“เราจะสร้างประชาธิปไตยทางดนตรี” คือสิ่งที่ ศรัณย์ ภิญญรัตน์ กล่าวไว้เมื่อครั้งเปิดตัว “Fungjai” (ฟังใจ) แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งเพลงสัญชาติไทยที่เกิดจากความหลงใหลในดนตรีขึ้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ก่อนที่จะค่อยๆ เติบโตและต่อยอดไปสู่ไลน์ธุรกิจใหม่ๆ จนกลายเป็นหนึ่งในคอมมูนิตี้ทางดนตรีที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ มีผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียกว่า 1 ล้านคน วันนี้ “ฟังใจ” กำลังก้าวสู่ทศวรรษใหม่ของอุตสาหกรรมดนตรี จากสตรีมมิ่งสู่การเป็น “Music Integrator” เพื่อเจาะตลาด Music Marketing ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ย้อนกลับไปในช่วงปี 2557 แพลตฟอร์มการฟังเพลงอย่างมิวสิกสตรีมมิ่งยังเป็นสิ่งที่ค่อนข้างใหม่สำหรับคนไทย การเกิดขึ้นของ “ฟังใจ” (Fungjai App) ในฐานะแพลตฟอร์มมิวสิกสตรีมมิ่งสำหรับดนตรีนอกกระแสที่สร้างพื้นที่ให้ศิลปินอิสระมีโอกาสได้ปล่อยของ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างพื้นที่ประชาธิปไตยทางดนตรี จึงเป็นการสร้างมิติใหม่ให้กับแวดวงดนตรีและสร้างโอกาสให้กับศิลปินอิสระได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
“ฟังใจเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2557 เราเติบโตด้วยการเป็น music streaming application ให้พื้นที่และพยายามคอนเน็กต์ระหว่างศิลปินอิสระกับผู้ฟังให้เขาหากันเจอ” ท้อป-ศรัณย์ ภิญญรัตน์ CEO และผู้ก่อตั้งฟังใจ กล่าว
หลังจากเปิดตัวสตรีมมิ่งได้ราวๆ หนึ่งปี ฟังใจตัดสินใจจัดคอนเสิร์ตขึ้นมาเพื่อโปรโมตตัวสตรีมมิ่ง ในชื่อ “เห็ดสด” รวมตัวกลุ่มศิลปินนอกกระแสมาแสดงดนตรีร่วมกัน ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จากวงนอกกระแสกลายเป็นวงที่อยู่ในกระแสไปในที่สุด และการจัดคอนเสิร์ตเห็ดสดในครั้งนั้นยังถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สร้างการเติบโตให้กับฟังใจในระยะต่อมาอีกด้วย
“ปี 2558 เราทำคอนเสิร์ตแรกขึ้นมาเพื่อโปรโมตสตรีมมิ่ง เพราะตอนนั้นคนยังไม่ค่อยรู้จักแอปฯ ฟังใจ ทำยังไงถึงจะมีคนรู้จักมากขึ้น มียูสเซอร์มากขึ้น จึงจัดคอนเสิร์ตชื่อ ‘เห็ดสด’ ขึ้นมา กลายเป็นคอนเสิร์ตดัง คนชอบ คนรู้จักเห็ดสดมากกว่าคำว่าฟังใจ มันเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เราค้นพบว่าคอนเสิร์ตมันให้มุมธุรกิจกับเราได้ สร้างให้เกิดรายได้เข้าบริษัทอย่างรวดเร็ว ทั้งรายได้จากสปอนเซอร์และรายได้จากการขายบัตร และเป็นการต่อยอดจากคอมมูนิตี้ของฟังใจที่อยู่แค่โลกออนไลน์ สู่การสร้างคอมมูนิตี้ในโลกออฟไลน์”

การจัดคอนเสิร์ตครั้งแรกถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่นำมาสู่อีกหนึ่งธุรกิจให้กับฟังใจ นั่นคือ “การเป็นผู้จัดคอนเสิร์ต” (Music Promoters) ที่แตกต่างจากตลาดในยุคนั้น เพราะมีความเฉพาะตัวและมีไลน์อัปที่ไม่เหมือนใคร โดยหลังจากนั้นฟังใจก็มีการจัดแคมเปญและคอนเสิร์ตต่างๆ ออกมาอีกมากมาย ทั้ง Crossplay, หรือมหกรรมคอนเสิร์ตอย่าง ‘ฟังใจจัด’ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามด้วยอัตราการเติบโตกว่าเท่าตัวในปีที่ผ่านมา
และไม่ใช่แค่ในประเทศ ฟังใจยังขยายขอบเขตทางดนตรีออกนอกประเทศ ผ่านการจัดงานดนตรีอย่าง Bangkok Music City ซึ่งศรัณย์บอกว่าเป็น Showcase Festival งานแรกและงานเดียวในประเทศไทยที่จัดแบบเต็มรูปแบบ มีการเชิญตัวแทน และ buyer จากต่างประเทศมาสัมผัสศักยภาพทางดนตรีของไทย รวมถึง “มหรสพ” (Maho Rasop) ซึ่งเป็น International Music Festival ที่ได้รับการยอมรับจากสื่อทั้งในและต่างประเทศ และมีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก จนหลายคนบอกว่านี่เป็นประสบการณ์มิวสิกเฟสติวัลที่ดีที่สุดในประเทศที่เขาเคยไป
นอกจากการเป็นผู้จัดคอนเสิร์ตของตัวเองแล้ว ฟังใจยังต่อยอดไปอีกหนึ่งธุรกิจนั่นคือรับจ้างจัดอีเวนต์ คอนเสิร์ต ผลิตแคมเปญให้กับแบรนด์ต่างๆ โดยใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือสำคัญ ก่อนที่จะแตกโมเดลธุรกิจออกไปอีกหลายแขนง
“หลังจากนั้นเราเริ่มพัฒนามาเป็นสื่อกลาง ทำ online magazine ชื่อ Fungjaizine มีการจัดงานเวิร์กชอป สัมมนา เราเป็นบริษัทแรกๆ ในประเทศที่จัดงานเวิร์กชอป สัมมนา ที่พยายามให้ความรู้กับนักดนตรีรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของลิขสิทธิ์ เรื่องการแต่งเพลง ฟังใจเคยทำสิ่งที่เกือบๆ จะคล้ายค่ายเพลง ชื่อ Malama เราเรียกมันว่าเป็นสหกรณ์ทางดนตรี รวมกลุ่มดนตรีเข้ามาทำงานช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แต่ก็อาจจะมาก่อนกาลไปสักนิด คนอาจยังไม่เข้าใจในตอนนั้น แต่ศิลปินหลายๆ ท่านที่จบออกจากโปรแกรม Malama ไป ปัจจุบันก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก อย่างเช่น Three Man Down หรือ Safeplanet เราเคยมีแพลตฟอร์มที่เอาไว้จองวงดนตรี เหมือนกดสั่งซื้อของออนไลน์ แต่เป็นการจองวงดนตรีออนไลน์ในชื่อ Lensod”

จาก Streaming Platform สู่ Music Integrator
ทั้งหมดทั้งมวลคือสิ่งที่ฟังใจทำมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา แต่ปีที่ 11 ฟังใจได้ก้าวเข้าสู่ทศวรรษใหม่ด้วยการประกาศปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ ยุติบริการสตรีมมิ่งแพลตฟอร์ม พร้อมรีแบรนด์สู่การเป็น “Music Integrator” แบบครบวงจร มุ่งเจาะตลาด Music Marketing ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมๆ กับการเปลี่ยนโลโก้ใหม่แต่ยังคงไว้ซึ่ง DNA ของความเป็นฟังใจ โดยเป้าหมายหลักของการรีแบรนด์คือการสร้างพันธมิตรกับแบรนด์และเอเจนซีโฆษณา พร้อมตั้งเป้าสร้างการเติบโตกว่า 100 ล้านบาทภายในปี 2569
“เราจะยุติการให้บริการสตรีมมิ่ง เพราะเมื่อ 10 ปีที่แล้วพื้นที่ตรงนี้ยังไม่มีใครเข้ามาเป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงระหว่างศิลปินอิสระกับผู้ฟัง เราเลยทำสตรีมมิ่งขึ้นมา แต่ปัจจุบันจะเห็นว่ามีผู้ให้บริการระดับโลกเข้ามาเป็นจำนวนมาก ศิลปินมีทางเลือกเยอะขึ้น การส่งเพลงขึ้นระบบเป็นเรื่องที่ง่ายมาก เพราะฉะนั้นบทบาทตรงนี้ของเรามันอาจไม่ได้จำเป็นต่ออุตสาหกรรมนี้อีกต่อไปแล้ว แต่เรายังสามารถขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดนตรีผ่านวิธีการและช่องทางอื่นๆ ได้ จึงนำมาสู่การรีแบรนด์ในที่สุด”
การปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญของฟังใจ ที่ต้องการยกระดับสู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดผ่านดนตรีแบบครบวงจร ภายใต้แนวคิด “Elevating Brands Through Music”
ทั้งนี้ ฟังใจได้ปรับโมเดลธุรกิจใหม่บนจุดแข็ง 3 ประการ ได้แก่ 1. ความเป็นกลางในวงการดนตรี (Industry Neutrality & Cross-Platform Power) ที่ทำให้ฟังใจสามารถรวมศิลปินและวงดนตรีทั้งเล็กและใหญ่จากทุกค่ายเพลง รวมถึงศิลปินอิสระไว้ได้ในโปรเจกต์เดียวกัน
2. การมีทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญทั้งด้านการตลาดและวงการดนตรี (Hybrid Expertise Team) ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ฟังใจสามารถสร้างสรรค์แคมเปญที่ตอบโจทย์แบรนด์และผสานเข้ากับคอมมูนิตี้ดนตรีได้อย่างกลมกลืน เป็นธรรมชาติ และสามารถเข้าถึงใจผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง
3. ความพร้อมด้านประสบการณ์และการมีคอมมูนิตี้ที่แข็งแกร่ง (Proven Track Record & Proprietary Assets) โดยฟังใจได้สั่งสมประสบการณ์ในการจัดงานดนตรีมากว่า 200 อีเวนต์ พร้อมทั้งมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาแคมเปญแบบ 360 องศาที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภค นอกจากนี้ ฟังใจยังเป็นเจ้าของคอมมูนิตี้ทางดนตรีที่มีผู้ติดตามรวมกันทุกช่องทางกว่า 1 ล้านคน และมีเครือข่ายพันธมิตรในอุตสาหกรรมดนตรีที่แข็งแกร่งทั่วเอเชีย ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญในการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ

จาก 3 จุดแข็ง ทำให้ฟังใจได้กำหนดโครงสร้างธุรกิจใหม่ด้วย 3 บริการหลัก ที่จะช่วยเสริมแกร่งศักยภาพในการแข่งขันในตลาดดนตรีที่กำลังเติบโตสูงขึ้น ประกอบด้วย
1. Concert & Festival Sponsorship ผสานความต้องการของแบรนด์เข้ากับงานอีเวนต์ที่ฟังใจเป็นผู้จัด ผ่านการพัฒนากิจกรรมที่ออกแบบมาอย่างเฉพาะเจาะจงสำหรับแต่ละความต้องการของแบรนด์
2. Event Management Services การบริการจัดการอีเวนต์ดนตรีแบบครบวงจร ตั้งแต่การวางกลยุทธ์การผสานแบรนด์ การประชาสัมพันธ์ การผลิตงานอีเวนต์ตั้งแต่เริ่มวางแผนจนจบงาน ไปจนถึงการบริหารจัดการ Music Influencer
3. Music Marketing Campaign Development ที่ถือเป็นหัวใจหลักของการดำเนินงาน ครอบคลุมการพัฒนาแคมเปญจากโจทย์ธุรกิจของลูกค้า การสร้างการมีส่วนร่วมกับกลุ่มเป้าหมาย และการแก้ไขปัญหาเชิงธุรกิจผ่านความคิดสร้างสรรค์ เพื่อทำให้ฟังใจเป็น One-Stop Solution สำหรับการตลาดผ่านดนตรี

“การรีแบรนด์ครั้งนี้เป็นผลจากการเล็งเห็นถึงทิศทางตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป เราพบว่าแบรนด์ต่างๆ กำลังมองหาวิธีเข้าถึงผู้บริโภคผ่านประสบการณ์ที่มีความหมาย ซึ่งดนตรีเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดอย่างหนึ่ง และฟังใจมีความเชี่ยวชาญในการเชื่อมโยงศิลปิน แบรนด์ และผู้บริโภคเข้าด้วยกัน ในขณะที่ผู้บริโภคเองก็มองหาประสบการณ์ทางดนตรีที่แตกต่างและมีคุณค่ามากขึ้น สิ่งที่ผมอยากเน้นย้ำคือ แม้ฟังใจจะปรับโมเดลธุรกิจใหม่ แต่อุดมการณ์ ‘ประชาธิปไตยทางดนตรี’ และการสร้างพื้นที่ให้ศิลปินหน้าใหม่ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของเรา การพัฒนาครั้งนี้จะช่วยให้เราสนับสนุนวงการดนตรีไทยและนักดนตรีอิสระได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น เป็นการตอบโจทย์ความต้องการของทุกฝ่าย และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้กับฟังใจในระยะยาว”
ปัจจุบัน Music Marketing ทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 5.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 9.4% ในช่วงปี 2569 ถึง 2576 ด้วยอัตราการเติบโตดังกล่าว มูลค่าตลาดจะเพิ่มขึ้นเป็น 12.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2576 แสดงให้เห็นถึงโอกาสทางธุรกิจที่สำคัญในอุตสาหกรรมนี้ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ที่มีอัตราการเติบโตด้านการบริโภคเมื่อเทียบปีต่อปี (YoY) สูงสุดในโลก
ฟังใจคาดว่าการปรับกลยุทธ์ครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการเชื่อมโยงแบรนด์กับวงการดนตรี พร้อมตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจให้เติบโตขึ้น 67% ภายใน 1 ปี โดยมุ่งเน้นการขยายธุรกิจไปยังกลุ่มอุตสาหกรรม FMCG, Lifestyle และ Automotive ตลอดจนขยายความครอบคลุมนี้ไปยังตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศในอนาคต และตั้งเป้าสร้างการเติบโตไว้ที่ 100 ล้านบาท ภายในปี 2569 โดยปัจจุบันรายได้ของฟังใจอยู่ที่ประมาณ 60-70 ล้านบาท
พร้อมกันนั้นผู้ก่อตั้งฟังใจยังได้กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าติดตามอีกว่า “ช่วงเวลานี้ เป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุดของอุตสาหกรรมดนตรี และมิวสิกมาร์เกตติ้ง ไม่ใช่เทรนด์ ไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่มันเป็นรถที่เริ่มออกขบวนไปแล้ว และกำลังพุ่งทะยานไปด้วยความเร็วสูง เราไม่ได้แค่รู้จักดนตรี แต่เรารู้ว่าดนตรีจะช่วยให้แบรนด์เข้าถึงใจผู้บริโภคได้อย่างไร ฟังใจมีประสบการณ์ในการสร้างคอมมูนิตี้ดนตรีมากว่า 10 ปี เราเข้าใจทั้งศิลปิน ผู้ฟัง และวัฒนธรรมดนตรี นี่คือจุดแข็งที่ทำให้เราสามารถสร้างแคมเปญการตลาดที่แตกต่างและมีความหมายได้”.
