วันเสาร์, มิถุนายน 20, 2026
Home > Cover Story > 60 ปี สยามดนตรียามาฮ่า รุก Audio Solution ใช้ดนตรีบำบัด

60 ปี สยามดนตรียามาฮ่า รุก Audio Solution ใช้ดนตรีบำบัด

สยามดนตรียามาฮ่า มีจุดเริ่มต้นมาจากจาก ดร.ถาวร พรประภา ผู้ก่อตั้งอาณาจักรสยามกลการ ผู้มีใจรักในเสียงดนตรี และมีวิสัยทัศน์ที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็น “เวียนนาแห่งเอเชียตะวันออก” (Vienna of the East) ด้วยความเชื่อที่ว่าดนตรีสามารถพัฒนาคนและพัฒนาชาติได้ จึงต้องการนำมาตรฐานดนตรีระดับโลกเข้ามาสู่ไทย

บริษัท สยามกลการ จำกัด มีการนำเข้าเครื่องดนตรียามาฮ่า จากประเทศญี่ปุ่นมาจำหน่ายอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2507 และนั่นนับเป็นการจับมือกันระหว่าง สยามกลการ และยามาฮ่า คอร์ปอเรชั่น (ญี่ปุ่น) เพื่อวางรากฐานทั้งการขายเครื่องดนตรีและการศึกษาดนตรี

และจุดเปลี่ยนสำคัญไม่ใช่แค่การขายเครื่องดนตรี แต่คือการเปิดโรงเรียนดนตรีสยามกลการ ซึ่งปัจจุบันคือ โรงเรียนดนตรียามาฮ่า เมื่อปี พ.ศ. 2509 และนำหลักสูตรมาตรฐานระดับโลกจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาใช้ คือ Yamaha Music Education System

รวมถึงการเปลี่ยนความเชื่อแบบเดิมที่ว่า การเรียนดนตรีเป็นเรื่องของคนมีฐานะและมีพรสวรรค์ เป็น “ใครก็เรียนได้” เน้นการเรียนแบบกลุ่ม สร้างความสุขผ่านการ ฟัง-ร้อง-เล่น

จากยุคแรกของ ดร.ถาวร พรประภา ถูกส่งต่อมายัง พรเทพ พรประภา ซึ่งถือเป็นรุ่นที่ 2 ปัจจุบัน สยามดนตรียามาฮ่าอยู่ภายใต้การบริหารงานของ ประนัปดา พรประภา ทายาทรุ่นที่ 3 จากร้านขายเปียโนและอิเล็กโทนเล็กๆ 60 ปี สยามดนตรียามาฮ่า เติบโตจนมีเครือข่ายโรงเรียนดนตรี 85 สาขาทั่วประเทศ และครอบคลุมธุรกิจเครื่องดนตรีและระบบเสียงครบวงจร

ปัจจุบันสยามดนตรียามาฮ่าไม่ใช่แค่คนขายเครื่องดนตรี แต่กำลังก้าวไปสู่อีกนิยาม คือ การเป็น Audio Solution Provider ส่วนหนึ่งเพราะการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ที่มี AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตของผู้คนในสังคม คนรุ่นใหม่ใช้เทคโนโลยี AI ในการทำเพลงทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การบันทึกเสียง การตัดต่อที่สามารถทำได้ที่บ้าน

การเปลี่ยนแปลงของสังคมที่ผู้คนเสพติดการใช้อุปกรณ์สื่อสารอย่างมือถือ ทำให้เกิดภาวะสมาธิสั้น ความเครียด การแยกตัวจากสังคม ประนัปดา พรประภา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด มองว่า ดนตรีจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้าง Human Connection เพื่อแก้ปัญหาความโดดเดี่ยวในสังคมยุคดิจิทัล และดนตรีไม่ใช่เครื่องมือสันทนาการ แต่เป็นสิ่งที่ช่วยบำบัดจิตใจ สร้างสมดุลให้ชีวิต

การดำเนินธุรกิจของสยามดนตรียามาฮ่า ไม่ใช่แค่การมุ่งเน้นขายเครื่องดนตรีเช่นในยุคแรก แต่มองข้ามช็อตไปในเรื่องการเป็นผู้นำเสนอโซลูชันแบบครบวงจร สำหรับสตูดิโอ คอนเสิร์ต การจัดประชุม ออกแบบติดตั้งระบบเสียงให้องค์กรและโปรเจกต์ต่างๆ รวมถึง Home Studio

นอกจากนี้ สยามดนตรียามาฮ่ายังได้รุกตลาด Silver Age ตอบโจทย์สังคมสูงวัยแบบเต็มรูปแบบที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทย ด้วยการเซ็น MOU กับโรงพยาบาลและพันธมิตรทางการแพทย์ สร้างบริการดนตรีบำบัด เพื่อแก้ปัญหาความเครียด ภาวะซึมเศร้าในคนทำงาน

ประนัปดาให้ข้อมูลว่า สัดส่วนรายได้ของธุรกิจ 60% มาจากธุรกิจหลักอย่างการจำหน่ายเครื่องดนตรี อีก 30% มาจาก Audio Solution และส่วนที่เหลือธุรกิจโรงเรียนดนตรี และการนำเข้าสินค้าไฮเอนด์อย่าง เปียโนเบอเซินเดอร์เฟอร์ จากออสเตรีย

อย่างไรก็ตาม สยามดนตรียามาฮ่า ยังมีแผนการขยายสาขาโรงเรียนดนตรีจากปัจจุบันที่มีอยู่ 85 แห่ง สู่ 100 แห่ง ภายในระยะเวลา 2-3 ปี โดยพร้อมเปิดรับแฟรนไชส์ เน้นคุณภาพเป็นสำคัญ

“แผนการขยายโรงเรียนเป็น 100 สาขา ในระยะเวลา 2-3 ปี เราพร้อมที่จะเปิดรับแฟรนไชส์ แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือด้านคุณภาพในระดับเมกะดีลเลอร์ ในลักษณะ Long Term Partnership เราต้องเลือกนักลงทุนที่ใช่ เพื่อให้โรงเรียนมีมาตรฐาน และคุณภาพการสอนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน” ประนัปดาขยายความ พร้อมกันนี้ยังเพิ่มแนวทางการปรับรูปแบบการสอนสู่ Hybrid Learning ซึ่งจะเป็นการผนวกการเรียนในระบบออนไลน์เข้ากับ Virtual Learning ไว้ด้วยกัน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาทักษะด้านดนตรีได้เร็วขึ้น

ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นอีกฟากของโลก สร้างผลกระทบเชิงลบต่อภาวะเศรษฐกิจไทยในหลายด้าน ราคาสินค้าในชีวิตประจำวันหลายรายการมีการปรับตัวสูงขึ้น แต่ไม่ได้สร้างผลกระทบต่อสินค้ากลุ่มเครื่องดนตรี ทว่า การที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับภาวะการเกิดใหม่น้อยลง ส่งผลต่อจำนวนนักเรียนที่จะเข้าเรียนในโรงเรียนดนตรี ผู้บริหารสยามดนตรียามาฮ่า มองว่าอาจจำเป็นต้องปรับราคาคอร์สตามความเหมาะสม และสอดคล้องกับสถานการณ์ แต่ยังมองว่าธุรกิจโรงเรียนดนตรียังเติบโตได้ แม้ไทยจะประสบกับภาวะเด็กเกิดใหม่น้อยลง เพราะผู้ปกครองยุคใหม่จะให้ความสำคัญกับรูปแบบการเลี้ยงดูลูกมากขึ้น ด้วยการมองหาสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่บุตรหลาน โดยเฉพาะการสร้างทักษะดนตรี ที่จะส่งผลดีต่อพัฒนาการด้านสมองและจิตใจ

รายได้ของสยามดนตรียามาฮ่าย้อนหลัง 4 ปี ค่อนข้างน่าสนใจ ปี พ.ศ. 2565 มีรายได้ 695 ล้านบาท กำไรสุทธิ 26 ล้านบาท ปี พ.ศ. 2566 รายได้ 792 ล้านบาท กำไร 42 ล้านบาท ปี พ.ศ. 2567 รายได้ 819 ล้านบาท กำไร 45 ล้านบาท และปี พ.ศ. 2568 รายได้อยู่ที่ 863 ล้านบาท กำไร 46 ล้านบาท

ประนัปดาตั้งเป้ารายได้การดำเนินธุรกิจไว้ที่ 1,000 ล้านบาท แต่ด้วยปัจจัยลบที่เกิดขึ้นรอบด้าน คาดว่าการจะแตะรายได้หลักพันล้านอาจจะต้องใช้เวลาถึง 2 ปี

การเปิด Yamaha Music Flagship Store แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ อาคารสยามปทุมวันเฮ้าส์ เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้ลูกค้าได้เข้ามาสัมผัส และสร้างประสบการณ์กับสินค้าของแบรนด์โดยตรง น่าจะเป็นผลดีต่อการดำเนินธุรกิจโดยรวม

นอกจากนี้ การขยายฐานลูกค้าใหม่โดยเฉพาะ B2Bในกลุ่มโรงเรียนนานาชาติที่มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น น่าจะเป็นโอกาสที่ดีต่อธุรกิจ

ประนัปดาทิ้งท้ายอย่างน่าสนใจว่า “สยามดนตรียามาฮ่า เกิดจาก Passion ของผู้ก่อตั้งที่มีวิสัยทัศน์ในความต้องการที่จะใช้ดนตรีให้เป็นเสมือนกระดูกสันหลังในการเชื่อมผู้คนไว้ด้วยกัน นี่เป็น Passion Project ที่ให้ความรู้สึกปลาบปลื้มใจมาก เพราะเป็นธุรกิจที่ทำกำไรและให้อะไรแก่สังคมในเวลาเดียวกัน การที่เราเป็นสยามดนตรียามาฮ่า ไม่ใช่แค่ขายเครื่องดนตรี แต่เพื่อใช้ดนตรีรักษาสังคม ทำสิ่งที่ทำมาตั้งแต่แรกคือ คืนดนตรีสู่สังคม”

จากวิสัยทัศน์ของ ดร.ถาวร พรประภา ที่ต้องการให้ธุรกิจดนตรีไทย ก้าวไปสู่การเป็น “เวียนนาตะวันออก” ศูนย์กลางทางดนตรีของภูมิภาค ที่เต็มไปด้วยศักยภาพพลังแห่งดนตรี และความหลากหลายทางวัฒนธรรม คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า การบริหารของทายาทรุ่นที่ 3 อย่าง ประนัปดา พรประภา ที่มี Passion ไม่ต่างกันจะดำเนินไปในทิศทางใดนับจากนี้.