Home > Cover Story (Page 128)

เซ็นทรัลทุ่มทุนนาฬิกาหรู ดันเอ็กซ์โปแข่งสิงคโปร์-ฮ่องกง

การประกาศทุ่มทุนจัดมหกรรมนาฬิกาของยักษ์ใหญ่ “เซ็นทรัล” นอกจากเปิดศึกเจาะตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะช่วงโกลเด้นวีกที่คาดว่าจะมีกลุ่มชาวจีนไหลทะลักเข้าสู่ประเทศไทยเฉียดล้านคน มากกว่าไปนั้น คือการอัปเกรดงาน Central | ZEN World's Premier Watch & Jewellery Expo เทียบชั้น Watch Expo ในประเทศสิงคโปร์ และฮ่องกง ซึ่งถือเป็นผู้นำตลาดนาฬิกาในภูมิภาคเอเชียมาอย่างยาวนาน ที่สำคัญ เป็นความพยายามตอกย้ำกลยุทธ์การตลาดในฐานะผู้ริเริ่มจัดงานมหกรรมนาฬิกาในห้างสรรพสินค้าเป็นเจ้าแรกของไทย ตั้งแต่ปี 2541 และเป็นต้นแบบของมหกรรมนาฬิกาประจำปีในประเทศไทยชนิดที่ห้างคู่แข่งต้องเดินตาม ปิยวรรณ ลีละสมภพ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการตลาด บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด ในเครือกลุ่มเซ็นทรัลรีเทล กล่าวว่า ปีนี้ บริษัทเดินหน้ากลยุทธ์การจัดงานด้วยการตอกย้ำความเป็นที่สุด ได้แก่ การจัดงานในช่วงเวลาที่ดีที่สุด รวบรวมค่ายนาฬิกาชั้นนำภายในงานมากที่สุด จำนวนแบรนด์มากกว่า 160 แบรนด์ และมูลค่ารวมสูงที่สุด พร้อมนาฬิกาคอลเลกชันพิเศษมากที่สุด และข้อเสนอดีที่สุด โดยขยายเวลาการจัดงาน ขยายพื้นที่การจัดงาน เพิ่มมูลค่าและยกระดับการจัดงานให้ยิ่งใหญ่ขึ้น ด้วยการจัดงาน 2 ครั้ง 2 สถานที่

Read More

จับตาอนาคตเศรษฐกิจไทย แข่งขันดุเดือด-โอกาสลดลง?

การเดินทางเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2562 ด้วยสถานการณ์ที่เรียกได้ว่าหืดจับ เมื่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทยต้องแขวนและฝากความหวังไว้กับความเป็นไปของเศรษฐกิจโลก และประเทศคู่ค้า รวมไปถึงต้องพึ่งพาอาศัยนักลงทุนจากต่างชาติ ที่จะช่วยให้ฟันเฟืองในระบบหมุนไปได้ตามครรลองที่พึงจะเป็น ตลอดระยะเวลาที่ไทยถูกนำพาและบริหารประเทศด้วยรัฐบาลทหาร กระทั่งการเลือกตั้งเกิดขึ้น เราไม่อาจหลีกหนีข้อเท็จจริงที่ว่า การเข้ามาบริหารประเทศของรัฐบาลทหารในช่วงที่การเมืองกำลังระอุนั้น นำมาซึ่งความสงบเรียบร้อย ทว่า อีกความจริงที่ไม่อาจหลีกหนีได้เช่นกัน คือความง่อนแง่นของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระนั้นหากจะโยนความผิดไปที่การบริหารประเทศของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เพียงอย่างเดียวดูจะไม่ยุติธรรมนัก เมื่อความเป็นจริงคือ เศรษฐกิจของประเทศไทยจะขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพึ่งพาอาศัยแรงขับจากปัจจัยภายนอกเป็นส่วนใหญ่ ทั้งด้านการท่องเที่ยว ที่ต้องอาศัยตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ ภาคการส่งออกที่ปัจจุบันได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าที่ยังยืดเยื้อ แม้จะไม่ร้อนแรงดุเดือดเท่าในระยะแรก แต่ก็สร้างบาดแผลลึกให้กับอุตสาหกรรมการส่งออกของไทยไม่น้อย หรือด้านการลงทุน ที่นักลงทุนส่วนใหญ่เฝ้ารอสัญญาณความมั่นคงของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง รวมไปถึงนโยบายสำคัญที่จะมีส่วนในการตัดสินใจ ที่จะเลือกและย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทย คล้ายกับว่าในห้วงยามนี้ ไทยยังต้องเผชิญคลื่นลมพายุที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เพราะนอกจากต้องแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นภายในประเทศ ที่พร้อมใจกันดาหน้าเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อนแล้ว ยังต้องระดมสรรพกำลังเพื่อหาทางออกบนเวทีโลก เมื่อมีการแข่งขันนัดสำคัญรออยู่ ประเด็นที่น่าขบคิดในเวลานี้คือ ทิศทางและอนาคตของอุตสาหกรรมไทยจะดำเนินไปอย่างไร เมื่อไทยเริ่มมีคู่แข่งที่หลายคนให้คำจำกัดความว่า “โตเงียบ” อย่างประเทศเวียดนาม ข่าวคราวจากหลากหลายช่องทางให้ข้อมูลไปในทิศทางเดียวกันว่า เวลานี้ เวียดนามกำลังเนื้อหอม และเป็นที่หมายตาของนักลงทุน ทั้งนักลงทุนหน้าใหม่รวมไปถึงนักลงทุนที่ต้องการย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศคู่ค้าสงคราม เพื่อหลีกหนีผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีของทั้งจีนและสหรัฐฯ เหตุผลหลักๆ ที่เวียดนามสามารถก้าวขึ้นมายืนบนเวทีโลกและพร้อมจะแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน ในฐานะประเทศอุตสาหกรรมเกิดใหม่ คือเรื่องอัตราค่าแรงขั้นต่ำ ปัจจุบันอัตราค่าแรงขั้นต่ำในประเทศเวียดนามคือ 160,000 ดอง ถึง 230,000 ดอง

Read More

สุนทรพจน์ Greta Thunberg บนภาพตัดวิสัยทัศน์เหล่าผู้นำ

ข่าวการประชุม UN Climate Action Summit 2019 ซึ่งจัดขึ้นโดยสหประชาชาติในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา อาจไม่ได้รับการกล่าวถึงมากนัก หากไม่ปรากฏภาพและสุนทรพจน์ของนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมสาววัย 16 ปีนาม Greta Thunberg จากสวีเดน ที่สั่นคลอนท่าทีของเหล่าผู้นำโลก และปลุกเร้าความสนใจของผู้คนต่อการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้จริงจังมากขึ้น ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจก่อนการกล่าวสุนทรพจน์ของ Greta Thunberg เมื่อวันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา ในด้านหนึ่งอยู่ที่การปลุกเร้าให้เยาวชนทั่วโลกตระหนักถึงภัยร้ายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกและการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนกระแสสำนึกให้เกิดผลจริงในทางปฏิบัติ ผ่านการเคลื่อนไหวภายใต้ชื่อ School strike for Climate ซึ่งประกาศให้มีการชุมนุมโดยสงบเมื่อวันที่ 20 กันยายนในฐานะที่เป็น International Global Climate Strikes หรือก่อนหน้าการประชุม UN Climate Action Summit เพียง 3 วัน ควบคู่กับการปลุกสำนึก Earth Strike ที่จัดให้มีขึ้นตลอดช่วงสัปดาห์ระหว่างวันที่ 20-27 กันยายน 2019 หรือที่เรียกขานกันในนาม

Read More

เศรษฐกิจไทยปลายปี 62 ดำดิ่งสู่จุดต่ำสุดใหม่?

ความเป็นไปของภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2562 ยังคงดำเนินไปอย่างไร้สัญญาณบวกที่จะส่งผลให้เกิดการกลับตัวทะยานขึ้น หลังจากที่ต้องตกอยู่ในภาวะถดถอยและทรุดตัวต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจเกือบทุกชนิดที่ใช้อ้างอิงก็บ่งชี้ไปในทิศทางที่ไม่ได้เอื้ออำนวยให้เกิดความมั่นใจในการเผชิญหน้ากับอนาคตที่กำลังจะคืบคลานเข้ามา ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในช่วงที่ผ่านมา ได้ปรับตัวลดลงอย่างหนัก โดยในเดือนสิงหาคม 2562 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทุกรายการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามเร่งเร้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้มูลค่าของงบประมาณกว่า 3.16 แสนล้านบาท เหตุที่เป็นดังนั้นก็เนื่องเพราะผู้บริโภคยังมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวช้าและกำลังซื้อของประชาชนยังไม่ฟื้นตัวขึ้นมากนัก ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคยังมีความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมืองทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ประกอบกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกเนื่องจากข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่มีความรุนแรงมากขึ้น ประเด็นที่น่าสนใจจากตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นที่สะท้อนออกมาครั้งล่าสุดอยู่ที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมซึ่งอยู่ในระดับ 60.9 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวมที่ระดับ 69.7 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 90.4 ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลดลงในทุกรายการ เมื่อเทียบกับดัชนีในเดือนกรกฎาคม ที่อยู่ในระดับ 62.2 70.9 และ 91.9 ตามลำดับ โดยดัชนีความเชื่อมั่นที่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคตมากนัก การปรับตัวลดลงของดัชนีในทุกรายการอย่างต่อเนื่องนี้ ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (Consumer Confidence Index: CCI) ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 และอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 33เดือน นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2559 เป็นต้นมา จากระดับ 75.0

Read More

ฮอยอัน: ฉันรัก (อาหาร) เธอจัง

อาคารสไตล์โคโลเนียลสีเหลืองมัสตาร์ดที่เรียงรายอย่างเป็นระเบียบ อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ ผสานกับวิถีชีวิตดั้งเดิมอย่างมีชีวิตชีวาและกลมกลืน กลายเป็นมนตร์เสน่ห์ดึงดูดผู้คนต่างที่ต่างถิ่นมาเยือน สถานที่ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นเมืองมรดกโลกที่ยังมีลมหายใจ เมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ตอนกลางของเวียดนาม...ฮอยอัน.... ฮอยอัน (Hoi An) เมืองขนาดเล็กตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลจีนใต้ทางตอนกลางของประเทศเวียดนาม ในอดีตเคยเป็นศูนย์กลางทางการค้าที่เจริญรุ่งเรืองและเป็นเมืองท่าใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีชาวต่างชาติทั้งจีน ญี่ปุ่น ดัตช์ และอินเดีย เข้ามาทำการค้าขายและตั้งถิ่นฐานอยู่จำนวนมาก จนเกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและความเป็นอยู่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ปี พ.ศ. 2542 องค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้ขึ้นทะเบียนเขตเมืองเก่าของฮอยอันให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม เพราะถือเป็นตัวอย่างเมืองท่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสมัยคริศต์ศตวรรษที่ 15-19 ที่มีการผสมผสานศิลปะและสถาปัตยกรรมของท้องถิ่นและต่างชาติได้อย่างมีเอกลักษณ์ อีกทั้งยังมีการอนุรักษ์อาคารบ้านเรือนให้คงอยู่ในสภาพเดิมไว้ได้อย่างดี จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “เมืองมรดกโลกที่ยังคงมีลมหายใจ” ภายในเขตเมืองเก่าเรียงรายด้วยอาคารสีเหลืองมัสตาร์ดอันเป็นสถาปัตยกรรมที่เกิดจากการผสมผสานอาคารสไตล์โคโลเนียลฝรั่งเศสกับสถาปัตยกรรมแบบจีนที่สวยงามและเป็นเอกลักษณ์ กลางคืนเมืองจะสว่างไสวไปด้วยโคมกระดาษหลากสี สร้างบรรยากาศโรแมนติกและแสนจะมีเสน่ห์ นอกจากความงดงามของอาคารบ้านเรือนและวิถีชีวิตแล้ว อาหารการกินก็เป็นอย่างที่จะทำให้เราตกหลุมรักฮอยอันได้ง่ายๆ อาหารเวียดนามในแต่ละภาคมีเอกลักษณ์แตกต่างกัน อันเนื่องมาจากสภาพภูมิศาสตร์ของประเทศที่ทอดตัวยาวไปตามแนวชายฝั่งทะเล ผสานกับความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและพืชพรรณธัญญาหาร อีกทั้งได้รับอิทธิพลจากจีนและฝรั่งเศสสมัยที่เข้ามาปกครองเวียดนาม ที่ถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของวัฒนธรรมการกินอีกด้วย สำหรับฮอยอันนั้นอุดมไปด้วยร้านอาหารตั้งแต่ร้านข้างทางหรือสตรีทฟู้ด แผงลอย ไปจนถึงร้านอาหารหรูๆ แทรกซึมอยู่ทุกพื้นที่ของเมือง อาหารหลากประเภท ที่สำคัญรสชาติถูกปากแทบทุกร้าน พอจะแนะนำให้ได้รู้จักได้บางส่วน เริ่มจากจานแรกถ้ามาฮอยอันแล้วไม่ควรพลาด นั่นคือ “Cao Lâu” (เกาเลา) เป็นก๋วยเตี๋ยวซิกเนเจอร์ของฮอยอัน ประกอบด้วยหมูปรุงรสคล้ายหมูแดง (หมักด้วยน้ำตาล เกลือ พริกไทย

Read More

เบรกแอลทีวี-ลดซัปพลายใหม่ ทางออกโค้งสุดท้ายอสังหาฯ ไทย?

งานมหกรรมบ้านและคอนโดดูเหมือนจะสามารถเช็กสัญญาณความเป็นไปในอนาคตอันใกล้ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย ว่าต่อจากนี้แวดวงอสังหาฯ จะขับเคลื่อนไปในทิศทางเช่นใด หลังจบงานมหกรรมบ้านและคอนโดครั้งที่ 41 คำตอบที่ปรากฏให้เห็นเด่นชัด และไม่แตกต่างจากการคาดคะเนของศูนย์วิจัยทางเศรษฐกิจเท่าใดนัก เพราะนอกจากทิศทางเศรษฐกิจทั้งภายในและต่างประเทศยังประสบกับภาวะชะลอตัวซึ่งส่งผลต่อการตัดสินซื้อโดยตรงแล้ว ยังมีเงื่อนไขและเหตุผลอีกหลายมิติประกอบเข้าด้วยกัน จนทำให้สถานการณ์ของธุรกิจอสังหาฯ ไม่สามารถขยับขยายไปได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จนทำให้ผู้ประกอบการบางรายต้องหากลยุทธ์เพื่อประคับประคองให้สามารถฝ่าฟันมรสุมในครั้งนี้ไปได้ ซึ่งอาจจะดีกว่าเฝ้ารอให้วิกฤตทางเศรษฐกิจคลี่คลายไปได้ด้วยตัวเอง ซึ่งจากการเปิดเผยข้อมูลของ วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ พบว่า ตลาดอสังหาฯ อยู่ในภาวะติดลบทั้ง 3 ไตรมาส คาดการณ์ว่ายอดโอนกรรมสิทธิ์ในจำนวนหน่วยติดลบ 7.7 เปอร์เซ็นต์ หรือคิดเป็นมูลค่าติดลบ 2.7 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ที่อยู่อาศัยแนวตั้งพบตัวเลขติดลบสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีก่อน ซึ่งตลาดคอนโดมิเนียมในไตรมาสแรกติดลบ 14 เปอร์เซ็นต์ ไตรมาสสอง ติดลบ 20 เปอร์เซ็นต์ และไตรมาสสาม ติดลบ 14 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งยังคาดการณ์ว่าในไตรมาสสุดท้ายของปีอาจจะติดลบที่ 20 เปอร์เซ็นต์ เมื่อพิจารณาจากจำนวนหน่วยเหลือขาย หรือสินค้าที่วางแผนก่อสร้างและเปิดตัวและสร้างเสร็จสูงกว่าปีก่อน มีจำนวนมากถึง 1.5 แสนยูนิต และตัวเลขของปี 2561 อยู่ที่ 1.3 แสนยูนิต ตัวเลขเหล่านี้อาจจะสามารถชี้ชัดได้ว่า

Read More

เร่งเครื่องสถานีกลางบางซื่อ ดึงกลุ่มทุนปลุกย่านธุรกิจใหม่

กระทรวงคมนาคมกำลังเร่งเครื่องก่อสร้างโครงการ “สถานีกลางบางซื่อ” เพื่อเปิดให้บริการทันตามเป้าหมายช่วงต้นปี 2564 แจ้งเกิดศูนย์กลางระบบรางหรือศูนย์กลางคมนาคมแห่งอนาคตของประเทศ และปลุกย่านธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งบรรดากูรูเศรษฐกิจและอสังหาริมทรัพย์ต่างจับจ้องโอกาสการเติบโตไปพร้อมๆ กับเมกะโปรเจกต์แห่งนี้ ทั้งนี้ ตามแผนของกรมการขนส่งทางราง กระทรวงคมนาคม ระบุว่า ในปีงบประมาณ 2563 กระทรวงคมนาคมมีแผนลงทุนโครงการเมกะโปรเจกต์จำนวน 41 โครงการ วงเงิน 1.78 ล้านล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน สอดคล้องกับนโยบายตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) และแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของไทย (พ.ศ. 2558-2565) ที่ต้องการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งทุกโครงข่าย ทั้งทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ ให้เชื่อมโยงกันเป็นหนึ่งเดียว รวมทั้งแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ของกระทรวงคมนาคม เน้นการพัฒนาการขนส่งทางรางให้เป็นโครงข่ายหลักของประเทศ ซึ่งเป็นที่มาสำคัญของการจัดตั้งกรมการขนส่งทางราง ขณะเดียวกัน การพัฒนาโครงข่ายระบบรางในเมืองเริ่มเห็นชัดเจนตั้งแต่ช่วงปี 2558-2559 ทั้งโครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ จากเดิมที่มีระยะทาง 80-100 กิโลเมตร ล่าสุดมีการอนุมัติไปแล้วกว่า 386

Read More

ไบเทคเร่งขยายมิกซ์ยูส ปรับใหญ่เปิด Food Destination

หลังฉลองใหญ่ครบรอบ 20 ปี ล่าสุด กลุ่มภิรัชบุรีเร่งขยายอาณาจักรมิกซ์ยูส “ไบเทค” อย่างเข้มข้น เพราะไม่ใช่แค่เกมสู้ศึกการแข่งขันย่านบางนาที่มีบิ๊กโปรเจกต์รอบด้าน แต่ยังรวมถึงการช่วงชิงตลาดไมซ์ที่มีเม็ดเงินมากกว่าแสนล้านบาท โดยเฉพาะเมื่อ 2 ยักษ์ใหญ่ ทั้งศูนย์อิมแพ็ค เมืองทองธานีของกลุ่มบางกอกแลนด์และศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ของกลุ่มทีซีซีกรุ๊ปต่างทุ่มทุนยกเครื่องครั้งใหญ่ เพื่อยกระดับการเป็นหนึ่งในผู้นำศูนย์เอ็กซิบิชั่นชั้นนำของประเทศและภูมิภาคเอเชีย ปิติภัทร บุรี กรรมการบริหารกลุ่มบริษัท ภิรัชบุรี เปิดเผยว่า ช่วงตั้งแต่ไตรมาส 4 จนถึงต้นปี 2563 เป็นการ Revamp ปรับปรุงสถานที่ที่ไบเทค โดยมีโครงการเปลี่ยนชั้น Basement สร้าง Food Destination ในย่านสุขุมวิท-บางนา และวางแผนขยายอีกหลายเฟส มีพื้นที่รีเทลเกือบ 8,000-10,000 ตารางเมตร จากเดิมเป็นเพียงฟู้ดคอร์ต เพื่อปั้นจุดขายใหม่ มีร้านอาหารหลากหลายมากขึ้น และไม่ใช่มากินอย่างเดียว แต่ต้องการให้กลุ่มเป้าหมายสามารถใช้ชีวิตอยู่ในไบเทคอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง “ผมอยากให้มองไบเทคเป็นมิกซ์ยูส ไม่ใช่แค่จัดงานนิทรรศการ ตอนนี้กลุ่มภิรัชบุรีมีอาคารสำนักงาน ภิรัชทาวเวอร์แอทไบเทค ภิรัชคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ซึ่งการใส่รีเทลเหมือนการเพิ่มโอกาส เพื่อทำให้ไบเทคมีความเฟรนด์ลี่มากขึ้น และการทำโครงการไม่ใช่เจาะเฉพาะทาง

Read More

“มิกซ์จตุจักร” ทุ่มสุดตัว ศึกช่วงชิงกำลังซื้อยุควิกฤต

พื้นที่ย่านจตุจักรคึกคักขึ้นอีกเมื่อกลุ่มทุน “สยาม พิริยา ดีเวลลอปเมนท์” ทุ่มเม็ดเงินกว่า 900 ล้านบาท ผุดศูนย์การค้ามิกซ์ จตุจักร (Mixt Chatuchak) โดยคาดหวังแผนต่อยอดช่วงชิงเม็ดเงินกำลังซื้อ หลังบิ๊กโปรเจกต์ “สถานีกลางบางซื่อ” ศูนย์กลางระบบรางแห่งอนาคตและโครงการพัฒนาที่ดินเชิงพาณิชย์ ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าปลุกปั้นสร้างย่านธุรกิจขนาดใหญ่และพัฒนาเมืองกรุงเทพฯ ให้เป็นศูนย์กลางมหานครแห่งใหม่ระดับอาเซียนเปิดตัวระหว่างปี 2563-2564 ทว่าโจทย์ข้อใหญ่ไม่ง่าย โดยเฉพาะทำเลปราบเซียนย่านตลาดนัดสวนจตุจักร ที่เหมือนมีศักยภาพ แต่การแข่งขันสูง และรูปแบบการจับจ่ายสไตล์ตลาดนัดสุดสัปดาห์ ซึ่งหลายโครงการพยายามสร้างจุดขาย เพื่อดึงดูดผู้คนเข้ามาใช้บริการในช่วงวันธรรมดา แต่สุดท้ายสอบตกและ “เจ๊ง” มีพร ไชยูปถัมภ์ กรรมการบริหาร บริษัท สยาม พิริยา ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด อดีตนักวางแผนการบริหารโครงการ (Project Management) ให้กับธุรกิจ 3M และผู้ปลุกปั้นสตาร์ทอัป แอปพลิเคชันด้านอีคอมเมิร์ซ ที่ได้รับเงินทุนและร่วมลงทุนจากกองทุนต่างๆ เช่น 500 TukTuks, Solera Investment, NextTech และนายโรเบิร์ต ลอมนิทซ์ จาก

Read More

แล้ง-ล่ม-ท่วม ซ้ำซาก ความล้มเหลวของการจัดการ “น้ำ”

ภาพแห่งความพลิกผันระหว่างการลงพื้นที่เพื่อสำรวจภัยแล้งและการเร่งระดมสรรพกำลังเพื่อบรรเทาสาธารณภัยจากเหตุน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ของประเทศไทยในช่วงเวลาไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ดูจะเป็นประหนึ่งภาพแห่งความตัดกันของสถานการณ์ที่สะท้อนความสามารถในการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทยได้ดีไม่น้อยเลย ข้อเท็จจริงที่ทุกฝ่ายในสังคมตระหนักก็คือ น้ำเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต และการพัฒนาทางเศรษฐกิจ การบริหารจัดการน้ำทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพอย่างเป็นรูปธรรมทั้งในระยะสั้นและระยะยาวจึงเป็นสิ่งที่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย และชุมชนในลุ่มน้ำ ควรต้องร่วมกันทบทวนและปรับปรุงกระบวนการจัดการน้ำให้มีความเหมาะสมกับกาลปัจจุบัน ด้วยแนวคิดของนโยบายที่ตั้งอยู่บนฐานแห่งความเป็นจริง และสามารถปฏิบัติได้โดยอาศัยข้อมูล ความรอบรู้ และสติปัญญาของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่เข้าใจในรากเหง้าแห่งปัญหา ความขาดไร้ซึ่งเอกภาพในการบริหารจัดการทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติ รวมถึงการขาดข้อมูลในการวางแผน การตัดสินใจสั่งการ ขาดกฎหมาย แผนแม่บท และองค์กรที่กํากับดูแลในภาพรวมการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบ กลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทําให้สังคมไทยไม่สามารถบริหารจัดการทั้งก่อนการเกิดภัย ระหว่างเกิดภัย และหลังการเกิดภัย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดปัญหาในการบริหารจัดการน้ำที่ดำเนินมาอย่างซ้ำซาก ประหนึ่งว่าสังคมไทยแห่งนี้ขาดองค์ความรู้ในการเรียนรู้และเก็บรับบทเรียนเพื่อการพัฒนาไปโดยปริยาย ความพยายามในการจัดตั้งสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ตามคำสั่ง คสช. ที่ 46/2560 เมื่อเดือนตุลาคม 2560 หรือกว่าสองปีล่วงมาแล้ว เพื่อเป็นหน่วยงานในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศให้มีประสิทธิภาพ สมดุล เป็นธรรม และสามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งระบบ ควบคู่กับการปรับปรุง ทบทวน กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ด้านทรัพยากรน้ำ การพัฒนาองค์กรการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทุกระดับ และการจัดทําแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การติดตามและประเมินผล การพัฒนาระบบ ฐานข้อมูล แต่นั่นก็ดูจะเป็นเพียงกระบวนการเริ่มต้นของกลไกราชการที่ยังไม่มีสิ่งใดให้ได้จับต้องเป็นชิ้นเป็นอัน นอกเหนือจากการโอนย้ายบุคลากรจากหน่วยงานที่มีอยู่เดิมมารวมกันไว้ในที่แห่งเดียวกัน การเกิดมีขึ้นของสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)

Read More