วันเสาร์, มิถุนายน 20, 2026
Home > Cover Story > VML เปลี่ยนความย้อนแย้งของผู้บริโภค เป็นโอกาสทองทางธุรกิจ

VML เปลี่ยนความย้อนแย้งของผู้บริโภค เป็นโอกาสทองทางธุรกิจ

ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากความผันผวนทางเศรษฐกิจ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ กระแสโซเชียลมีเดียที่เปลี่ยนแปลงค่านิยม และการดิสรัปชันของเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI ได้ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ขึ้นในหมู่ผู้บริโภคที่นักการตลาดและแบรนด์กำลังเฝ้าติดตาม นั่นคือ “Consumer Paradox Mindsets” หรือความคิดและพฤติกรรมที่ย้อนแย้งกันในตัวผู้บริโภค

ล่าสุดเอเยนซีและพาร์ตเนอร์ทางการตลาดของแบรนด์ชั้นนำในไทยอย่าง VML Thailand ได้ทำการศึกษาวิจัยเชิงลึกเกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้ โดยนำผลการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคจากงานวิจัย “The Future 100” และ “Future Shopper” ที่จัดทำอย่างต่อเนื่องทั่วโลกมากว่าสิบปี พร้อมตรวจเช็กความสอดคล้องกับข้อมูลจากพาร์ตเนอร์อย่าง Kantar, Global Web Index และ Euromonitor มาร่วมวิเคราะห์ เพื่อถอดรหัสความเข้าใจพฤติกรรมที่ย้อนแย้งของผู้บริโภค ซึ่งทำให้เกิดความสับสนลังเลในการตัดสินใจทำอะไรต่างๆ จนนักการตลาดต้องเสียโอกาส

ผลการวิจัยเผยให้เห็นถึงปรากฏการณ์ Consumer Paradox ความย้อนแย้งที่เกิดขึ้นในใจผู้บริโภคไทยที่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าการตลาด โดยประกอบด้วยความย้อนแย้งหลักๆ 4 มิติ ได้แก่

1. The Spending Paradox: Willing to Spend vs. Power to Spend คือความย้อนแย้งใน “ความอยากจ่าย” กับ “กำลังในการจ่าย” แม้จะมีแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ทำให้กำลังซื้อลดลง แต่ผู้บริโภคชาวไทยโดยเฉพาะ Gen Z กลับมีความอยากที่จะใช้จ่ายในหลายหมวดหมู่สินค้าและโซลูชันมากกว่าทุกเจเนอเรชัน โดยเฉพาะค่าอาหาร เครื่องดื่ม และค่าใช้จ่ายส่วนตัว ทำให้กว่า 70% มองหาแบรนด์ทางเลือกที่ราคาถูกกว่า อย่างไรก็ตาม เกือบครึ่งของผู้บริโภคกลุ่มนี้ยังมีความอยากเก็บเงินและลงทุนเพื่ออนาคต ในขณะที่กลุ่ม Gen X ถึง Baby Boomer ที่มีฐานะดีกว่ากลับเน้นประหยัดกับค่าปัจจัยพื้นฐาน แต่ยังแอบเปิดใจให้กับสินค้าโซลูชันด้านสุขภาพและการแสวงหาประสบการณ์การชอปปิ้งที่สนุกสนาน

2. The Relationship Paradox: Need to Disconnect vs. Drive to Reconnect ความย้อนแย้งใน “การอยากเชื่อมต่อ” กับ “อยากหยุดเชื่อมต่อ” ถึงแม้ว่าคนไทยกว่า 90% สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้และเชื่อมต่อกับโซเชียลมีเดียตลอดเวลา แต่ผู้บริโภคชาวไทยเกือบ 80% กำลังคิดเรื่อง “การควบคุมปริมาณข้อมูล” เช่น การเลิกติดตาม หรือบล็อกโซเชียลมีเดียบางแพลตฟอร์ม ขณะที่ 71% เริ่มรู้สึกเอียนเทคโนโลยีและต้องการอิสระ ทำให้คนไทยกว่าหนึ่งในสามหรือประมาณ 38% หันมาสนใจกิจกรรมในโลกจริงเพื่อสุขภาพจิตที่ดี

3. The Belief Paradox: Demand for Real vs. Crave for Wow คือความย้อนแย้งใน “ความต้องการความซื่อสัตย์จริงใจ” กับ “ความโหยหาความตื่นเต้นเซอร์ไพรส์เร้าใจ” ความเชื่อมั่นในบุคคล แบรนด์ และอินฟลูเอนเซอร์กำลังถูกท้าทายจากความไม่เชื่อใจของผู้บริโภค เนื่องจากข่าวด้านลบและข่าวปลอมบนโซเชียลมีเดีย โดยคนไทยกว่า 80% กังวลเรื่องข่าวปลอม ขณะที่ความเชื่อมั่นใน AI กลับสูงเทียบเท่าผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ผู้บริโภคเรียกร้องความจริงและความซื่อสัตย์เป็นคุณค่าสูงสุด โดยต้องการแบรนด์ที่จริงใจ 64% และน่าเชื่อถือ 70% อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคกว่า 73% ยังต้องการแบรนด์ที่บันเทิง ดึงดูดทุกโสตประสาทสัมผัส และสร้างความ “ว้าว” ด้วย ถึงจะเป็นแบรนด์ที่โดดเด่น และเป็น Top of Mind ในใจผู้บริโภค

4. The Health & Wellness Paradox: Fear of Aging vs. Joy of Aging คือความย้อนแย้งใน “ความกลัวแก่” กับ “ความสุขสนุกของชีวิตในวัยหลังเกษียณ” หมวดสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีจึงเป็นอันดับต้นๆ ที่คนไทยยินดีจ่ายเงินเพิ่ม และกว่า 70% กำลังดูแลสุขภาพกาย สุขภาพจิต และจิตวิญญาณอย่างจริงจัง สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ ผู้ที่กลัวความแก่ชรามากที่สุดกลับเป็นคนรุ่นใหม่ Gen Z

ปรัตถจริยา ชลายนเดชะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร VML Thailand และผู้คร่ำหวอดในวงการโฆษณามานาน เปิดเผยว่า “VML Thailand ตระหนักดีว่าในปี 2568-2569 ตลาดจะยิ่งท้าทายขึ้น ผู้บริโภคมีความอดทนน้อยลง และความภักดีต่อแบรนด์เปราะบางลงอย่างมาก แบรนด์ที่จะชนะคือแบรนด์ที่สามารถมอบประสบการณ์ที่ราบรื่น สร้างความผูกพันทางอารมณ์ และขับเคลื่อนผลลัพธ์ได้อย่างแท้จริง การทำความเข้าใจความย้อนแย้งในใจผู้บริโภค เพื่อดึงมุมเหล่านี้มาสร้างความอยากลองอยากมีประสบการณ์กับแบรนด์ อยากเปิดใจลอง จะนำไปสู่โอกาสใหม่ๆ ทางการตลาด”

นอกจากนั้น ปรัตถจริยายังให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า จากสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้แบรนด์กำลังเผชิญกับสถานการณ์การตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคที่ลดลงสูงถึง 50-75% ทำให้แบรนด์ไม่โตตามเป้า และสูญเสียโอกาสทางรายได้ถึง 35-55% ซึ่งล้วนกลายเป็นโจทย์ยากที่แบรนด์ ผู้ประกอบการ และนักการตลาดต้องรับมือ

นั่นทำให้ VML Thailand ตัดสินใจเปิดตัวโซลูชันการตลาดใหม่ล่าสุด No Leak Solution™” ที่ออกแบบมาบนฐานความเข้าใจ Consumer Paradox Mindsets โดยการรับรู้และยอมรับความย้อนแย้งที่ซับซ้อนในใจผู้บริโภคยุคใหม่ แล้วนำความเข้าใจนั้นมาแปลงเป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่สร้างประสบการณ์แบรนด์ที่ตอบสนองทั้งสองด้านของความต้องการที่ขัดแย้งกัน เช่น การสร้างประสบการณ์ Phygital ที่ผสานโลกดิจิทัลและโลกจริง การพัฒนา Real Showmanship ที่ผสานความจริงใจกับความตื่นตาตื่นใจ การสร้างความเชื่อและคุณค่าร่วมกันที่ตอบโจทย์ทั้งความอยากจ่ายและขีดจำกัดในการจ่าย และการเปลี่ยนมุมมองเรื่องวัยให้เป็น Empowering Journey ในทุกช่วงชีวิต ผ่าน 5 โซลูชันหลักที่จะช่วยปลดล็อกศักยภาพรายได้สูงสุด ซึ่งประกอบด้วย

1. No Leak Ecosystem ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดสำหรับแบรนด์ คือการที่ลูกค้าหลุดและรายได้หายโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นการรับรู้ในแบรนด์ดี แต่ยอดขายไม่พุ่ง ลูกค้าเดินเข้าร้านแล้วกลับไปซื้อบนเว็บไซต์อื่น หรือลูกค้าเพิ่มของลงตะกร้าแต่ไม่ซื้อ นี่คือ “รูรั่ว” ที่นำไปสู่การหลุดออกจากแบรนด์ จุดเด่นของโซลูชันนี้ ประกอบด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมลูกค้า การระบุจุดรั่วไหล ค้นหา “จุดวิกฤต” ที่นำไปสู่การลดลงของลูกค้า โดยนำเสนอโซลูชันที่ปฏิบัติจริงเพื่อแก้ไขปัญหาและรักษาฐานลูกค้า

2. Acquisition & Retention Tools คือโซลูชันดิจิทัลในการสร้างแคมเปญจูงใจเพื่อแปลงเป็นยอดขาย และรักษาฐานลูกค้า พร้อมลดต้นทุนด้านเทคโนโลยีและการบริหารจัดการแคมเปญ สามารถเชื่อมต่อประสบการณ์ผู้บริโภคได้ทั้ง Online และ Offline ทั้งยังเริ่มใช้งานได้ในระยะเวลาสั้น

3. Production @Scale โซลูชันในการเพิ่มศักยภาพการผลิตชิ้นงานโฆษณา ด้วยกระบวนการผลิตที่ใช้ AI เข้ามาช่วย

4. INFLUENVER™ ปฏิวัติ Influencer Marketing โดยใช้ Paradox Mindset มาเป็นหัวใจสำคัญในกระบวนการคิด การเลือก และการทำงานร่วมกับ KOL

5. Growth Spark คือโซลูชันที่ออกแบบมาเพื่อใช้ค้นหาโอกาสใหม่ๆ ทางการตลาดให้ธุรกิจและแบรนด์ แล้วนำมาพัฒนาเป็นแผนกลยุทธ์ทางการสื่อสารทางการตลาดและการสร้างแบรนด์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวได้ ผ่านอินไซต์เรื่องความย้อนแย้งในใจของผู้บริโภค

โดยปรัตถจริยาเชื่อว่าในโค้งสุดท้ายของปีเช่นนี้ โซลูชันดังกล่าวจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้แบรนด์สามารถก้าวข้ามความท้าทายในยุคดิจิทัล และเปลี่ยนทุกการรั่วไหลให้เป็นโอกาสในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปได้ พร้อมกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า

“ในฐานะที่เป็นพาร์ตเนอร์ของลูกค้า เมื่อมันมีมุมที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภค เรามีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบและช่วยลูกค้า ช่วยอุดรอยรั่วด้วยการมองมนุษย์ให้ลึกลงไป เพื่อผลักดันให้ธุรกิจเกิดการเติบโตใหม่ๆ ซึ่งมันจะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยผลักดันเศรษฐกิจของประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้”.