วันพฤหัสบดี, มิถุนายน 18, 2026
Home > Cover Story > ธุรกิจไทยตั้งรับแรงกระแทก วิกฤตตะวันออกกลางเขย่าเศรษฐกิจโลก

ธุรกิจไทยตั้งรับแรงกระแทก วิกฤตตะวันออกกลางเขย่าเศรษฐกิจโลก

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยกระดับ กำลังส่งแรงกระเพื่อมต่อระบบเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น ไม่เพียงกระทบต้นทุนพลังงานโดยตรง แต่ยังลุกลามไปสู่ต้นทุนการผลิต โลจิสติกส์ และเงินเฟ้อ ทำให้ภาคธุรกิจทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยต้องเร่งปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับความผันผวนที่เพิ่มสูงขึ้น

ผลกระทบดังกล่าวสะท้อนชัดในกลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง ซึ่งมีโครงสร้างต้นทุนเชื่อมโยงกับราคาพลังงานโดยตรง บทวิเคราะห์จากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ระบุว่า ต้นทุนพลังงานคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 35-50% ของต้นทุนรวม ส่งผลให้ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้า ภาคธุรกิจจึงเผชิญความเสี่ยงด้านสภาพคล่องจากภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และสถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้การตัดสินใจลงทุนโครงการใหม่มีแนวโน้มชะลอตัว ทำให้การบริหารโครงการและการคัดเลือกงานต้องมีความรอบคอบมากขึ้นในระยะถัดไป

ด้านภาคอสังหาริมทรัพย์เผชิญแรงกดดันสองด้าน ทั้งต้นทุนการพัฒนาโครงการที่เพิ่มขึ้นตามราคาวัสดุก่อสร้าง และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่กระทบต่อกำลังซื้อ ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน พร้อมปรับพอร์ตโครงการและควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวด เพื่อรักษาเสถียรภาพของผลประกอบการในระยะยาว

ผู้บริหารจากหลายธุรกิจแสดงความเห็นต่อสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง รวมถึงแนวทางการตั้งรับของธุรกิจ อรรคเดช อุดมศิริธำรง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ ORN มองว่า สถานการณ์ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และสงครามเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงวิกฤตระยะสั้น แต่คือ “New Normal” หรือความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้างที่ภาคธุรกิจต้องปรับตัวอย่างจริงจัง โดยในระยะสั้น อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนก่อสร้างที่ผันผวนตาม Supply Chain โลก และอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูง ซึ่งฉุดรั้งกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

“ORN วางกลยุทธ์ภายใต้แนวคิด “Resilient Growth” การเติบโตอย่างยืดหยุ่น มุ่งกระจายความเสี่ยงสู่ธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) อาทิ Community Mall และการสร้าง Ecosystem ที่เชื่อมโยงที่อยู่อาศัยกับพื้นที่เชิงพาณิชย์และสถาบันการศึกษา ควบคู่กับการขยายฐานลูกค้าต่างชาติในเมืองท่องเที่ยวเพื่อลดการพึ่งพาตลาดในประเทศ

พร้อมบริหารต้นทุนเชิงรุก คัดเลือกและล็อกต้นทุนวัสดุก่อสร้างและตกแต่งล่วงหน้า ปรับแบบก่อสร้างด้วยแนวคิด Value Engineering และสร้างความร่วมมือระยะยาวกับผู้รับเหมาและซัปพลายเออร์ ควบคู่กับการบริหารกระแสเงินสดและโครงสร้างทางการเงินอย่างรัดกุม และยังมุ่งนำมาตรฐานอาคารสีเขียว EDGE มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดต้นทุนในระยะยาว และเสริมความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน”

แม้สถานการณ์โลกจะทำให้กำลังซื้อทั่วไปชะลอตัว แต่ตลาดระดับบนยังคงความแข็งแกร่ง เนื่องจากกลุ่มผู้ซื้อมีรายได้สูงที่มองว่าอสังหาริมทรัพย์คุณภาพคือ “สินทรัพย์ปลอดภัย” ทั้งยังได้รับอานิสงส์จากนักลงทุนต่างชาติที่ย้ายมายังไทยเพื่อหนีภัยความไม่สงบ

นายพสุ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ PROUD กล่าวว่า “ความไม่แน่นอนจากสงคราม เศรษฐกิจ และความผันผวนของต้นทุน เป็นความท้าทายที่ภาคธุรกิจต้องบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด โดยในระยะสั้น อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนทางการเงินที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งกระทบทั้งกำลังซื้อและโครงสร้างต้นทุนของผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตาม ในระยะถัดไปตลาดมีแนวโน้มปรับเข้าสู่สมดุลใหม่ ผู้ประกอบการจึงต้องให้ความสำคัญกับการคัดเลือกโครงการ การควบคุมต้นทุน และการสร้างความแตกต่างมากขึ้น ท่ามกลางการแข่งขันที่ยังคงสูง”

ศุภโชค ปัญจทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท ไฟว์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ A5 เผยว่า A5มุ่งลงทุนในโครงการที่มีดีมานด์จริงและสามารถสร้างรายได้ต่อเนื่อง ควบคู่การพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ทุกเจเนอเรชันและสร้างมูลค่าในระยะยาว พร้อมบริหารพอร์ตให้สมดุล รักษาความยืดหยุ่นด้านผลิตภัณฑ์และราคา เพื่อให้ปรับตัวได้สอดคล้องกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงบริหารสภาพคล่องอย่างรอบคอบเพื่อลดภาระหนี้และเสริมความแข็งแกร่งของกระแสเงินสด เพื่อรองรับความผันผวนและรักษาเสถียรภาพทางการเงินในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า

ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อกำลังกลายเป็นแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะต้นทุนการดำเนินงานที่ปรับตัวสูงขึ้นในหลายด้าน ทั้งค่าขนส่งที่ผันผวนตามราคาพลังงาน ต้นทุนพลังงานในกระบวนการผลิต รวมถึงราคาวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ที่เคลื่อนไหวตามทิศทางห่วงโซ่อุปทาน

“ภายใต้แรงกดดันดังกล่าว บริษัทจึงวางแผนเชิงรุกผ่านกลยุทธ์บริหารต้นทุนรอบด้าน ได้แก่ การกระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบเพื่อลดความเสี่ยง การเจรจาต่อรองกับซัปพลายเออร์เพื่อควบคุมต้นทุนให้อยู่ในระดับที่แข่งขันได้ รวมถึงการทยอยปรับราคาสินค้าให้สอดรับกับต้นทุนที่เปลี่ยนแปลง เพื่อรักษาสมดุลระหว่างความสามารถในการแข่งขันและอัตรากำไร แม้มาตรการดังกล่าวอาจกดดันอัตรากำไรในระยะสั้นบางส่วน แต่บริษัทมองว่าเป็นการยอมแลกเพื่อความแข็งแรงในระยะยาว ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง” อาทิตย์ ทีปกรสุขเกษม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผลิตภัณฑ์คอนกรีตชลบุรี จำกัด (มหาชน) หรือ CCP

สงครามเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบันถูกประเมินว่ายังคงเป็นแรงกดดันสำคัญต่อภาคการส่งออก โดยเฉพาะความผันผวนของค่าเงินบาท ต้นทุนพลังงาน และราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันการแข่งขันในตลาดโลกมีความรุนแรงขึ้นจากผู้ผลิตรายใหญ่ โดยเฉพาะจีนที่ขยายฐานการผลิตมายังภูมิภาค

ด้าน ประวิทย์ ศรีแสงนาม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจริญอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ CH ให้ข้อมูลว่า “บริษัทได้วางแนวทางรับมืออย่างรอบคอบในฐานะผู้ส่งออก ด้วยการบริหารต้นทุนอย่างเข้มงวด ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบให้มีประสิทธิภาพ ตลอดจนการควบคุมกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับแผนการขายและการส่งออก ควบคู่กับการบริหารกระแสเงินสดอย่างมีวินัย เพื่อคงสภาพคล่องและเสถียรภาพทางการเงิน พร้อมมุ่งเน้นการประคองตัวให้แข็งแรง ควบคู่กับการชะลอการลงทุนที่ไม่จำเป็นและควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างเคร่งครัดในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า โดยเชื่อว่าการรักษากระแสเงินสดและวินัยทางการเงินจะเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ CH สามารถผ่านพ้นความผันผวนครั้งนี้ และพร้อมคว้าโอกาสใหม่ได้ทันทีเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย”

จากภาพรวมสะท้อนให้เห็นว่า วิกฤตตะวันออกกลางในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแรงกระแทกระยะสั้น แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อหลายธุรกิจ ผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ห่วงโซ่อุปทานที่ผันผวน และกำลังซื้อที่ชะลอตัว ซึ่งเร่งให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวทั้งระบบ โดยความเร็วในการปรับตัวจะเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดความสามารถในการอยู่รอดและแข่งขันในโลกเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง.