มีการคาดการณ์ว่าตลาดแรงงานไทยปี 2569 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่มีการแข่งขันสูง โดยมีปัจจัยสำคัญทั้งจากสภาพเศรษฐกิจ, การเข้าสู่ตลาดของกลุ่ม Gen Z, ความก้าวหน้าและบทบาท AI แต่ในขณะเดียวกันตลาดแรงงานก็ต้องเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนทักษะเฉพาะทาง ซึ่งล้วนทำให้องค์กรและแรงงานต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
ล่าสุด บริษัท โรเบิร์ต วอลเทอร์ส ออกมาเปิดเผยถึงภาพรวมของตลาดการจ้างงานในประเทศไทย หลังจากที่มีการสำรวจพนักงานและองค์กรกว่า 900 แห่งในประเทศไทย เพื่อรวบรวมข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับข้อกังวล มุมมอง และข้อเสนอแนะของทั้งนายจ้างและพนักงานต่อรูปแบบการทำงานในปัจจุบันและในปี 2569
โดย ปุณยนุช ศิริสวัสดิ์วัฒนา ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท โรเบิร์ต วอลเทอร์ส เผยภาพรวมว่า ปี 2568 ถือเป็นช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว GDP ปรับลดลงมาเหลือ 1.8-2.2% อันเนื่องมาจากความไม่มั่นคงทางการเมืองภายในประเทศ การลงทุนของภาคเอกชนที่อ่อนแอและระมัดระวังมากขึ้น ค่าเงินบาทที่แข็งค่าซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งส่งผลให้การจ้างงานมีความระมัดระวังมากขึ้น โดยมีความต้องการบุคลากรระดับสูงเพิ่มขึ้น ในขณะที่การจ้างงานระดับกลางกลับลดลง
ในขณะที่ปี 2569 มีการคาดการณ์ว่า GDP ของไทยจะเติบโตอยู่ที่ 1.7% ซึ่งต่ำกว่าปี 2568 สะท้อนถึงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ระมัดระวังมากขึ้น ทั้งนี้ คาดว่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และดาต้า เซนเตอร์ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการจ้างงานใหม่
จากการเก็บข้อมูลพบว่า ในระยะ 6-12 เดือนข้างหน้านี้ 40% ขององค์กรมีแผนที่จะมีการจ้างงานเพิ่ม ในขณะที่อีก 40% อาจยังไม่มีการจ้างงานเพิ่ม และอีก 12% บอกว่ามีแผนจะลดปริมาณการจ้างงานลงเล็กน้อยประมาณ 5-10% ทั้งนี้ คาดว่าในปี 2569 ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราว่างงานต่ำที่สุดในโลก
ปุณยนุชเผยต่อว่า จากสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ตลาดแรงงานไทยในปี 2569 ต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากสภาพเศรษฐกิจ การแข่งขันทางธุรกิจ การเข้ามามีบทบาทของเทคโนโลยี AI แต่ก็ยังขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ของตลาดแรงงานไทย

“ปี 2569 ตลาดแรงงานยังคงเผชิญความท้าทายด้านการสรรหาคนเก่ง โดยกว่า 67% ขององค์กรยังคงเผชิญปัญหาขาดผู้สมัครที่มีคุณภาพและมีทักษะตรงตามความต้องการ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดในการสรรหาคนเก่ง อย่างไรก็ตาม ภาพรวมเกี่ยวกับการปรับขึ้นเงินเดือนยังคงเป็นไปในทิศทางบวก โดย 97% ขององค์กรมีแผนปรับเพิ่มเงินเดือน ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของพนักงานกว่า 93% ที่คาดว่าจะได้รับการขึ้นเงินเดือนเช่นกัน โดยทางฝั่งพนักงานยังคงให้ความสำคัญกับ ‘ค่าตอบแทน’ เป็นปัจจัยหลัก รองลงมาคือ ความมั่นคงในการทำงาน และรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น”
อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ การเมือง และค่าเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้ในปี 2569 หลายองค์กรมีการชะลอการจ้างงานออกไป โดยเมื่อมีความจำเป็นต้องจ้าง กลับมุ่งเน้นจ้างงาน “ผู้บริหารระดับสูง” (c-suite) มากกว่าการจ้างผู้บริหารระดับกลาง เพื่อให้เข้ามาช่วยปรับทิศทางกลยุทธ์และนำพาองค์กรฝ่าความไม่แน่นอนไปได้
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือการเข้ามาในตลาดแรงงานของกลุ่ม Gen Z ที่เริ่มเข้าสู่ภาคธุรกิจมากขึ้น แต่ก็ตามมาด้วยข้อกังวลถึงการขาดทักษะบางอย่างในกลุ่ม Gen Z ที่ทำให้บางองค์กรปฏิเสธที่จะรับเข้าทำงาน แต่จากการเก็บข้อมูลของ โรเบิร์ต วอลเทอร์ส พบว่ามีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ปฏิเสธการรับเด็ก Gen Z เพราะ 52% ขององค์กรบอกว่ามีการเปิดรับการจ้างงานในกลุ่มเด็กจบใหม่หรือ Gen Z, 30% ไม่ได้สนใจเรื่องเจเนอเรชัน ถ้าสามารถทำงานได้ก็รับ, 17% เปิดรับบ้าง และมีเพียง 2% ที่ไม่เปิดรับ ซึ่งอาจเป็นเพราะองค์กรไม่ได้มีขนาดใหญ่มากนัก และไม่พร้อมรับเด็กจบใหม่ แต่อยากได้คนที่ทำงานได้เลย โดยองค์กรมองว่าสิ่งที่โดดเด่นของ Gen Z และสามารถนำมาช่วยองค์กรได้ คือเรื่องของความสามารถทางดิจิทัล ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ นวัตกรรม และไอเดียใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กร

เทรนด์การจ้างงานปี 2569
ด้าน นัฐติยา ซอล ผู้อำนวยการ บริษัทโรเบิร์ต วอลเทอร์ส เผยว่า การจ้างงานในปี 2569 นั้น จะประกอบด้วย 3 เทรนด์หลักๆ ได้แก่
1. การนำ AI มาใช้ในเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะในกระบวนการสรรหาบุคลากร แม้จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการนำ AI มาใช้ แต่องค์กรขนาดใหญ่ได้เริ่มใช้ AI ในการสรรหาตั้งแต่การลงประกาศงาน การจัดตารางสัมภาษณ์ ไปจนถึงการประเมินผู้สมัครแบบเสมือนจริง ซึ่งช่วยให้กระบวนการสรรหามีความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ลดระยะเวลาในการคัดเลือกลงอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ กว่า 37% ขององค์กรได้นำ AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านโครงสร้างกำลังคน และอีกกว่า 30% นำมาใช้ในด้านอื่นๆ และงานที่มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกทดแทนด้วย AI ได้แก่ งานธุรการ บัญชี การเงิน และงานด้านไอที
โดยนายจ้างส่วนใหญ่เชื่อว่า ทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลจะเป็นทักษะสำคัญที่สุดในยุคแรงงานที่ขับเคลื่อนด้วย AI รองลงมาคือ การคิดเชิงวิเคราะห์ และความสามารถในการปรับตัว ยิ่งไปกว่านั้น มากกว่าครึ่งขององค์กรคาดว่า 25–50% ของพนักงานจำเป็นต้องได้รับการเติมทักษะใหม่ (reskill) หรือ ยกระดับทักษะเดิม (upskill) ภายใน 5 ปีข้างหน้า เพื่อให้สอดรับกับการพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี AI
2. Motivation องค์กรให้ความสำคัญกับแรงจูงใจของผู้สมัคร ด้วยสภาะเศรษฐกิจที่ท้าทาย องค์กรจึงต้องการพนักงานที่มีแรงบันดาลใจ แรงผลักดันในการพัฒนาตัวเอง พร้อมลุย พร้อมเสียสละเพื่อทำให้องค์กรถึงเป้าหมาย
3. องค์กรอยากได้คนที่มีประสบการณ์ตรง และผู้สมัครที่พร้อมใช้งานทันที (ready-to-go talent) จากสภาพการแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรง ทำให้หลายองค์กรเลือกที่จะรับคนที่มีประสบการณ์ตรง เคยทำงานในตลาดเดียวกัน เข้าใจในอุตสาหกรรมนั้นๆ เพื่อลดเวลาในการเรียนรู้งานและสามารถขับเคลื่อนธุรกิจได้ทันที
ทั้งนี้ ธุรกิจที่คาดว่าจะเป็นดาวเด่นและทำให้เกิดการจ้างงานมากที่สุดในปี 2569 ได้แก่ ธุรกิจในกลุ่มศัลยกรรมความงาม เวลล์เนส สุขภาพ และโรงพยาบาล ซึ่งตรงกับนโยบายของภาครัฐที่พยายามผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยจะเห็นการขยายตัวด้านการลงทุนในธุรกิจเหล่านี้ และนำไปสู่การจ้างงานในทุกระดับ ส่วนธุรกิจที่การจ้างงานจะชะลอตัวคือกลุ่มธุรกิจค้าปลีก อันสืบเนื่องมาจากปี 2568 ที่ภาคการท่องเที่ยวยังไม่เป็นไปตามเป้าและส่งผลต่อธุรกิจค้าปลีกในภาพรวม ทำให้การจ้างงานในกลุ่มนี้จะชะลอตัว
จากภาพทั้งหมดที่เกิดขึ้น ชี้ชัดว่า “ทักษะ” คือความท้าทายใหญ่ของตลาดแรงงานไทย การเร่งพัฒนาทักษะให้ตอบโจทย์กับสิ่งที่ตลาดต้องการคือสิ่งจำเป็นเพื่อสร้างโอกาสที่มากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางตลาดแรงงานไทยที่แข่งขันสูงและเต็มไปด้วยความท้าทาย.
