รับผลกระทบไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม ขณะที่ประชาชนกำลังเฝ้ารอให้ภาครัฐมีมาตรการออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยหวังให้สถานการณ์ฟื้นตัวเร็วขึ้น กระนั้นการเฝ้ารอความช่วยเหลือจากภาครัฐคงไม่ใช่ทางออกที่ดีนัก ความเที่ยงตรงของเวลาทำให้ภาคประชาชนจำต้องหาทางออกด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะกลวิธีการปรับตัวเพื่อให้สามารถยืนหยัดอยู่ท่ามกลางพายุทางเศรษฐกิจที่กระหน่ำอย่างต่อเนื่อง และธุรกิจที่มีความอ่อนไหวง่ายต่อสถานการณ์ความไม่มั่นคงต่างๆ อย่างธุรกิจอีเวนต์ ที่มักได้รับผลกระทบทางตรง ไม่ว่าในห้วงยามนั้นประเทศไทยจะอยู่ในภาวะใด ทั้งช่วงเวลาความขัดแย้งทางการเมือง อิทธิพลจากเศรษฐกิจโลก หรือเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้คนไทยทั้งประเทศอยู่ในช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้า ล้วนเป็นเหตุให้เกิดการชะลอตัวของธุรกิจอีเวนต์แทบทั้งสิ้น แม้ว่าปัจจุบันสถานการณ์หลายด้านเริ่มคลี่คลาย และมองเห็นสัญญาณอันเป็นนิมิตหมายที่ดี พอจะมองเห็นความสดใสที่ทำให้ธุรกิจอีเวนต์กระเตื้องขึ้นมาได้บ้าง ทว่า การเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย กลายเป็นวิกฤตแห่งบททดสอบครั้งสำคัญอีกครั้งต่อธุรกิจอีเวนต์ ว่านักธุรกิจ นักการตลาดจะใช้กลยุทธ์ใด หรือมีความแข็งแกร่งเพียงไหนที่จะก้าวผ่านช่วงเวลาที่เรียกว่า Digital Disruption ไปได้หรือไม่ การมาถึงของยุค Digital ส่งผลให้หลายธุรกิจต้องพยายามปรับตัวด้วยอัตราเร่งที่เกือบจะไร้เวลาในการเตรียมความพร้อม ทั้งธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ที่ไม่สามารถปรับตัวได้ทัน ถูกคลื่นสึนามิ Digital กลืนหายไปจากแวดวงด้วยความรวดเร็วอย่างน่าใจหาย และที่ค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีคือ ธุรกิจธนาคาร ที่ถูกกระแส Digital สร้างผลกระทบให้ไม่แตกต่างกัน จนทำให้หลายธนาคารต้องหามาตรการเพื่อรับมือ จนท้ายที่สุด การปิดสาขาดูจะเป็นคำตอบและทางออกที่ดีที่สุดในการลดต้นทุน เป็นที่แน่นอนว่าอีกหนึ่งธุรกิจที่ไม่อาจหลีกหนีสถานการณ์นี้ได้คือ ธุรกิจอีเวนต์ ที่ต่างต้องเผชิญกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงนี้ และหาทางปรับตัว ซึ่งบริษัท ไร้ท์แมน จำกัด (Rightman Co., Ltd.) เป็นบริษัทที่อยู่เบื้องหลังศูนย์การเรียนรู้และพิพิธภัณฑ์มากมาย

Read More

มลพิษฝุ่นเมือง: การพัฒนาพร่องการจัดการ

สถานการณ์ฝุ่นละอองพิษ PM2.5 หรืออนุภาคในอากาศขนาดเล็กต่ำกว่า 2.5 ไมโครเมตร (PM2.5) ซึ่งเล็กกว่าเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นผมมนุษย์ถึง 36 เท่า ที่มีปริมาณเกินค่ามาตรฐานที่ปกคลุมในหลายเขตพื้นที่ทั้งในกรุงเทพมหานครและปริมณทล รวมถึงหัวเมืองหลายจังหวัด กำลังเป็นภาพสะท้อนวิกฤตมลภาวะและการควบคุมมลพิษของสังคมไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในต้นทุนทางสังคมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะถัดไปจากนี้ ความกังวลใจเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพ ที่มีมากกว่าผลต่อระบบทางเดินหายใจ เนื่องจากฝุ่นเหล่านี้เล็กมากพอที่จะดูดซึมเข้ากระแสเลือดผ่านปอดและนำไปสู่โรคหัวใจหรือโรคทางสมอง ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกต่อความอันตรายของฝุ่นพิษนี้ จนนำไปสู่ความตื่นตัวในสาธารณชนวงกว้างนำไปสู่การรณรงค์ให้สวมใส่ “หน้ากากอนามัย” ที่กรองอนุภาคขนาดใหญ่กว่า 3 ไมโครเมตร ไปจนถึงการสวมใส่หน้ากากที่สามารถกรองอนุภาคใหญ่กว่า 0.3 ไมโครเมตร หรือ “หน้ากาก N95” เป็นมาตรการระยะเร่งด่วน ภาพของผู้คนสัญจรเดินถนนที่ต้องสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันตัวเองจากฝุ่นพิษ PM2.5 จึงกลายเป็นปรากฏการณ์เจนตาในช่วงกว่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา และทำให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมปิดปากปิดจมูก นอกเหนือจากที่เป็นสังคมปิดหูปิดตามาในช่วงก่อนหน้าเพิ่มขึ้นไปอีก สาเหตุหลักของการเกิดฝุ่นพิษได้รับการประเมินว่าเป็นผลมาจากฝุ่นที่เกิดจากยานพาหนะ ในกิจกรรมการคมนาคมขนส่ง การผลิตไฟฟ้า การเผาในที่โล่งและอุตสาหกรรมการผลิต ในโรงงานอุตสาหกรรม ที่มีกระบวนการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ และนำไปสู่ปฏิกิริยาเคมีในบรรยากาศโดยมีสารกลุ่มซัลเฟอร์หรือกลุ่มไนโตรเจนและแอมโมเนียเป็นสารตั้งต้น ก่อนที่ซัลเฟอร์ไดออกไซด์และออกไซด์ของไนโตรเจนจากแหล่งกำเนิดต่างๆ จะรวมตัวกันในบรรยากาศและนำไปสู่ฝุ่นละอองพิษ PM2.5 ในเวลาต่อมา ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจประการหนึ่งก็คือ ภาวะมลพิษจากฝุ่นพิษ PM2.5 มิได้เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เพิ่งเกิดขึ้นในประเทศไทยแบบป้องกันไม่ได้ เพราะในความเป็นจริงก่อนหน้านี้ ประเทศไทยเคยเผชิญกับปัญหาดังกล่าวมาแล้วตั้งแต่ช่วงปลายปี 2560

Read More

ยุทธศาสตร์ NEDA มุ่งพัฒนาอย่างยั่งยืน

หากประเมินการเติบโตขององค์กรเปรียบเป็นประหนึ่งชีวิตของมนุษย์ ความเป็นไปของสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) สพพ. หรือ Neighbouring Countries Economic Development Cooperation Agency : NEDA (Public Organization) ซึ่งผ่าน 13 ขวบปีจากจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งในปี 2548 มาสู่ปัจจุบัน ต้องถือว่าองค์กรแห่งนี้กำลังมุ่งหน้าสู่ความท้าทายใหม่ๆ ไม่ต่างจากการเปลี่ยนผ่านจากเด็กน้อยวัยเรียนรู้มาสู่การเป็นเยาวชนวัยทีน ที่กำลังต้องกำหนดอัตลักษณ์และรูปการณ์จิตสำนึกครั้งสำคัญในการก้าวเดินไปสู่อนาคตข้างหน้า ขณะที่การก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน ของ พีรเมศร์ วุฒิธรเนติรักษ์ เมื่อเดือนเมษายน 2561 ที่ผ่านมาก็ถือเป็นข้อต่อสำคัญที่จะขับเคลื่อนองค์กรแห่งนี้ไปสู่เป้าหมายแห่งวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืนกับประเทศเพื่อนบ้าน ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ในระยะ 4 ปี ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ปี 2561-2564 ที่สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (2560-2564) ดูเหมือนว่า NEDA ไม่ได้ประเมินบทบาทขององค์กรไว้เพียงเป้าหมายระยะสั้น แต่กำลังมุ่งหน้าไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการขับเคลื่อนนโยบายด้านการต่างประเทศของรัฐบาลในการร่วมพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดอีกด้วย กรอบยุทธศาสตร์ 4 ปี (2561-2564) ของ NEDA

Read More

ปฏิรูปการศึกษาไทย คุณภาพ มาตรฐาน และความเหลื่อมล้ำ!

การศึกษาไทยมีประเด็นที่น่าสนใจรับศักราชใหม่ จากแนวความคิดอันสร้างสรรค์ของ ศุภกิจ จิตคล่องทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยที่ให้นักเรียนเริ่มทดลองแต่งชุดไปรเวตมาเรียน สัปดาห์ละ 1 ครั้ง นัยสำคัญของการทดลองนี้อยู่ตรงที่เพื่อศึกษาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเครื่องแต่งกายที่ไม่ใช่เครื่องแบบนักเรียน ว่าจะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาของนักเรียนในเชิงสร้างสรรค์หรือไม่ และในวันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา ภาพนักเรียนจากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ที่แสดงออกอย่างสร้างสรรค์ด้วยการแต่งชุดไปรเวต มุมหนึ่งต้องยอมรับว่า การแสดงออกของนักเรียนกลุ่มนี้สร้างสีสันและอุดมไปด้วยไอเดีย ทว่า อีกแง่มุมหนึ่งกลายเป็นประเด็นให้สังคมได้ถกแถลง เมื่อหลายฝ่ายมองว่าการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงออกด้วยการใส่ชุดไปรเวตไม่ใช่เรื่องผิดแปลก อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนให้เด็กเหล่านี้ได้มีอิสระทางความคิด รู้จักแสดงออกในทางที่เหมาะสม ขณะที่อีกฟากฝั่งกลับร้องหาความถูกต้องเหมาะสม ภายใต้เงื่อนไขอันว่าด้วยกฎระเบียบมากมายที่ถูกบัญญัติขึ้นในยุคสมัยหนึ่ง แม้ว่าโลกจะหมุนไปทุกวินาที และปัจจุบันเราใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางโลกยุคดิจิทัลที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง ทุกอย่างพัฒนาไปอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว การทำงานเชิงรุกของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ส่งหนังสือแจ้งไปยังโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เพื่อขอให้โรงเรียนทบทวนเรื่องดังกล่าว ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่เพียงใด แม้โรงเรียนจะชี้แจงไปก่อนหน้าแล้วว่า “นี่เป็นการทดลองทำวิจัยเรื่องการแต่งเครื่องแบบนักเรียนเท่านั้น” ซึ่ง สช. แสดงความกังวลว่า แนวทางดังกล่าวของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย อาจส่งผลกระทบต่อเรื่องระเบียบวินัยและค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง บริบทของสังคมไทย และปัญหาสังคม แน่นอน หากเปิดใจให้กว้าง ความกังวลของ สช. ดูจะไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด ขณะที่การศึกษาไทยอยู่ในขั้นวิกฤต มีหลายปัญหาที่สะสมมาอย่างยาวนาน และฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรจะต้องหันมาระดมความคิดเข้าแก้ไขปัญหา ทั้งเรื่องการขาดแคลนทรัพยากร บุคลากรที่มีศักยภาพ การศึกษาที่เด็กนักเรียนสามารถนำไปใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน หรือความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และการอนุญาตให้นักเรียนโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย สามารถแต่งชุดไปรเวตได้ 1 วันใน 1

Read More

ยักษ์ “อิเกีย” รุกแผน 5 ปี “โฮมโปร-อินเด็กซ์” ปูพรมสู้

ยักษ์ใหญ่ “อิเกีย” ใช้เวลารุกตลาดไทยนานกว่า 8 ปี อาศัยจุดขายฉีกแนวคู่แข่ง ทั้งรูปแบบสินค้า รูปแบบสาขาขนาดใหญ่ “เมกามอลล์” การจำหน่ายและกลยุทธ์ตลาด เจาะลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่และนิชมาร์เก็ต ชนิดที่เรียกว่า ผุดสาขาที่ไหนผู้คนหนาแน่นที่นั่น และล่าสุด อิเกียประกาศจะเปิดศึกครั้งใหญ่ เพื่อรุกธุรกิจอีคอมเมิร์ซในไทยอย่างเต็มรูปแบบ แน่นอนว่า อิเกียถือเป็นกลุ่มธุรกิจเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านขนาดใหญ่ในประเทศสวีเดน เปิดดำเนินกิจการมานานถึง 75 ปี ขยายสโตร์ไปทั่วโลกใน 50 ประเทศ รวม 422 แห่ง สาขาส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในทวีปยุโรป ทวีปอเมริกา เอเชีย และออสเตรเลีย ซึ่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถือเป็นเป้าหมายที่บริษัทแม่ต้องการแย่งชิงตลาดในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า ทั้งอิเกียสโตร์และศูนย์การค้า จากปัจจุบันมีสโตร์รวม 7 แห่ง อยู่ในประเทศสิงคโปร์ 2 แห่ง มาเลเซีย 3 แห่ง และไทยอีก 2 สาขา ได้แก่ อิเกียบางนาและอิเกียบางใหญ่ โดยมีศูนย์บริการสั่งซื้อและรับสินค้าอีก 1

Read More

เซเว่น 4.0 เร่งปักหมุดแลนด์มาร์ก

เป้าหมายของยักษ์ใหญ่ “7-11” ไม่ใช่แค่การปูพรมสาขายึดพื้นที่ทุกจุดทั่วประเทศ ล่าสุดเดินหน้าสงครามรอบใหม่ผุดสาขาเต็มรูปแบบ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “เซเว่น 4.0” แห่งที่ 2 เจาะตลาดท่องเที่ยวเมืองพัทยา โดยประกาศเป็นแลนด์มาร์กจุดนัดพบของกลุ่มเป้าหมายชนิดที่คู่แข่งอย่าง “แฟมิลี่มาร์ท-ลอว์สัน” ต้องเร่งปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ ขณะเดียวกัน หากวัดจำนวนสาขาของผู้เล่น 5 อันดับแรก อันดับ 1 7-11 ล่าสุดมีสาขามากกว่า 10,300 แห่ง และตั้งเป้าหมายภายในปี 2563 จะเพิ่มสาขาให้ได้ถึง 13,000 สาขา รองลงมาเป็นโลตัส เอ็กซ์เพรส ประมาณ 1,500 สาขา แฟมิลี่มาร์ท กว่า 1,100 สาขา มินิบิ๊กซี 800 สาขา และลอว์สัน 120 สาขา แน่นอนว่า บริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ผู้บริหารร้านสะดวกซื้อ “7-11” ในประเทศไทย

Read More

Ho Chi Minh City ไข่มุกแห่งตะวันออกไกล

อาคารสีเหลืองครีมสไตล์โคโลเนียลฝรั่งเศสที่เป็นที่ทำการของเมือง ตั้งตระหง่านและทอดยาวไปตามถนน ด้านหน้าเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์ “โฮจิมินห์” อดีตประธานาธิบดีและวีรบุรุษผู้มีบทบาทสำคัญในการกอบกู้อิสรภาพให้กับเวียดนาม รอบด้านรายล้อมด้วยโรงแรมหรูหรา ศูนย์การค้าระดับไฮเอนด์ ร้านค้าแบรนด์เนมหลากหลายยี่ห้อ คละเคล้าไปด้วยเสียงแตรรถจากกองทัพรถจักรยานยนต์ และผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมา ที่นี่คือจัตุรัสของนครโฮจิมินห์ ศูนย์กลางความเจริญของประเทศเวียดนาม และเมืองที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ไข่มุกแห่งตะวันออกไกล” นครโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh City) หรือชื่อเดิมคือ “ไซง่อน” (Saigon) ได้ชื่อว่าเป็นเมืองใหญ่ที่สุดและมีประชากรมากที่สุดของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศบริเวณแม่น้ำไซง่อน ห่างจากกรุงฮานอยซึ่งเป็นเมืองหลวงประมาณ 1,760 กิโลเมตร โฮจิมินห์เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์การต่อสู้อันยาวนาน อดีตเคยเป็นที่ตั้งกองบัญชาการของฝรั่งเศส ในยุคที่ฝรั่งเศสเข้ายึดอินโดจีนเป็นอาณานิคม และตกอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสนานนับร้อยปี ในปี 1954 ประเทศเวียดนามถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ เวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ ไซง่อนในสมัยนั้นได้กลายมาเป็นเมืองหลวงของเวียดนามใต้ โดยมีกรุงฮานอยเป็นเมืองหลวงของเวียดนามเหนือ หลังจากผ่านการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยประเทศจากการยึดครองของชาติตะวันตกมาอย่างยากลำบาก เวียดนามสามารถรวมประเทศได้อีกครั้งในปี 1976 ไซง่อนอดีตเมืองหลวงของเวียดนามใต้ได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็นนครโฮจิมินห์ เพื่อเป็นเกียรติแก่ “โฮจิมินห์” ผู้นำการปฏิวัติที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการประกาศอิสรภาพของเวียดนาม และมีกรุงฮานอยเป็นเมืองหลวงของประเทศดังเดิม ภาพความบอบช้ำที่สื่อสะท้อนออกมาจากพิพิธภัณฑ์สงคราม (War Remnants Museum) ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง บอกเล่าช่วงเวลาอันหนักหน่วงของการต่อสู้เพื่อกอบกู้อิสรภาพของชาติในอดีตได้อย่างชัดเจน ปัจจุบันนครโฮจิมินห์ได้ปรับเปลี่ยนโฉมหน้าของตัวเองใหม่ พัฒนาเมืองจนกลายมาเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้าการลงทุนที่สำคัญที่สุดของเวียดนาม

Read More

ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ สัญญาณเตือนภัยต้นปีหมู??

ความกังวลใจว่าด้วยการสะสมสินค้าล้นเกินในตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่ผ่านมา ที่อาจนำไปสู่ภาวะฟองสบู่แตกในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในช่วงปีที่กำลังจะมาถึง ดูจะเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะจากข้อเท็จจริงว่าด้วยปัจจัยกดดันจากนโยบายภาครัฐที่กำลังจะมีผลบังคับในไม่ช้า ปัจจัยเสี่ยงหรือ negative impact ที่กำลังส่งผลกระทบต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในช่วงปี 2562 และต่อจากนี้ นอกจากจะอยู่ที่แนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาระการผ่อนชำระของผู้บริโภคแล้ว ยังประกอบส่วนด้วยมาตรการ LTV-loan to value ของธนาคารแห่งประเทศไทย ในการลดเพดานปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย มีผลให้การซื้อบ้าน-คอนโดมิเนียมหลังที่ 2 เป็นต้นไป ต้องจ่ายเพิ่มเงินดาวน์ ประเด็นดังกล่าวนับเป็นการชะลออำนาจการซื้อของผู้บริโภคไปโดยปริยาย เพราะจากเดิมการซื้อบ้านอาจดาวน์ประมาณ 5% กลับต้องเพิ่มเป็น 10-20-30% การซื้อคอนโดมิเนียม เดิม 10% เพิ่มเป็น 20-30% หรือหากกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือการซื้อบ้านหลังที่ 2 เงินดาวน์สูงสุด 20% ถ้าซื้อหลังที่ 3 ขึ้นไป บังคับเงินดาวน์ถึง 30% ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในการระบายสินค้าด้วย แม้ว่ามาตรการ LTV ของธนาคารแห่งประเทศไทย ในด้านหนึ่งจะเป็นความพยายามในการลดภาวะร้อนแรงในตลาดคอนโดมิเนียมที่มีทั้งการซื้อเพื่ออยู่อาศัย การลงทุนและการเก็งกำไรจำนวนมาก ที่ทำให้ตลาดคอนโดมิเนียมมีความร้อนแรงเกินจริง ซึ่งในระยะยาวจะส่งผลให้ตลาดคอนโดมิเนียมปรับตัวตามสภาพ และได้รับการประเมินว่าเป็นมาตรการที่พยายามทำให้ภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์มีความแข็งแรงมากขึ้น หากแต่ในอีกด้านหนึ่งมาตรการที่มุ่งหมายสกัดการเก็งกำไรในตลาดคอนโดมิเนียมดังกล่าว กลับส่งผลกระทบต่อตลาดบ้านแนวราบทั้งบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ไปด้วย ซึ่งทำให้ผู้บริโภคต้องแบกรับภาระเงินดาวน์สูงขึ้นอย่างมาก และทำให้เกิดการชะลอตัวในตลาดบ้านเดี่ยวไปโดยปริยาย ขณะเดียวกันปัจจัยด้านการเมืองดูจะเป็นปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุม

Read More

Wellness Tourism ยุทธศาสตร์ใหม่การท่องเที่ยว

การท่องเที่ยวยังคงมีบทบาทสำคัญและเป็นหนึ่งฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ หน่วยงานที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวทั้งภาครัฐและเอกชนต่างพัฒนาโปรดักส์ใหม่ๆ ขึ้นมา เพื่อสร้างจุดขาย เสริมความแข็งแกร่ง และตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยว ในช่วงที่ผ่านมากระแสการดูแลรักษาสุขภาพของผู้คนในสังคมยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่อง จนพัฒนากลายมาเป็นพฤติกรรมและเกิดกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อสินค้าและบริการต่างๆ ที่ต้องปรับตัวตามพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และนั่นย่อมรวมถึงธุรกิจการท่องเที่ยวด้วยเช่นกันที่ต่างต้องปรับตัวและสร้างจุดขายใหม่ๆ เพื่อรองรับกับกระแสดังกล่าว จนนำไปสู่การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่อย่าง “Wellness Tourism” เทรนด์การท่องเที่ยวที่กำลังมาแรง และมีอัตราการเติบโตที่น่าจับตามอง Wellness Tourism หรือการท่องเที่ยวเชิงส่งเสริมสุขภาพ เป็นการเดินทางท่องเที่ยวรูปแบบหนึ่งที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เพื่อสร้างความสมดุลทั้งร่างกายและจิตใจ มีการผนวกกิจกรรมด้านสุขภาพเข้ามารวมอยู่ในการท่องเที่ยวนั้นด้วย เช่น โยคะ สปา อาหารเพื่อสุขภาพ และบริการทางการแพทย์ เป็นต้น กระแสการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเติบโตอย่างรวดเร็ว แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกจะถดถอย แต่ธุรกิจนี้กลับเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2560 ตลาด wellness tourism ทั่วโลก มีมูลค่าประมาณ 124 ล้านล้านบาท ใหญ่กว่า GDP ประเทศไทย 9,000 เท่า มีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 10.6% ซึ่งโตกว่าภาพรวมการท่องเที่ยวโลกถึง 2 เท่า และยังมีแนวโน้มที่จะโตอย่างต่อเนื่อง สำหรับประเทศไทยนับเป็นอีกหนึ่งตลาดที่โดดเด่นด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพราะมีความได้เปรียบด้วยต้นทุนที่ดีทั้งในแง่ของการบริการด้านสุขภาพ

Read More