วันเสาร์, มิถุนายน 20, 2026
Home > Cover Story > “กมลกาญจน์ คงคาทอง” MD อารยะฯ น้องใหม่นิคมอุตสาหกรรม

“กมลกาญจน์ คงคาทอง” MD อารยะฯ น้องใหม่นิคมอุตสาหกรรม

ต้นปี 2568 บริษัท อารยะ แลนด์ ดีเวลลอปเม้นต์ จำกัด บริษัทร่วมทุนของ 3 ยักษ์ใหญ่ด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรมของไทย อย่างบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) และบริษัท นิคมอุตสาหกรรมเอเซีย จำกัด เปิดตัวโครงการ “อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์” (ARAYA-The Eastern Gateway) เมืองอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าโครงการกว่า 2 หมื่นล้านบาท บนพื้นที่ 4,631 ไร่ บนถนนบางนา-ตราด กม. 32 โดยมี “กมลกาญจน์ คงคาทอง” กรรมการผู้จัดการ บริษัท อารยะ แลนด์ ดีเวลลอปเม้นต์ จำกัด เป็นผู้นำทัพ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเดินหน้าพัฒนาโครงการ จนสามารถปิดดีลคว้า 2 ลูกค้าบิ๊กเนมมาไว้ในมือได้สำเร็จ หลังจากเปิดตัวโครงการได้ไม่นาน

กมลกาญจน์ คงคาทอง มีประสบการณ์ในสายงานการเงินและจัดการธุรกิจระหว่างประเทศมาอย่างยาวนาน เริ่มจากธนาคาร DBS ประเทศสิงคโปร์ ในปี พ.ศ. 2549 ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการกลุ่มลูกค้าธุรกิจสถาบัน ปี พ.ศ. 2554 เธอย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ ฝ่ายบริหารความเสี่ยงสินเชื่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ CIMB Bank Berhad ประเทศสิงคโปร์ และกลับมาประเทศไทยในปี พ.ศ. 2559 เพื่อร่วมงานกับธนาคาร Standard Chartered ในตำแหน่งผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายบริหารความเสี่ยงสินเชื่อ ก่อนที่จะเข้าร่วมกับบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด มหาชน ในปี พ.ศ. 2560 ในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์องค์กรและการลงทุน และต่อมาดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่การเงิน โดยในปี พ.ศ. 2566 เธอยังดำรงตำแหน่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทลูก PT SLP Surya Ticon Internusa ในประเทศอินโดนีเซีย เพื่อผลักดันและขยายธุรกิจคลังสินค้าและโลจิสติกส์ในประเทศอินโดนีเซียอีกด้วย

ปัจจุบันกมลกาญจน์ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท อารยะ แลนด์ แอนด์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาโครงการ ‘อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์’ (ARAYA) เมืองศูนย์กลางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีชั้นแนวหน้าของประเทศไทย ซึ่งเธอได้นำทัพในการพัฒนาโครงการและบริหารการร่วมทุนต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนโครงการอารยะฯ ให้เป็นเมืองอุตสาหกรรมและ Industrial-Tech Ecosystem แห่งอนาคต ผ่านการสร้างแผนแม่บทที่ผสมผสานรูปแบบพื้นที่อุตสาหกรรม ร่วมกับความเป็นเมือง พื้นที่สีเขียว สิ่งอำนวยความสะดวก โครงสร้างพื้นฐาน และที่อยู่อาศัย

“อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ เป็นน้องใหม่ในนิคมอุตสาหกรรม ด้วยสเกลที่ดินผืนใหญ่ขนาดนี้ เราจึงต้องมีผู้ถือหุ้นร่วมสายนิคมฯ ที่มีความรู้ความสามารถในการทำนิคมฯ มาช่วยในการพัฒนาโครงการ ซึ่งนิคมฯ จะเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของโครงการอารยะฯ ที่เราต้องการสร้างให้เป็น township เพื่อดึงดูดนักลงทุนรายใหญ่ๆ เข้ามาในโครงการ เราไม่ต้องการให้เขามาแบบเช้ามาเย็นกลับ แต่อยากให้โครงการนี้เป็นเมืองใหม่ที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ”

แม้โครงการ อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ จะถือเป็นน้องใหม่ในนิคมอุตสาหกรรม แต่ถ้าดูจาก 3 ผู้ร่วมทุนแล้ว ล้วนเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีประสบการณ์ในการทำนิคมฯ และอสังหาฯ มาอย่างยาวนานแล้ว ดูเหมือนอารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ จะเป็นน้องใหม่ในวงการนิคมฯ ที่มีแบ็กอัปที่แข็งแกร่งไม่น้อยเลยทีเดียว

กมลกาญจน์เผยว่าตลาดนิคมอุตสาหกรรมเป็นตลาดที่ท้าทาย โครงการอารยะฯ แม้จะเป็นน้องใหม่ แต่ค่อนข้างพิเศษเมื่อเทียบกับนิคมฯ อื่น เพราะมีผู้ร่วมทุนที่แข็งแกร่งมีประสบการณ์ อีกทั้งยังได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้ง โดยตัวโครงการตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพ บนถนนบางนา-ตราด กม. 32 ด้านหน้าลงทางด่วนขับรถไม่ถึง 10 นาทีก็เข้าโครงการได้เลย อยู่ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ ห่างกันประมาณ 15 กิโลเมตร ใช้เวลาขับรถประมาณ 30 นาที และเป็นทางไป EEC ขับรถไปท่าเรือแหลมฉบังใช้เวลา 60 นาที และสามารถเข้าถึงย่าน CBD ของกรุงเทพฯ ในเวลาเพียง 50 นาที ลูกค้าในโครงการสามารถเข้าถึง รีเทล ห้างร้าน ร้านอาหารที่อยู่ในบริเวณนี้ได้สะดวก แต่แน่นอนราคาที่ดินในโครงการก็ค่อนข้างสูงกว่าที่อื่นใน EEC เช่นกัน โดยราคาที่ดินแถวนี้วิ่งอยู่ประมาณ 13-15 ล้านต่อไร่

“ทางฝั่งผู้ร่วมทุนทั้งโรจนะและนิคมฯ เอเซีย ช่วยในเรื่องเทคนิคและกฎระเบียบต่างๆ ในการทำนิคมฯ การพัฒนาสาธารณูปโภคให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ เพราะเฟรเซอร์สไม่เคยทำนิคมฯ ในประเทศไทยมาก่อน นอกจากนั้น โรจนะยังช่วยในเรื่องการขายด้วยเช่นกัน เพราะทีมเซลส์ฝั่งจีนเขาค่อนข้างแข็งแรง”

ทั้งนี้ กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของอารยะฯ ค่อนข้างแตกต่างจากลูกค้าในย่าน EEC และในเวียดนามที่ถือเป็นคู่แข่งสำคัญของไทย โดยโฟกัสที่ลูกค้ารายใหญ่ บิ๊กเนม ที่มองหาพื้นที่ 50-100 ไร่ขึ้นไป ทั้งลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์, อิเล็กทรอนิกส์, EV แบตเตอรี่ และดาต้าเซนเตอร์ ซึ่งสอดคล้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ประเทศไทยส่งเสริม

“อารยะฯ เจาะกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ให้เข้ามาอยู่ในโครงการ ที่ให้ความสำคัญกับโลเคชัน ความสะดวกสบาย และองค์ประกอบในโครงการ และต้องการอยู่กันยาวๆ 20-30 ปี พร้อมพาซัปพลายเชนของเขามาด้วย เพื่อที่จะมาร่วมกันพัฒนาไม่ใช่แค่ตัวโครงการ แต่ร่วมกันพัฒนาประเทศไทย”

สำหรับกลยุทธ์การตลาดในการดึงดูดลูกค้า กมลกาญจน์เผยว่า กลยุทธ์แรกจะล้อไปกับภาครัฐ ทั้งในส่วนของบีโอไอและการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยในการไปโรดโชว์ยังประเทศต่างๆ นอกจากนั้น ยังทำการตลาดผ่านเอเจนซีซึ่งกมลกาญจน์บอกว่าสำคัญมากกับธุรกิจนี้ เพราะอารยะฯ ถือเป็นหน้าใหม่ที่ต้องพยายามพาตัวเองเข้าไปในตลาดให้คนรู้จัก และเอเจนซีคือเครื่องมือชั้นดี ส่วนอีกหนึ่งกลยุทธ์คือการใช้เน็ตเวิร์กของผู้ถือหุ้นอารยะฯ ที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง

“ตลาดของอารยะฯ กับตลาดของผู้ถือหุ้นคนละตลาดกัน เวลาเซลส์ของผู้ถือหุ้นไปขายของแล้วลูกค้าเกิดมีความสนใจ เขาก็สามารถส่งต่อหรือแนะนำเราให้กับลูกค้าได้ เราเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ สิ่งที่ทำคือพยายามดึงจุดแข็งของผู้ถือหุ้นมาสร้างข้อได้เปรียบ ซึ่งได้รับการสนับสนุนค่อนข้างดีและช่วยให้เราไปต่อได้คล่องตัว”

ปัจจุบันอารยะฯ ปิดดีลลูกค้ารายใหญ่ไปแล้ว 2 ราย พื้นที่รวมกันมากกว่า 200 ไร่ ได้แก่ บริษัท อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ แมนูแฟคเชอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด (IFMT) ผู้นำด้านเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก และ มิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย. (ประเทศไทย) และกำลังเจรจาอยู่อีก 2-3 ราย ทั้งนี้ ในปีหน้าจะเริ่มทำการโอนที่ดินให้กับลูกค้า และเดินหน้าดึงดูดลูกค้ารายใหม่ๆ

“ปีหน้าจะเป็นปีที่ฝุ่นตลบ เพราะจะมีการโอนที่ดินและลูกค้าจะเริ่มการก่อสร้าง สำหรับอารยะฯ เอง จะพยายามไล่ยอดขายและหวังว่าภาพรวมจะเป็นบวก”

จากแนวโน้มที่ดูเป็นไปในทิศทางที่ดี ทำให้เกิดคำถามว่า แล้วอารยะฯ ได้วางแผนโครงการอารยะฯ 2 ไว้บ้างหรือยัง กมลกาญจน์ตอบคำถามนี้ว่า “เราโชคดีที่ทุกอย่างค่อนข้างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ แต่เกมนี้มันเป็นเกมยาว ดูกันครึ่งปีหนึ่งปียาก เพราะไม่แน่ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น ทรัมป์จะเล่นแร่แปรธาตุอะไรอีกไหม ซึ่งเป็นปัจจัยที่กระทบกับธุรกิจและควบคุมได้ยาก ต้องเตรียมรับมือ เอาโครงการนี้ให้จบก่อน ที่เหลือค่อยว่ากัน ลูกกอล์ฟยังไม่ลงหลุมเราอย่าเพิ่งพูดดีกว่า แต่ตอนนี้ถือว่าไปได้ดี”

ทั้งนี้ จากสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน ในฐานะผู้ประกอบการกมลกาญจน์ทิ้งท้ายไว้ว่า

“หลายปีที่ผ่านมา ไทยสามารถดึงดูดนักลงทุนจากหลายประเทศและหลายอุตสาหกรรมเข้ามาได้ ส่วนหนึ่งต้องให้เครดิตภาครัฐเพราะนโยบายเขามาถูกทาง แต่สิ่งที่ตอนนี้นักลงทุนอาจยังไม่แน่ใจคือ นโยบายจะต่อเนื่องหรือไม่ ถ้าเราสามารถให้ความต่อเนื่องได้ นักลงทุนและผู้ประกอบการเขาก็พร้อมเดินหน้าต่อ”.