Home > Cover Story (Page 186)

ประเมินศักยภาพการบินอาเซียน ฤา สายการบินแห่งชาติพ่าย low cost?

 ข่าวความเป็นไปของสายการบินแห่งชาตินามการบินไทย ที่กำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงโครงสร้างและฟื้นฟูธุรกิจจากที่ประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่องและสะสมยาวนาน ไม่เพียงแต่สั่นคลอนองค์กรธุรกิจแห่งนี้โดยลำพังเท่านั้น หากแต่ยังก่อให้เกิดคำถามถึงศักยภาพการแข่งขันของประเทศในห้วงยามที่กำลังจะเดินหน้าเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนไปโดยปริยายด้วย ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจประการหนึ่งก็คือในบรรดาประเทศสมาชิกอาเซียนทุกประเทศต่างมีสายการบินแห่งชาติหรือ flag carrier ซึ่งเป็นประหนึ่งธงนำในการสื่อแสดงสัญลักษณ์และความจำเริญก้าวหน้าของแต่ละประเทศไปสู่สาธารณชนในระดับนานาชาติ และต่างมีภูมิหลังที่มาในฐานะวิสาหกิจของรัฐที่ได้รับการคุ้มครองและสนับสนุนมาอย่างยาวนาน แต่ภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมการบินได้ปรับเปลี่ยนไปอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา อุตสาหกรรมการบินในระดับนานาชาติถูกบีบอัดด้วยข้อจำกัดและส่วนต่างของผลกำไรที่ลดลงอย่างมากในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา และเป็นผลให้สายการบินแต่ละแห่งต้องเร่งปรับปรุงการบริหารจัดการทั้งในมิติของการลดต้นทุนการดำเนินการและการเร่งสร้างความเติบโตทางรายได้ควบคู่ไปด้วย ประเด็นที่น่าสนใจติดตามก็คือ อุตสาหกรรมการบินถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากมิติของรายได้ ซึ่ง International Air Transport Association (IATA) ระบุว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมการบินมีรายได้เพิ่มจาก 3.69 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2004 มาสู่ระดับ 7.46 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2014 หรือเพิ่มขึ้นเท่าตัวเลยทีเดียว แม้แนวโน้มของอุตสาหกรรมการบิน จะยังปรากฏแสงเรืองรอง นั่นก็มิได้หมายความว่าผู้ประกอบการสายการบินจะสามารถคาดหมายและบันทึกตัวเลขผลกำไรอย่างเป็นกอบเป็นกำและสม่ำเสมอลงในรายงานผลประกอบการเช่นในอดีต ซึ่งคงเป็นสิ่งที่หาได้ยากในสถานการณ์ปัจจุบัน ปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้อุตสาหกรรมการบินในระดับนานาชาติยังเติบโตต่อเนื่องอยู่ที่การเกิดขึ้นและขับเคลื่อนของสายการบินประเภท Low-Cost Carriers (LCCs) ซึ่งครอบครองส่วนแบ่งตลาดการบินอยู่ในสัดส่วนที่มากถึงร้อยละ 25 และยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในตลาดเกิดใหม่และกำลังพัฒนา ขณะเดียวกันสายการบิน low-cost เหล่านี้ก็สามารถเบียดแทรกเข้าไปทำตลาดและเติมเต็มช่องว่างในตลาดที่พัฒนาแล้วได้อีกด้วย กล่าวเฉพาะสำหรับตลาดการบินในอาเซียนซึ่งถือเป็นตลาดการบินที่มีการเติบโตและแข่งขันสูงที่สุดภูมิภาคหนึ่งของโลก พบว่ากว่าร้อยละ 60

Read More

เจาะผลกระทบ พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ นักเลงคีย์บอร์ดพึงระวัง

 หลัง พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 ประกาศและมีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้กรณีดังกล่าวเป็นที่วิพากษ์กันในหมู่นักท่องโซเชียลเน็ตเวิร์คไม่น้อย ซึ่งมีทั้งที่แสดงความพอใจ เห็นด้วย กับ พ.ร.บ.นี้ บ้างไม่เข้าใจเนื้อหาบางประเด็น หรือที่ร้ายที่สุดเมื่อเจอประโยคที่ว่า “ถ้าไม่อยากให้แชร์ก็อย่าโพสต์” นับเป็นตลกร้ายบนโลกอินเทอร์เน็ต เมื่อผู้ใช้งานบางกลุ่มแสดงความเห็นแก่ตัวและโพสต์ประโยคเหล่านี้ด้วยอารมณ์ที่แสดงถึงความเขลาทางเชาวน์ปัญญา ซึ่งนับว่าเป็นการใช้เทคโนโลยีในทางที่ไม่ฉลาดเอาเสียเลย อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการแก้ไขเนื้อหาใน พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ อาจไม่สร้างผลกระทบต่อผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตเท่าใดนัก หากไม่ใช่ผู้ที่ชอบแชร์หรือก๊อบปี้ข้อมูล แน่นอนว่าเหรียญมีสองด้าน สำหรับนักแชร์ นักก๊อบปี้ นักเลงคีย์บอร์ด ที่ปราศจากความระมัดระวังในการเข้าถึงข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตแล้ว คงจะได้รับผลของการกระทำไม่มากก็น้อย  นั่นเพราะเนื้อหาในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฉบับใหม่นี้ ระบุว่าการส่งต่อข้อมูลด้วยการแชร์ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายและวิดีโอ จำเป็นต้องอ้างอิงที่มา และให้เครดิตแก่เจ้าของลิขสิทธิ์เสมอ กระนั้นก็ยังมีรายละเอียดด้านมาตรการทางเทคโนโลยีเพื่อเข้าถึงงานลิขสิทธิ์ ในที่นี้หมายถึงการลบลายน้ำดิจิตอลออกจากภาพถ่ายหรือวิดีโอนั้นไม่สามารถทำได้ เพราะถือเป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์โดยการดัดแปลงและเผยแพร่งานลิขสิทธิ์นั้นต่อสาธารณชน กระนั้นบทลงโทษสำหรับผู้ที่ละเมิดลิขสิทธิ์นั้นแบ่งออกเป็นความผิดสองฐาน 1. โทษฐานละเมิดลิขสิทธิ์ ปรับ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท หากทำเพื่อการค้า ปรับ 100,000 บาท

Read More

พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ เกราะคุ้มครองคนทำงานสร้างสรรค์

  แม้ประเทศไทยจะมีพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์มาแล้วหนึ่งฉบับ ซึ่งประกาศใช้เมื่อปี พ.ศ. 2537 แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ประชาชนใช้สื่ออินเทอร์เน็ตมากขึ้น ฤกษ์งามยามดี 4 สิงหาคม 2558 จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการบังคับใช้ พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 ทั้งนี้ พ.ร.บ. ฉบับใหม่นี้จะสอดคล้องกับนโยบายดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองผู้สร้างสรรค์งานทุกประเภทที่เผยแพร่ในอินเทอร์เน็ต อีกทั้งยังต้องสอดคล้องกับการใช้สื่อที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจาก พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ฉบับแรกไม่ได้ระบุบทลงโทษที่ชัดเจน สำหรับการกระทำความผิดฐานละเมิดทางอินเทอร์เน็ต แต่ถูกกำหนดไว้ใน พ.ร.บ. ฉบับที่ 2 ชัดเจน นอกจากนี้ พ.ร.บ. ฉบับใหม่ ยังเปิดช่องให้เจ้าของลิขสิทธิ์ตัวจริงสามารถบังคับให้ผู้ที่กระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ยุติการละเมิด ซ้ำยังเป็นการสร้างแรงจูงใจให้คนที่อยากผลิตนวัตกรรมหรือผลงานใหม่ๆ เพิ่มขึ้น  ทางด้าน สุเมธ สมคะเน ประธานสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย มองว่า “พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ ฉบับที่ 2 มีความเป็นธรรมต่อเจ้าของผลงานมากขึ้น อีกทั้งยังคุ้มครองผู้บริโภคที่ไม่ได้มุ่งจะใช้งานลิขสิทธิ์เพื่อการค้า ซึ่งการมีบทลงโทษที่ค่อนข้างหนักจะช่วยให้ผู้ใช้งานระมัดระวังในการใช้งานอินเทอร์เน็ตมากขึ้น”  ทั้งนี้สุเมธยังสนับสนุนหากประชาชนหรือผู้มีอาชีพสื่อมวลชนจะช่วยกันประชาสัมพันธ์เนื้อหาของ พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ ภายใต้นิยามที่มีความถูกต้องของรัฐบาล   แน่นอนว่า

Read More

จากเศรษฐกิจดิจิตอล สู่ พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ ฤาเป็นได้เพียงความพยายาม

  ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังชะลอตัว เห็นได้จากประมาณการตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจจากหลายสำนัก ที่บอกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศไม่สามารถเติบโตไปได้เท่าที่ควร แน่นอนว่าการคาดการณ์ดังกล่าวไม่อาจเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนได้มากนัก ในห้วงเวลานี้คงไม่ต้องเอ่ยถึงสถานการณ์การส่งออก ที่อาจเรียกได้ว่าจวนเจียนที่จะอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน รอคอยปาฏิหาริย์ที่จะสามารถพยุงให้ธุรกิจไม่สะดุดล้มไปเสียก่อน หรืออีกความหวังหนึ่งในการกอบกู้เศรษฐกิจคือ นโยบายเศรษฐกิจดิจิตอล (Digital Economy) ที่อาจเป็นเสมือนพระเอกขี่ม้าขาวเข้ามาในเวลาที่ถูก และจังหวะที่เหมาะสม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่านโยบายอันทันสมัยจะเหมาะกับผู้ใช้งานรุ่นเก่าได้หรือไม่ นโยบายเศรษฐกิจดิจิตอลเกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งบุคคลที่รับผิดชอบการขับเคลื่อนนโยบายนี้คือหม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล ทั้งนี้นโยบายดังกล่าวเกิดจากการผลักดันของหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ซึ่งเคยประมาณการมูลค่าธุรกิจไอซีที ปี 2556 มีมูลค่าถึง 1.2 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) แบ่งเป็นธุรกิจ Telecommunications (ประกอบด้วยโทรศัพท์พื้นฐาน-เคลื่อนที่ อินเทอร์เน็ต-กิจการบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต) จำนวน 5 แสนล้านบาท ธุรกิจ Broadcasting จำนวน 1 แสนล้านบาท ธุรกิจ IT (Information Technology) จำนวน 1 แสนล้านบาท ธุรกิจ Digital Contents จำนวน 5 หมื่นล้านบาท

Read More

“แมคโดนัลด์” เปิดศึกรอบใหม่ บุกช่องทาง “อีซี่ออเดอร์”

 ในตลาดฟาสต์ฟู้ดมูลค่ากว่า 34,000 ล้านบาท นอกจากสงครามไก่ทอดแล้ว ต้องถือว่า “เบอร์เกอร์” แข่งขันรุนแรงไม่แพ้กัน และทุกค่ายล้วนยักษ์ใหญ่อินเตอร์แบรนด์ ทั้งเจ้าตลาดอย่าง “แมคโดนัลด์” “เบอร์เกอร์คิง” ของไมเนอร์กรุ๊ป “มอสเบอร์เกอร์” จากกลุ่มทุนญี่ปุ่น หรือล่าสุด “เทดดี้ส์ บิ๊กเกอร์” ที่บินตรงจากฮาวาย สหรัฐอเมริกา และยังมีผู้เล่นหน้าใหม่เตรียมกระโดดเข้าสู่สมรภูมิต่อเนื่อง เพื่อช่วงชิงเม็ดเงินที่มีโอกาสเติบโตมากกว่า 6,000 ล้านบาท แม้ “แมคโดนัลด์” ยังสามารถยึดกุมส่วนแบ่งสูงสุดมากกว่า 85% ไว้อย่างเหนียวแน่น แต่คู่แข่งพยายามหยิบยกจุดขาย “เบอร์เกอร์ระดับพรีเมียม” เพื่อเจาะลูกค้าที่มีกำลังซื้อ คนรุ่นใหม่ และอัดโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมายเข้ามาทดลองชิมรสชาติแปลกใหม่ ทำให้เจ้าตลาดต้องเร่งหากลยุทธ์และขยายช่องทางจับลูกค้าให้ได้มากที่สุด เพชรัตน์ อุทัยสาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท แมคไทย จำกัด ผู้บริหารร้านแมคโดนัลด์ เปิดเผยกับ “ผู้จัดการ360 ํ” ว่า การมีคู่แข่งมากขึ้นจะทำให้ตลาดขยายตัว แต่อีกมุมหนึ่ง การแข่งขันรุนแรงมาก รวมถึงไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป  ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทวางแผนและกลยุทธ์การทำตลาดหลัก 5

Read More

สงครามยักษ์ฟาสต์ฟู้ด จาก “ป๊อปอายส์” ถึง “เท็กซัสชิคเก้น”

  สมรภูมิฟาสต์ฟู้ดร้อนฉ่าขึ้นทันควัน เมื่อแบรนด์ไก่ทอดยักษ์ใหญ่ระดับท็อปทรีของโลก “เท็กซัสชิคเก้น (Texas Chicken)” ประกาศจับมือกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บุกตลาดเมืองไทยตามนโยบายบริษัทแม่ที่กำลังรุกขยายแนวรบสู่อาเซียนและเอเชีย โดยเตรียมกลยุทธ์เปิดสงครามแย่งชิงส่วนแบ่ง 2 คู่แข่งเจ้าตลาด “เคเอฟซี” และ “แมคโดนัลด์” มูลค่าเม็ดเงินมากกว่า 30,000 ล้านบาท  ตามแผนเบื้องต้น ปตท. ในฐานะมาสเตอร์แฟรนไชส์ จะนำร่องร้านเท็กซัสชิคเก้น  2 สาขาแรกในศูนย์การค้าใจกลางเมือง ช่วงปลายปี 2558 หลังจากนั้น เดินหน้าผุดร้านไม่ต่ำกว่า 70 สาขา ภายในระยะเวลา 5-10 ปี ในห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตี้มอลล์ และสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน เมื่อแบรนด์ติดตลาด ปตท. จะเปิดขายแฟรนไชส์ “เท็กซัสชิคเก้น” เพื่อปูพรมสาขาใหม่ๆ ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย  ทั้งนี้ เท็กซัสชิคเก้น ถือเป็นแบรนด์ไก่ทอดเก่าแก่ โดย George W. Church

Read More

NDB และ AIIB สองพลังขับเคลื่อน “พญามังกร”?

 ข่าวสารว่าด้วยความเป็นไปของสังคมไทยในช่วงเดือนกรกฎาคมดูเหมือนจะให้น้ำหนักกับปัจจัยทางเศรษฐกิจมากขึ้นทุกขณะ และมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในคณะรัฐมนตรีอยู่เป็นระยะ ขึ้นอยู่กับจังหวะและโอกาสที่จะเกิดขึ้นเท่านั้น ขณะที่ในระบบเศรษฐกิจภาพใหญ่ในระดับนานาชาติ ความเป็นไปในช่วงเดือนกรกฎาคมที่กำลังจะผ่านไปนี้ กลับปรากฏแรงกระเพื่อมที่ส่งผลต่อดุลยอำนาจของโลกมากพอสมควร และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ในระบบเศรษฐกิจการเมืองของโลกอย่างที่ไม่เคยมีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นได้มาก่อน ต้องยอมรับว่า การประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศ BRICS ครั้งที่ 7 (7th BRICS Summit) ซึ่งประกอบด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ ในช่วงระหว่างวันที่ 8-9 กรกฎาคม อาจจะถูกบดบังด้วยข่าวการทรุดตัวลงของราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์จีน จนทำให้นักวิเคราะห์และผู้ลงทุนจำนวนไม่น้อยต่างหวั่นวิตกว่าเศรษฐกิจจีนอาจกำลังเผชิญกับภาวะฟองสบู่แตก หากแต่ผลของการประชุมและการผสานเสียงของกลุ่มผู้นำประเทศทั้ง 5 ในกรอบความร่วมมือของ BRICS กลับดังกังวานและเริ่มปรากฏรูปธรรมชัดเจนด้วยการเปิดสำนักงานของ NDB (New Development Bank) ในนครเซี่ยงไฮ้ ของจีนเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา และกำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นจักรกลในการท้าทายขั้วอำนาจในระบบเศรษฐกิจการเงินของโลกรายเดิม ไม่ว่าจะเป็น ธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)  แม้สถาบันการเงินแห่งใหม่นี้ จะมีโครงสร้างการถือหุ้นและสิทธิในการออกเสียงระหว่าง 5 ประเทศผู้ก่อตั้ง ที่ร้อยละ 20 อย่างเท่าเทียมกัน หากแต่ภายใต้การจัดตั้งกองทุนเงินสำรองเผื่อกรณีฉุกเฉิน

Read More

เมื่อสาวมิสทิน สู่โลกดิจิตอล

  จากประโยคอมตะ นิ้ง…หน่อง “มิสทินมาแล้วค่ะ” ที่ดังฮิต เมื่อ 20 ปีก่อน และส่งต่อมาถึงปัจจุบัน ด้วยฝีมือ ของ ดร. อมรเทพ ดีโรจนวงศ์ ผู้พ่อ ก่อนที่จะส่งผ่านมายังซีอีโอหนุ่มไฟแรง ดนัย ดีโรจนวงศ์ ที่เข้ามาสานงานต่อ และสร้างความแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ภายใต้มิสทินยุคใหม่ ที่มีความทันสมัยขึ้น    ล่าสุด เมื่อสองแบรนด์ยักษ์วงการธุรกิจชั้นแนวหน้าของประเทศไทย มิสทิน เครือข่ายเครื่องสำอางขายตรงอันดับหนึ่งของไทย จับมือกับ ทรูมูฟ เอช ผู้นำเครือข่ายเทคโนโลยีด้านการสื่อสาร ร่วมสร้างปรากฏการณ์ครั้งแรกของวงการธุรกิจความงามและเทคโนโลยีการสื่อสาร ภายใต้โครงการ "TRUE BEAUTY an unilimieted performance”       เป็นการผนึกกำลังที่อลังการไม่น้อย นับเป็นก้าวแรกและก้าวต่อไปของสองธุรกิจนี้ และถือว่าเป็นการปรับตัวและตอบรับเทคโนโลยีของธุรกิจขายตรง ธุรกิจความงาม อย่างมิสทิน ขณะที่ TRUE เองก็จะได้ฐานลูกค้า 1 ล้านราย หันมาใช้ซิมมิสทิน และได้รับส่วนแบ่งการตลาดของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้น

Read More

อีโคเวสท์จับมือซาทาเรม โหนนโยบายรัฐ ผุดโรงไฟฟ้าขยะ

 ขยะมูลฝอยที่สะสมตกค้างอยู่ในหลายพื้นที่ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ส่งผลกระทบตามมาในหลายด้าน ทั้งมลภาวะทางอากาศ ปิดกั้นช่องทางระบายน้ำ ซึ่งทำให้น้ำท่วมแทบจะทันทีที่ฝนตกต่อเนื่องเป็นเวลานาน กระทั่งรัฐบาลต้องประกาศให้การจัดการขยะเป็นวาระแห่งชาติ โดยหวังให้หลายฝ่ายร่วมมือในการหาหนทางแก้ปัญหาที่จีรังยั่งยืน แน่นอนว่าเมื่อภาครัฐมีนโยบาย ผู้ตอบสนองไม่ได้มีแค่หน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลเท่านั้น หากแต่ภาคเอกชนที่พอจะมองเห็นช่องทางในการสร้างผลกำไรสายธุรกิจพลังงาน ต่างเข้าร่วมโหนกระแสนี้ด้วยการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ ทั้งกลุ่ม SAMART และล่าสุด อีโค เวสท์ และซาทาเรม จับมือกันเดินเข้าสู่ธุรกิจนี้เช่นกัน บริษัท อีโค เวสท์ แมนเนจเม้นท์ จำกัด ที่มี ธีรศักดิ์ สุวรรณยศ นั่งแท่นประธานกรรมการ ด้วยประสบการณ์ด้านการเงินและการวิเคราะห์โครงสร้างธุรกิจขนาดใหญ่ ร่วมทุนกับ บริษัท ซาทาเรม (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทสัญชาติสวิส ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการบริหารจัดการของเสีย และการบริหารจัดการด้านพลังงานทางเลือก เทงบประมาณ 2.1 พันล้านบาท ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานขยะโดยประเดิมที่แรก ต.ท่าโรงช้าง อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี ถือได้ว่าอีโค เวสท์เป็นบริษัทแรกที่มีการร่วมทุนกับเจ้าของเทคโนโลยีอย่างซาทาเรม โดยมีสัดส่วนการถือครองหุ้น 75% และซาทาเรม ถือหุ้น 25%  ทั้งนี้โรงไฟฟ้าขยะท่าโรงช้างจะใช้เทคโนโลยีระบบตะกรับเคลื่อนที่ (Mechanical Moving

Read More

“ขยะ” วาระแห่งชาติ จากมูลฝอยสู่พลังงานทดแทน

  เหตุการณ์น้ำท่วมขังบนพื้นผิวถนนหลังจากฝนตกได้ไม่นาน แม้จะเป็นเรื่องที่เห็นจนชินตาและคาดเดาได้ง่าย รวมไปถึงต้นสายปลายเหตุที่รับรู้โดยทั่วกันว่ามาจากการสะสมของปริมาณขยะมูลฝอยบริเวณท่อระบายน้ำ แต่ดูเหมือนว่าปัญหาดังกล่าวไม่ได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืนเสียที อีกทั้งระบบการกำจัดขยะที่ไม่ถูกต้องตามมาตรฐานและขาดประสิทธิภาพ จึงเป็นการซ้ำเติมปัญหามลพิษให้รุนแรงมากขึ้น ดังที่ปรากฏให้เห็นมาแล้วจากการเกิดเพลิงไหม้บ่อขยะหลายแห่ง  จึงไม่น่าแปลกใจเมื่อรัฐบาลผู้ชอบแก้ไขออกประกาศให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจัดทำโรดแมป เพื่อจัดการปัญหาขยะและของเสียอันตรายที่สั่งสมเป็นจำนวนมาก โดยทิศทางของรัฐบาลคือการแปรรูปขยะมาเป็นพลังงาน โดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่การสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานขยะจำนวน 53 โรงทั่วประเทศ แน่นอนว่าปัญหาในพื้นที่กรุงเทพมหานครน่าจะอยู่ภายใต้การดูแลของ กทม. หากแต่การหนีปัญหาด้วยการย้ายขึ้นไปอยู่บนดอยเพื่อที่จะไม่ต้องพบกับปัญหาน้ำท่วมขัง หรือการเชิญชวนให้ช่วยกันภาวนาให้ฝนตกเพื่อแก้ไขวิกฤตน้ำแล้ง ซึ่งปัญหาเหมือนจะรุนแรงมากกว่าปีที่ผ่านมา และนั่นไม่ใช่ทางออกที่ฉลาดนัก องค์กรความร่วมมือแห่งประเทศญี่ปุ่นหรือไจก้า ประมาณการว่าประเทศไทยผลิตขยะเฉลี่ย 13,000 ตันต่อวัน หรือประชากรหนึ่งคน ผลิตขยะประมาณ 1.2 กิโลกรัมต่อวัน ซึ่ง กทม. สามารถจัดเก็บขยะได้ประมาณ 9,000 ตันต่อวัน ซึ่งส่วนที่เหลือเป็นขยะตกค้างตามพื้นที่รกร้างว่างเปล่า ทั้งนี้สำนักสิ่งแวดล้อมจึงแก้ปัญหาการลักลอบทิ้งขยะบริเวณดังกล่าวโดยการจัดทำเป็นสวนหากพบว่าบริเวณนั้นมีการทิ้งขยะ  แนวทางดังกล่าวเป็นเพียงการแก้ปัญหาเพียงชั่วคราวเท่านั้น หากแต่การแก้ปัญหาขยะที่กำลังล้นเมืองอยู่ในขณะนี้นั้น หนทางที่อาจเรียกได้ว่าจีรังยั่งยืนคือการสร้างวินัยของคนไทย ให้รู้จักและเข้าใจแยกแยะขยะได้ ซึ่งจะนำไปสู่การคัดแยกก่อนทิ้งอย่างถูกต้อง ประเทศญี่ปุ่นนับเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดี นั่นเพราะญี่ปุ่นเคยประสบปัญหาวิกฤตขยะเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ซึ่งญี่ปุ่นประกาศให้ปัญหาขยะเป็นวาระแห่งชาติไม่ต่างจากไทย  หากแต่การที่รัฐบาลญี่ปุ่นจัดทำ “คู่มือการอยู่อาศัย” ที่อธิบายถึงลักษณะของขยะแต่ละชิ้น และแยกแยะอย่างละเอียด ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี  ทั้งนี้ญี่ปุ่นแบ่งประเภทของขยะดังนี้ ขยะเผาได้ เป็นวัสดุที่เผาไฟได้ ขนาดไม่ใหญ่เกินไป ขยะเหล่านี้จะถูกนำไปเผาในเตาเผาขยะและนำพลังงานความร้อนมาผลิตกระแสไฟฟ้าส่งขายให้การไฟฟ้า ขยะเผาไม่ได้ เช่น บรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากแก้ว ยาง

Read More