Home > Cover Story (Page 171)

จากทัวร์ศูนย์เหรียญถึง อีสติน ตัน ความเป็นไปของการท่องเที่ยวไทย

  ความเคลื่อนไหวในสังคมไทยนอกเหนือจากความวูบไหวของตลาดหุ้นไทยจากเหตุปัจจัยความไม่มั่นคงและไม่มั่นใจจากเงื่อนไขภายในหลากหลายประการที่รุมเร้าแล้ว ปรากฏการณ์ว่าด้วยการสกัดการท่องเที่ยวแบบทัวร์ศูนย์บาทหรือทัวร์ศูนย์เหรียญของนักท่องเที่ยวจีน รวมถึงข่าวการบุกเข้าตรวจสอบโรงแรมอีสติน ตัน เชียงใหม่ (Eastin Tan Hotel Chiang Mai) ของ ตัน ภาสกรนที นักธุรกิจชื่อดัง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณถนนห้วยแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้เหตุผลว่าด้วยอาคารดังกล่าวไม่มีใบอนุญาตประกอบการโรงแรมที่พัก ดูจะเป็นกรณีที่สั่นสะเทือนธุรกิจท่องเที่ยวไม่น้อยเลย เพราะในขณะที่รัฐบาลพยายามหนุนนำกลไกทางเศรษฐกิจด้วยการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างเอิกเกริก แต่การปราบปรามทัวร์ศูนย์บาทกลับกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการยกเลิกการท่องเที่ยวของคณะทัวร์จีน และส่งผลกระทบต่อผู้คนในแวดวงการท่องเที่ยวอย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจประการหนึ่งของมาตรการการสกัดทัวร์ศูนย์เหรียญดังกล่าวอยู่ที่ความพยายามปรับยกสถานะและภาพลักษณ์ของการเป็นจุดหมายปลายทางราคาถูก หรือ cheap destination มาสู่การเป็นจุดหมายปลายทางที่มีคุณภาพ (quality destination) ที่เป็นประหนึ่งเป้าประสงค์ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย แต่ในอีกมิติหนึ่ง การผนึกประสานความพยายามของหน่วยงานรัฐทั้งตำรวจท่องเที่ยว กองบัญชาการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ กรมสรรพากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และหน่วยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าวนี้ กลับสั่นคลอนความเป็นไปของธุรกิจท่องเที่ยวไทยอย่างไม่อาจเลี่ยง โดยเฉพาะเมื่อประเมินจากรายงานและสถิติของทางราชการที่ระบุว่านักท่องเที่ยวชาวจีนมีสัดส่วนมากที่สุดเมื่อเทียบกับนักท่องเที่ยวจากทุกชาติ โดยในปี 2558 มีนักท่องเที่ยวจีนในเมืองไทยเกือบ 8 ล้านคน สร้างรายได้ให้คนไทยราว 371,000 ล้านบาท และคาดว่าในปี 2566 รายได้ส่วนนี้จะเพิ่มสูงถึงประมาณ 830,000 ล้านบาทเลยทีเดียว มาตรวัดว่าด้วยการเป็นจุดหมายปลายทางราคาถูก และการเป็นจุดหมายปลายทางที่มีคุณภาพ บนฐานของข้อมูลเช่นว่านี้ในด้านหนึ่งจึงดูจะเป็นทางเลือกที่ท้าทายต่อการกำหนดนโยบายของภาครัฐและพัฒนาการของผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยที่น่าสนใจติดตามไม่น้อยว่าจะดำเนินไปในทิศทางและในรูปแบบใดนับจากนี้ ขณะที่กรณีการปรากฏข่าวหน่วยงานราชการไทยปราบปรามจับทัวร์จีนในเมืองไทย ได้สร้างความสับสนให้เกิดขึ้นในหมู่นักท่องเที่ยวชาวจีนอย่างมาก

Read More

บ้านปูเพาเวอร์: ผู้นำธุรกิจพลังงาน รุกตลาด CLMV และเอเชียแปซิฟิก

   การแถลงข่าวประกาศขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ในกลุ่มบ้านปู ที่พร้อมจะเปิดให้ประชาชนผู้สนใจจองซื้อหุ้นที่ราคาเสนอขายสุดท้ายได้ในวันระหว่างวันที่ 18-20 ตุลาคมนี้ หากจะพิจารณาถึงเหตุผลของการระดมทุนในครั้งนี้ นั่นคือการนำเงินที่จะได้มาชำระคืนเงินกู้จากบริษัทแม่ และนำเงินไปลงทุนขยายธุรกิจพลังงานทั้งในและต่างประเทศ เหตุผลดังกล่าวดูจะสะท้อนภาพที่แสดงถึงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนถึงทิศทางในการเดินเกมก้าวต่อไปบนธุรกิจพลังงานของบ้านปู เพาเวอร์ คือนอกเหนือจากการปลดหนี้ที่มีต่อบริษัทแม่ อันมีสาเหตุมาจากการลงทุนในโรงไฟฟ้าหงสาที่มีมูลค่าหนี้มากกว่า 1 หมื่นล้านบาทแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งอาจจะหมายถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะตามมาในอีกหลายมิติ หากแต่ในมิติที่กำลังดำเนินไปในครั้งนี้ดูน่าจับตามองเป็นพิเศษ เพราะการที่บ้านปู เพาเวอร์มีหมุดหมายสำคัญที่จะเบนเข็มและตั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่มากขึ้นในการรุกตลาด CLMV และตลาดที่ใหญ่กว่าอย่างกลุ่มประเทศในเอเชียแปซิฟิก ทั้งนี้หากมองในตัวเลขมูลค่าการเสนอขายที่น่าจะได้รับคือ 11,673–13,618 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นการชำระหนี้คืนต่อบริษัทแม่ 90 เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่าบริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จะปลอดหนี้โดยสิ้นเชิง ส่งผลให้การใช้เม็ดเงินที่เหลืออีก 10 เปอร์เซ็นต์ในการลงทุนธุรกิจพลังงานในอนาคต เป้าหมายที่ว่าคือการขยายกำลังการผลิต 4,300 เมกะวัตต์ (เทียบเท่า) ภายในปี พ.ศ.2568 โดยมีตลาดใหญ่ที่บ้านปู เพาเวอร์ ให้ความสนใจและมีโครงการอยู่อย่างต่อเนื่องคือกลุ่มประเทศ CLMV ได้แก่ ประเทศกัมพูชา ประเทศเวียดนาม ประเทศเมียนมาร์ และประเทศลาว  ซึ่งวรวุฒิ ลีนานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

Read More

โอกาสทางธุรกิจ บนวิกฤตการศึกษาไทย

   “ถ้าคุณตัดสินปลาทองด้วยความสามารถในการปีนขึ้นต้นไม้...ก็คงเป็นเรื่องที่โง่เขลา” ถ้อยความเริ่มต้นของ “I just sued the school system!” วิดีโอคลิปความยาว 6 นาทีของ Prince Ea ที่มีผู้เข้าชมกว่า 7 ล้านครั้งภายในช่วงเวลาเพียง 24 ชั่วโมงหลังจากที่เผยแพร่ออกมา สื่อแสดงถึงความกังวลใจต่อวิกฤตว่าด้วยการศึกษาในระดับนานาชาติที่น่าสนใจไม่น้อย ประเด็นแหลมคมจากวิดีโอคลิปดังกล่าวไม่เพียงแต่จะตั้งคำถามต่อกระบวนทัศน์ในการจัดระบบการศึกษาที่ล้มเหลวและหน่วงเหนี่ยวพัฒนาการของเยาวชนที่ต่อเนื่องยาวนานเท่านั้น หากยังกล่าวหาว่า “โรงเรียนเป็นฆาตกรที่สังหารความคิดสร้างสรรค์ ทำลายเอกลักษณ์และเหยียดหยามทางความคิด” อีกด้วย ขณะที่สำหรับสังคมไทยวิดโอคลิปดังกล่าวก็คงเป็นเพียงประหนึ่งคลื่นลูกหนึ่งในกระแสธารของโซเซียลมีเดียที่ท่วมทะลักต่อการรับรู้ก่อนจะจางหายและผ่านพ้นจากความสนใจไปอย่างรวดเร็ว  ก่อนที่จะถูกแทนที่ด้วยวิดิโอคลิปครูหรือบุคลากรทางการศึกษาใช้กำลังประทุษร้ายทางกายภาพต่อนักเรียน ภายใต้การนิยามว่า เป็นการลงโทษ สั่งสอน ด้วยหวังจะให้ลูกศิษย์เป็นคนดีเข้ามาทดแทน ความล้มเหลวที่น่าอับอายของระบบการศึกษาที่ล้าหลังของสังคมไทยกลายเป็นโอกาสในการลงทุนของโรงเรียนนานาชาติ ที่เป็นประหนึ่งการเปิดทางเลือกใหม่ไปโดยปริยาย ควบคู่กับความพยายามที่จะเชื่อมโยงสถาบันการศึกษาเกิดใหม่เหล่านี้เข้ากับชื่อเสียงและอัตลักษณ์ของโรงเรียนที่มีรากฐานยาวนานในต่างแดน  แม้ว่าในความเป็นจริงกลไกและกระบวนการศึกษาเรียนรู้ในแต่ละแห่งจะดำเนินไปท่ามกลางสิ่งแวดล้อมและปัจจัยที่อาจไม่ได้มีความเกี่ยวโยงใดๆ ต่อกันเลย นอกจากค่าธรรมเนียมการใช้ชื่อมาเป็นแบรนด์ในการสร้างตลาดเท่านั้น วิกฤตด้านการศึกษาของไทยอาจส่งผลให้โรงเรียนนานาชาติที่ผูกโยงเข้ากับชื่อเสียงของสถาบันการศึกษาชั้นนำจากต่างประเทศในช่วงที่ผ่านมามีสถานะเป็นทางเลือก ทั้งในมิติของมาตรฐานการศึกษาและชื่อเสียงเกียรติประวัติที่ยาวนาน แต่นั่นอาจไม่ใช่สิ่งยืนยันว่าการบริหารจัดการภายในจะดำเนินไปอย่างมีคุณภาพตามที่คาดหวัง เพราะในขณะที่ licence fee จากการใช้ชื่อสถาบันต้นทางกลายเป็นค่าใช้จ่ายและต้นทุนที่ทำให้โรงเรียนนานาชาติจำเป็นต้องคำนวณปริมาณนักเรียนที่จะรับสมัครในแต่ละปีและช่วงชั้นให้เหมาะสมต่อความเป็นไปได้ในทางธุรกิจ ประเด็นว่าด้วยคุณภาพการเรียนการสอนก็กลายเป็นอีกด้านหนึ่งของเหรียญที่ยากจะหลีกเลี่ยง แต่สำหรับโรงเรียนนานาชาติอย่าง Phuket International Academy (PIA) ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2009 และมีนักเรียนจากช่วงอายุ 2–18 ปี รวมกว่า 400 คน ความพยายามที่จะสร้างมาตรฐานและบรรทัดฐานด้านคุณภาพการศึกษาดำเนินควบคู่ไปพร้อมๆ กับการแสวงหาเครือข่ายที่กว้างขวางขึ้นสำหรับดึงดูดความสนใจของผู้ปกครอง  กรณีดังกล่าวนำไปสู่การผนึกผสาน

Read More

เบทาโกร โกลบอลแบรนด์ เกมต่อยอดรายได้แสนล้าน

  ช่วงหลายปีที่ผ่านมา “เบทาโกร” ยังต้องลุยโจทย์เรื่องการสร้างแบรนด์ โดยเฉพาะเมื่อพุ่งเป้ารุกธุรกิจอาหาร เพื่อเพิ่มมูลค่าธุรกิจเกษตรต้นน้ำและต้องแข่งขันดุเดือดกับยักษ์ใหญ่อย่างเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ที่เจาะกลุ่มผู้บริโภคและยึดตลาดแบบเบ็ดเสร็จ ขึ้นโต๊ะอาหารแทบทุกครัวเรือน  เฉพาะปีนี้ เบทาโกรอัดงบมากกว่าร้อยล้านเปิดตัวหนังโฆษณา 2 ชุด โดยช่วงต้นปีทุ่มกว่า 100 ล้านบาท เปิดตัวหนังโฆษณา “เบทาโกร รักคำโตโต”  โดยพยายามตอกย้ำความเป็นผู้นำการผลิตอาหารคุณภาพด้วยความรัก  เพื่อต่อยอดจากแคมเปญเดิม ซึ่งเคยเผยแพร่ผ่านภาพยนตร์โฆษณาเมื่อปี 2556   ล่าสุด เบทาโกรเปิดหนังโฆษณาชุดใหม่ “Love at First Meal” พร้อมๆ กับการเปิดศึกไส้กรอกครั้งใหญ่ โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์ไส้กรอกแบรนด์ BETAGRO เพิ่มปริมาณเนื้อสัตว์ และเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้ทันสมัย สะดุดตา ใช้สีขาวสื่อถึงความสะอาด เรียบง่าย และสีทองสื่อถึง “คุณภาพ” ของไส้กรอก ซึ่งถือเป็นการปรับผลิตภัณฑ์ครั้งใหญ่ในรอบ 5 ปี แน่นอนว่า ในกลุ่มอาหารพร้อมปรุงพร้อมทาน “ไส้กรอก” ถือเป็นเมนูยอดฮิต มีมูลค่าตลาดรวมมากถึง  46,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 3.1

Read More

“ช้าง-สิงห์” เปิดศึกนอนแอลฯ ยึดธุรกิจอาหาร แข่งเดือด

  2 ยักษ์ใหญ่ “ไทยเบฟเวอเรจ” หรือ “ช้าง” และ “สิงห์ คอร์เปอเรชั่น” กำลังเร่งสยายปีกเจาะธุรกิจอาหาร เพื่อสร้างการเติบโตนอกเหนือจากกลุ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งแนวรบตลาดในประเทศไทยและวางโรดแมพพุ่งเป้าช่วงชิงส่วนแบ่งในภูมิภาคอาเซียนและเอเชีย นับมูลค่าเม็ดเงินจำนวนมหาศาล เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) รายงานผลประกอบการต่อตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย.2559) มียอดขายรวม 100,625 ล้านบาท เติบโต 18.8% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มียอดขาย 84,697 ล้านบาท กำไรสุทธิ 14,482 ล้านบาท เติบโต 16% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 12,481 ล้านบาท โดยกำไรที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งเกิดจากภาระขาดทุนลดลงจากธุรกิจเครื่องดื่มนอนแอลกอฮอล์  เฉพาะธุรกิจเครื่องดื่มนอนแอลกอฮอล์มียอดขาย 9,154 ล้านบาท เติบโต 8% ซึ่งถือเป็นปีแรกที่นำยอดขายของบริษัทใหม่ในเครือ คือ “ฟู้ด ออฟ เอเชีย” มารวมด้วย   นงนุช บูรณะเศรษฐกุล กรรมการผู้จัดการ

Read More

ซีพีเจาะสูตรแกงไทย รุกตลาด “ครัวโลก”

  ยักษ์ใหญ่ “ซีพี” เหมือนใจตรงกัน เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่ง ชาติ (คสช.) สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ เป็นแม่งานพัฒนาอาหารไทยเต็มรูปแบบ เพื่อกำหนดแนวทางการประชาสัมพันธ์ และส่งเสริมการปรุง การบริโภค การใช้ผลิตภัณฑ์อาหารไทยทั่วโลก รวมทั้งการรับรองร้านอาหารไทยในต่างประเทศที่มีอยู่กว่า 20,000 แห่ง เพื่อยกระดับอาหารไทยให้ได้มาตรฐานเพิ่มมากขึ้น  โดยเฉพาะการสร้างมาตรฐานสูตรต้นแบบการปรุงอาหารของไทย นำร่อง 13 เมนู แบ่งเป็นอาหารคาว 11 เมนู ได้แก่ ส้มตำไทย ผัดไทย กะเพราหมู ต้มยำกุ้งน้ำใส ต้มยำกุ้งน้ำข้น มัสมั่นไก่ สะเต๊ะไก่ ลาบหมู ต้มข่าไก่ พะแนงเนื้อ แกงเขียวหวานไก่ และอาหารหวาน 2 เมนู  ได้แก่ ทับทิมกรอบ และข้าวเหนียวมูน มะม่วงน้ำดอกไม้ เหตุผลสำคัญข้อหนึ่ง คือ รสชาติอาหารไทยในร้านอาหารไทย รวมถึงห้องอาหารไทยของโรงแรมในต่างประเทศ และผลิตภัณฑ์อาหารไทย ที่ส่งออกไปยังต่างประเทศ

Read More

โค้งสุดท้ายเศรษฐกิจไทย ลุ้นไตรมาสสี่ส่งสัญญาณพุ่งหรือฟุบ

  เศรษฐกิจไทยในปี 2559 กำลังเดินทางเข้าสู่ช่วงโค้งสรุปสุดท้ายของปี หลังจากที่ตลอดระยะเวลา 9 เดือนที่ผ่านมา หลายฝ่ายจะประเมินว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวขึ้นอย่างช้าๆ แม้ในบริบทแห่งข้อเท็จจริงดูจะสวนทางทั้งกับอารมณ์ความรู้สึกและสภาพการณ์ที่สัมผัสได้ก็ตาม จริงอยู่ที่ว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยจะปรากฏสัญญาณบวก แต่ก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงรุมเร้าอยู่ด้วยไม่น้อย ไม่นับรวมในประเด็นที่ว่าปัจจัยบวกดังกล่าวเกิดขึ้นจากผลของความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการระยะสั้นเป็นครั้งคราวของรัฐบาล ขณะที่ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจไม่ได้รับการแก้ไขเท่าที่ควร  ท่ามกลางความคาดหวังของประชาชนว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลตั้งแต่รากหญ้าไปถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐและการลงทุนเอกชนจะเริ่มเห็นผล แต่ดูเหมือนสิ่งเหล่านี้จะยังปรากฏผลสัมฤทธิ์ที่จริงจังเท่าใดนัก  ความน่าเป็นห่วงของสถานการณ์ด้านการส่งออก ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะตัวเลขการส่งออกที่ติดลบต่อเนื่องมาตลอด 3 ปีที่มีผลต่อตัวเลขจีดีพีเท่านั้น หากกรณีดังกล่าวยังสะท้อนความเป็นไปในภาคเรียลเซ็กเตอร์ที่พร้อมจะนำไปสู่การปิดโรงงานและอุตสาหกรรมต่อเนื่องในวงกว้าง ไม่เว้นแม้แต่ภาคธุรกิจเทรดดิ้ง ความกังวลใจของภาคธุรกิจในมิติที่ว่านี้สะท้อนออกมาเป็นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลเป็นผู้นำในกระบวนการสร้างดีมานด์กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนด้วยเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเฉพาะการไปสู่เทคโนโลยีใหม่ๆ ประเด็นที่ว่านี้ ดูเหมือนภาครัฐก็มีความเข้าใจในระดับหนึ่ง ดังจะเห็นได้จากความพยายามของรัฐไทยในการกระตุ้นธุรกิจสตาร์ทอัพ หรือแม้กระทั่งการสร้างวาทกรรม ประเทศไทย 4.0 ในช่วงที่ผ่านมา แม้จะยังไม่สามารถกำหนดแนวทางการพัฒนาประเทศที่มีรูปธรรมแข็งแรงให้จับต้องได้มากนัก และทำให้กรอบนโยบายที่ว่านี้กลายเป็นเพียงวาทกรรมที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามสื่อสารประชาสัมพันธ์และกระตุ้นการรับรู้แต่ขาดผลสัมฤทธิ์ไปโดยปริยาย  ความคาดหวังทางเศรษฐกิจของผู้คนจำนวนไม่น้อยถูกผูกเข้ากับประเด็นว่าด้วยการลงทุนภาครัฐหรือนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะต้องเร่งระดมใช้เงินงบประมาณให้หมดไปแทนที่จะพิจารณาที่ประเด็นปัจจัยความจำเป็นในเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ที่จะมีผลต่อการกระตุ้นให้เกิดการสร้างงานและรายได้ของประชาชนในระยะยาว หากกล่าวอย่างถึงที่สุด ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยมิได้เปลี่ยนแปลงมากนักจากผลของการบริโภคภาคเอกชนในประเทศ (Private Consumption) ชะลอตัวจากภาระหนี้สินภาคประชาชน โดยเห็นได้ชัดจากการชะลอตัวของการบริโภคสินค้าคงทนที่ดัชนีการบริโภคสินค้าคงทน (Durable Index) ขยายตัวในอัตราติดลบต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ภาคการส่งออกชะลอตัวจากภาวะเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะจากประเทศคู่ค้าหลักคือประเทศจีน ทำให้อัตราการขยายตัวเฉลี่ยของสินค้าส่งออกซึ่งเคยเป็นปัจจัยหนุนนำทางเศรษฐกิจของไทยมาอย่างยาวนาน มีแนวโน้มที่จะอัตราขยายตัวติดลบต่อเนื่องตลอดทั้งปี แม้ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง อย่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจะประเมินและกำหนดเป้าหมายการทำงานไว้ว่า จะผลักดันการส่งออกให้ขยายตัวที่ร้อยละ 5 หรือเฉลี่ย 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือนก็ตาม แต่แผนการปฏิบัติงานดังกล่าวอาจไม่ได้ผลงดงามสวยหรูอย่างที่คาด แม้โดยภาพรวมอาจจะมีแนวโน้มกระเตื้องขึ้นบ้าง กรณีที่ว่านี้ส่งผลสืบเนื่องไปสู่การผลิตที่ลดลง

Read More

เอเชียทีคทอดสมอขยายพอร์ต ปรับแผนธุรกิจริมน้ำเจ้าพระยา

  “แลนด์มาร์ค” ดูจะเป็นคำจำกัดความที่อาจมีความหมายถึงเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ทางธุรกิจของบรรดานักธุรกิจ รวมไปถึงนักลงทุนแถวหน้าของไทยในห้วงเวลานี้ และแน่นอนว่าแลนด์มาร์คดูจะไม่ได้ถูกจำกัดวงอยู่แต่เฉพาะธุรกิจภาคเอกชนเท่านั้น หากแต่ยังถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประดุจเรือธงที่สะท้อนถึงเป้าประสงค์ในการพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยของภาครัฐอีกด้วย สัปดาห์ที่ผ่านมา อีก 1 โครงการที่สำคัญและนับเป็นโครงการใหญ่ระดับชาติของภาครัฐกับอภิมหาโปรเจ็กต์ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่อุดมไปด้วยความหวังว่าจะเป็นโครงการที่สะท้อนให้เห็นถึงการเดินหน้าและพัฒนาด้วยความหวังที่จะทัดเทียมประเทศที่พัฒนาไปไกลแล้วของประเทศในทวีปเอเชีย และแม้ว่าโครงการที่ถูกวาดฝันให้เป็นแลนด์มาร์คบนริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาดังกล่าวจะอยู่ในขั้นตอนของการออกแบบหลังจากผ่านการอนุมัติจากรัฐบาล และแม้ว่าการทำประชาพิจารณ์จะยังมีข้อกังขาอยู่บ้างก็ตาม หากแต่โครงการดังกล่าวยังเต็มไปด้วยกระแสเสียงทั้งฝั่งที่เห็นด้วยพร้อมเหตุผลที่ว่า โครงการดังกล่าวจะเป็นการเพิ่มพื้นที่สำหรับการพักผ่อนและกิจกรรมสันทนาการต่างๆ และเสียงที่ไม่เห็นด้วย ทั้งจากเหตุผลในเรื่องของผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ความกว้างของแม่น้ำเจ้าพระยาที่จะถูกลดทอนลง สภาพความเป็นไปของผังเมืองที่ไม่สอดคล้องกับความสะดวกของผู้อยู่อาศัยริมแม่น้ำ รวมไปถึงข้อผิดพลาดในเรื่องการออกแบบทางสถาปัตยกรรมที่ยังถูกวิจารณ์ดังอย่างต่อเนื่องและไม่ได้จำกัดวงการพูดคุยอยู่เพียงแต่ในสภากาแฟยามเช้าเท่านั้น  ท่ามกลางกระแสวิจารณ์ที่หนักหน่วงขึ้น กระนั้นโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาก็ยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ประหนึ่งว่าหากล้มเลิกโครงการนี้จะส่งผลเสียต่อประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง ทั้งนี้ตัวเลขรายได้จากบรรดาธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำประหนึ่งเส้นเลือดใหญ่ของไทยอย่างแม่น้ำเจ้าพระยาที่ทำให้ประเทศมีรายได้ต่อปี 3 แสนล้านบาท ทั้งจากธุรกิจโรงแรม ภัตตาคาร ร้านอาหาร เรือท่องเที่ยว เรือด่วน เรือลากจูง  เมื่อพิจารณาจากตัวเลขดังกล่าวแล้วจึงไม่น่าแปลกใจนักหากที่ดินริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาจะกลายเป็นพื้นที่ที่ถูกหมายปอง เพราะหากเทียบกับรายได้ที่เข้าประเทศที่มากถึง 3 แสนล้านบาทต่อปี นั่นอาจสะท้อนให้เห็นตัวเลขรายได้ต่อธุรกิจต่างๆ ที่สูงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ความเป็นไปของกระแสน้ำที่กำลังดำเนินไปตามครรลองแห่งธรรมชาติ กำลังจะถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นไปตามครรลองของกระแสเงินตราและผลกำไรของนักลงทุนหรือไม่ เมื่อการกระจุกตัวของห้างร้าน ศูนย์การค้าในเมืองนั้นเริ่มเผยให้เห็นถึงความแน่นขนัด จนแทบจะมองไม่เห็นพื้นที่ว่างที่จะสามารถสร้างประโยชน์ใดๆ ได้อีก  การขยับขยายออกมายังพื้นที่รอบนอกกรุงเทพฯ จึงเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาของกรุงเทพฯ ฝั่งใต้ ทั้งนี้จากปีที่ผ่านมา (2558) มีการลงทุนทำธุรกิจของภาคเอกชนไทยมีมูลค่าสูงถึง 150,000 ล้านบาท โดยเฉพาะพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สามารถเชื่อมโยงธุรกิจสู่การท่องเที่ยวและวัฒนธรรมริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาได้  ทิศทางของกระแสธุรกิจริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่กำลังเชี่ยวกรากไหลแรงยิ่งกว่ากระแสน้ำ ดังนั้นในช่วงเวลาย้อนหลังไป 2-3 ปีจนปัจจุบัน

Read More

จากชุมชนสู่การท่องเที่ยว วิถีคนลุ่มน้ำและเมืองชายแดนไทย-มาเลย์

  เพราะการท่องเที่ยวเป็นกลยุทธ์สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งกระตุ้นการใช้จ่ายภายในและดูดเม็ดเงินจากต่างประเทศ การให้ความสำคัญในการพัฒนาเพื่อเพิ่มศักยภาพและสร้างความแข็งแกร่งให้กับการท่องเที่ยวจึงเป็นสิ่งที่ทั้งภาครัฐและเอกชนต่างให้ความสำคัญ ทรัพยากรธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิต คือทรัพยากรสำคัญที่มีผลต่อการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการท่องเที่ยว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จึงได้ดำเนินการผ่านสำนักประสานงานโครงการวิจัยอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ ให้การสนับสนุนทุนวิจัยในโครงการ “การพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวภายใต้อัตลักษณ์และวิถีท้องถิ่นลุ่มน้ำทะเลสาบ” และ “การจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) และ 4 รัฐ ของประเทศมาเลเซีย (กลันตัน เปรัค เคดาห์ เปอร์ลิส) ภายใต้มาตรฐานการท่องเที่ยวโดยชุมชนสู่อาเซียน” เพื่อมุ่งพัฒนาศักยภาพและเพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยวระหว่างพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาเชื่อมต่อไปยังเมืองชายแดนไทย-มาเลเซีย พร้อมผลักดันผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม จากการวิจัยพบว่าพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาที่ครอบคลุมจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา มีทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “วิถีโหนด-นา-เล” วิถีชีวิตดั้งเดิมของคนลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาที่ผูกพันกับการทำตาลโตนด การทำนา และการประมง ซึ่งถือเป็น 3 อาชีพหลักของคนในพื้นที่  ต.ท่าหิน อ.สทิงพระ จ.สงขลา นับเป็นพื้นที่ที่มีการปลูกตาลโตนดมากที่สุดในประเทศไทย

Read More

ตรัยญา: One Stop Service แห่งสุขภาพและความงาม

  กระแสความใส่ใจในสุขภาพและความงามยังคงมาแรง อีกทั้งยังไม่มีทีท่าจะแผ่วลงง่ายๆ บวกกับศักยภาพของการแพทย์สมัยใหม่ที่พัฒนาและพร้อมตอบโจทย์ผู้รักสุขภาพได้อย่างไร้ขีดจำกัด ทำให้ธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องต่างพัฒนาตัวเองเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ครอบคลุมมากที่สุด ดังเช่นสถาบัน “ตรัยญา” ศูนย์สุขภาพและความงามที่เรียกได้ว่าครบวงจรที่สุดแห่งหนึ่ง สถาบันสุขภาพและความงาม “ตรัยญา” (TRIA) เกิดขึ้นจากการทุ่มงบประมาณกว่า 500 ล้านบาทของโรงพยาบาลปิยะเวท เพื่อเติมเต็มการบริการด้านสุขภาพให้สมบูรณ์ ต่อยอดทางธุรกิจและขยายฐานลูกค้าให้กับโรงพยาบาล พร้อมทั้งวางเป้าหมายมุ่งสู่การเป็นศูนย์สุขภาพที่ครบวงจร โดยเปิดให้บริการครั้งแรกในปี 2550 เป็นต้นมา  ตรัยญานิยามตนเองว่าเป็นสถาบันการแพทย์ผสมผสานที่มุ่งส่งเสริมสุขภาพดีแบบองค์รวม (Integrative Wellness) ซึ่งเชื่อว่าวิถีแห่งการมีสุขภาพที่สมบูรณ์ต้องมาจากความสมดุลของทั้งร่างกายและจิตใจ โดยยึดหลักปรัชญาในการดูแลสุขภาพและความงามบนพื้นฐานทั้ง 3 ประการ คือ Elemental Health สุขภาพของระบบชีวเคมีในร่างกาย เน้นวิเคราะห์พื้นฐานการทำงานในระดับเซลล์ Structural Health สุขภาพของระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ ในด้านของความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และการเผาผลาญออกซิเจน Emotional Health สุขภาพของอารมณ์ เน้นการจัดการกับความเครียดและสิ่งกระตุ้น ดังนั้นในทุกๆ บริการของตรัยญาจึงถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์สุขภาพแบบองค์รวม เป็นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและฟื้นฟูภายใต้การดูแลของแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยใช้วิธีการบำบัดและรักษาแบบผสมผสานทั้งศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่และแพทย์ทางเลือก การออกกำลังกาย โภชนาการบำบัด รวมถึงการรักษาด้วยวิถีทางธรรมชาติโดยวารีบำบัด ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของตรัยญา บนพื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 5 ไร่ ย่านถนนพระราม 9 อันเป็นที่ตั้งของตรัยญา ความโอ่โถ่งของพื้นที่ถูกจัดสรรเพื่อให้บริการแก่ลูกค้าอย่างเป็นสัดเป็นส่วน และแฝงไปด้วยความรู้สึกผ่อนคลายสบายตาจากการตกแต่งภายในตัวอาคาร เริ่มตั้งแต่โซน

Read More