วันเสาร์, มิถุนายน 20, 2026
Home > Cover Story > ไมเนอร์ กรุ๊ป ต่อจิ๊กซอว์ใหม่ รุก Asset-Light ตั้งกอง REIT เสริมแกร่ง

ไมเนอร์ กรุ๊ป ต่อจิ๊กซอว์ใหม่ รุก Asset-Light ตั้งกอง REIT เสริมแกร่ง

ไมเนอร์ กรุ๊ป แถลงผลประกอบการปี 2568 มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานอยู่ที่ 9,700 ล้านบาท การเติบโตที่เพิ่มขึ้นเป็นผลพวงมาจากธุรกิจที่หลากหลายภายใต้ร่มคันใหญ่ของไมเนอร์ ทั้งธุรกิจโรงแรม อาหารและเครื่องดื่ม

แม้ผลประกอบการจะเป็นที่น่าพอใจ แต่นั่นดูจะยังไม่เพียงพอ เมื่อแผนการดำเนินธุรกิจของไมเนอร์ กรุ๊ป ตั้งแต่ปี 2569-2571 กำลังมุ่งเป้าไปสู่โมเดลธุรกิจ Asset-Light และการตั้งกอง REIT ทั้งเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ธุรกิจ และลดการพึ่งพาตลาดภายในประเทศ เพื่อมองหาตลาดต่างประเทศที่มีทิศทางการเติบโตในภาพรวมดีกว่า เช่น อินโดนีเซีย อินเดีย สิงคโปร์ จีน และออสเตรเลีย

“ผลการดำเนินงานในปี 2568 สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์มธุรกิจระดับโลกที่มีความหลากหลายของ MINT และความสามารถของเราในการแปลงโมเมนตันของรายได้ให้เป็นกำไรที่มีคุณภาพสูงขึ้น การก้าวเข้าสู่ปี 2569 ด้วยความชัดเจนของการเติบโต ฐานะการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น และแรงส่งที่เร่งตัวของกลยุทธ์การขยายธุรกิจแบบ Asset-Light” ดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม MINT ให้ข้อมูล

ไมเนอร์ โฮเทล มีการเติบโตอย่างมาก โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรมในต่างประเทศ และนี่น่าจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไมเนอร์มีแผนที่จะขยายธุรกิจโรงแรมในต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มประเทศมิดเดิลอีสต์ เอเชีย-ประเทศในแถบมหาสมุทรอินเดีย และยุโรป

“สำหรับไมเนอร์ โฮเทล เราคาดว่าจะมีอีกหนึ่งปีที่สร้างสถิติใหม่ของการลงนามสัญญาบริหารโรงแรมและสัญญา Master Agreement สำหรับการขยายโรงแรมในหลายโครงการควบคู่ไปกับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจที่พักอาศัยภายใต้แบรนด์โรงแรม (Branded Residence) โดยปัจจุบันโครงการที่พักอาศัยหลายแห่งได้ถูกวางไว้เพื่อสนับสนุนรายได้ประจำในระยะยาว โดยคาดว่ายอดขายจากโครงการ Kiara Reserve Phuket มูลค่า 3 พันล้านบาท อยู่ในระดับมากกว่า 50% แล้ว และมีกำหนดส่งมอบครบในปี 2569 ซึ่งจะช่วยสร้างกระแสเงินสดเพิ่มเติมให้กับบริษัท”

สิ่งที่น่าสนใจคือ เหตุผลที่ทำให้ ไมเนอร์ กรุ๊ป ให้ความสำคัญกับตลาดต่างประเทศในกลุ่มประเทศดังกล่าว โดยมีปัจจัยหลายด้าน เช่น ประเทศในแถบยุโรป ที่มีการจัดงานโอลิมปิกฤดูหนาว การแข่งขันรถสูตร 1 อย่าง Formula 1 งานเทรดแฟร์ระดับโลก ตลาดโอเชียเนียมีทิศทางการฟื้นตัวดี มีอีเวนต์สำคัญอย่างการแข่งขันเทนนิส คอนเสิร์ตจากศิลปินระดับโลก กลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง มีกำลังซื้อสูง มีการขยายตัวของจำนวนเที่ยวบิน ขณะที่ประเทศไทยและเอเชียแปซิฟิกได้อานิสงส์จากการจัดอีเวนต์อย่าง TomorrowLand และงานเทศกาลดนตรีและไลฟ์สไตล์อย่าง Wonderfruit

การขยายธุรกิจเชิงกลยุทธ์ของไมเนอร์ กรุ๊ป มีความคืบหน้าอย่างมาก ทั้งการเปิดโรงแรมใหม่ในตะวันออกกลาง ลาตินอเมริกา และโอเชียเนีย ควบคู่ไปกับการลงนามสัญญาบริหารโรงแรมมากกว่า 10 แห่ง รวมถึงการเข้าไปบุกตลาดสหรัฐอเมริกา การขยายธุรกิจเพิ่มเติมในประเทศจีน ไทย อินเดีย และออสเตรเลีย และการเปิดตัวแบรนด์ Colbery Collection ในสหราชอาณาจักร และโครงการที่พักอาศัยภายใต้แบรนด์โรงแรม Branded Residences แบบสแตนด์อะโลนแห่งแรกของ MINT ในตะวันออกกลาง

ไมเนอร์ ฟู้ด คืออีกหนึ่งธุรกิจในพอร์ตของ MINT ที่มีการเติบโตได้ดีโดยเฉพาะในตลาดต่างประเทศ กำไรจากการดำเนินงานในไตรมาส 4/2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีแรงหนุนจากการปรับปรุงผลการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญในประเทศออสเตรเลียและจีน ภายหลังการดำเนินกลยุทธ์ด้านแบรนด์และการบริหารจัดการร้านอย่างตรงจุด

ดิลลิปให้ข้อมูลเกี่ยวกับไมเนอร์ ฟู้ดว่า พอร์ตธุรกิจร้านอาหารของ MINT แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการขยายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยโอกาสการเติบโตทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผ่านโมเดลแฟรนไชส์ และ Asset-Light

“ธุรกิจร้านอาหารของ MINT มีการพัฒนานวัตกรรมสินค้าเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องของแบรนด์ GAGA, Burger King และ Bonchon ที่ทำให้จำนวนลูกค้าและยอดขายเพิ่มขึ้นในสาขาเดิม การเปิดตัวบุฟเฟต์เพื่อสุขภาพและสลัดบาร์รูปแบบขยายของ Sizzler Thailand ในกรุงเทพฯ ที่ให้ลูกค้าสามารถรับประทานอาหารระดับพรีเมียมได้ตลอดทั้งวัน ยังมีการเปิดสาขาใหม่เพิ่มอีก 32 สาขา ในไตรมาส 4 ของปี 2568 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแฟรนไชส์ของ Bonchon, GAGA และ Dairy Queen ในประเทศไทย และการเปิดร้าน GAGA และ Dairy Queen ในประเทศอินโดนีเซีย และการนำแบรนด์ Poulet เข้าสู่ตลาดอินโดนีเซีย ที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์มธุรกิจในภูมิภาค

“ขณะที่ไมเนอร์ ฟู้ด เรายังเห็นโอกาสการขยายธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดีย จากแบรนด์ที่ขยายตัวได้ดีและความต้องการแฟรนไชส์ที่สูง เรายังคงมุ่งเน้นการจัดสรรเงินทุนอย่างมีวินัย ความเป็นเลิศในการดำเนินงาน และการเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อสร้างมูลค่าในระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง”

ดิลลิปยังระบุอีกว่า ร้านอาหารในกลุ่มไมเนอร์ ฟู้ดได้รับความสนใจจากพันธมิตรแฟรนไชส์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยมาจากความแข็งแกร่งของแบรนด์โมเดลธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนต่อหน่วยในระดับที่ดีของร้านน่าสนใจ และระบบการดำเนินงานที่พิสูจน์แล้ว โดยอินโดนีเซียจะเริ่มก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการเติบโตในระดับภูมิภาค ขณะเดียวกัน MINT ได้เริ่มขยายธุรกิจเข้าสู่ประเทศอินเดียผ่านการเปิดร้านภายใต้แบรนด์ Sanook Kitchen และ Scoop Wonder

อีกหนึ่งหมัดเด็ดสำคัญที่จะเสริมความแข็งแกร่งให้ MINT คือ การตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ที่เตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศสิงคโปร์ โดยตั้งเป้ามูลค่าสินทรัพย์ไว้ที่ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม เบื้องต้นคาดว่าจะเปิดตัวได้ในช่วงไตรมาส 3-4 ของปี 2569

เป้าหมายการใช้เงินที่ได้จาก REIT ดิลลิปอธิบายว่า “จะมีการนำเงินไปชำระหนี้สิน เพื่อลดสัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนลงมาให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ 0.75x-0.85x ภายในปี 2569 แน่นอนว่าการลดหนี้ลงจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งในงบดุล และประหยัดดอกเบี้ยจ่าย อีกส่วนคือการต่อยอดโปรเจกต์ใหม่ ที่ให้ผลตอบแทนสูง”

เป้าหมายของ MINT ในช่วง 3 ปีจากนี้คือ การเพิ่มจำนวนสาขาจากเดิม 2,746 แห่งในปี 2568 เป็น 4,150 สาขา ภายในปี 2571 และจะเพิ่มสัดส่วนของร้านแฟรนไชส์เพิ่มจาก 49% เป็น 56% มองหาตลาดต่างประเทศที่มีศักยภาพในการเติบโต เช่น อินโดนีเซีย อินเดีย สิงคโปร์ จีน และออสเตรเลีย โดยจะลดสัดส่วนตลาดภายในประเทศจาก 76% เหลือ 49% ภายในปี 2571 เร่งขยายสาขาแบรนด์ร้านอาหารหลักอย่าง The Pizza Company และ Swensen’s และการหาพันธมิตรใหม่อย่าง Europastry เพื่อขยายธุรกิจแป้งเบเกอรี่ และการนำเทคโนโลยี AI มาใช้งานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภายในร้าน เช่น การสั่งอาหาร การชำระเงินผ่านระบบ QR Code ได้ที่โต๊ะ

และสิ่งที่ดิลลิปฝากถึงรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศคือ “รัฐบาลต้องสร้างเสถียรภาพ มีธรรมาภิบาล ความโปร่งใส เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติให้นำเงินกลับเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น รวมถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของไทยที่จะเอื้ออำนวยให้อุตสาหกรรมอื่นๆ ฟื้นตัวดีขึ้น เช่น อุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยเฉพาะการสร้างแรงดึงดูดให้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับนักท่องเที่ยว ต้องให้ความสำคัญด้านความปลอดภัย และภาคการเกษตรที่ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบเพื่อเพิ่มผลผลิตให้เป็นที่ต้องการของตลาด”.