มัทฉะเข้ามาในไทยเมื่อไหร่อาจไม่มีระบุไว้อย่างชัดเจน แต่ในช่วงที่เกิดกระแสชาเขียวฟีเวอร์ เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงปี 2540-2550 ที่แบรนด์ผู้ผลิตเครื่องดื่มเริ่มจำหน่ายชาเขียวพร้อมดื่ม หรือร้านอาหารนำชาเขียวมาให้บริการลูกค้า รวมไปถึงร้านเบเกอรี่สัญชาติญี่ปุ่นในไทยนำชาเขียวมาเป็นส่วนผสมในขนม แต่คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังไม่สามารถแยกแยะได้ระหว่าง “ผงชาเขียว” ทั่วไป กับ “มัทฉะเกรดพิธีการ”
และนับตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปัจจุบัน เป็นปีที่มัทฉะได้รับความนิยมอย่างแท้จริง จนกระทั่งเกิดคาเฟ่ ร้านเครื่องดื่มที่จำหน่ายแค่เมนูมัทฉะเป็นหลักเท่านั้น
ความนิยมมัทฉะในไทยคงไม่ใช่แค่แฟชั่น หรือเรื่องรสชาติ แต่นี่เป็นการแสดงให้เห็นถึงการยอมรับวัฒนธรรมต่างชาติ การให้ความสำคัญต่อสุขภาพ และการดื่มเครื่องดื่มแบบมีศิลปะ ปัจจัยหลักที่ทำให้มัทฉะเข้ามายึดครองหัวใจของนักดื่มสายสุขภาพคือ
1. ประสบการณ์แบบพิเศษ หรือ Specialty ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาที่ไปของอาหาร เครื่องดื่ม มีเรื่องราว เช่น แหล่งปลูกชา การได้มาซึ่งรสชาติที่ต่างออกไป มัทฉะที่ให้รสถั่ว อูมามิ ฟลอรัล ช่วยให้การดื่มด่ำกับมัทฉะมีความสุขมากขึ้น
2. สุนทรียศาสตร์แห่งการดื่ม การได้ถ่ายภาพสวยๆ จากเครื่องดื่มมัทฉะ รวมไปถึงวิธี หรือพิธีการชงชาแบบดั้งเดิมที่ต้องให้ความสำคัญตั้งแต่อุณหภูมิน้ำ การชง
3. เทรนด์สุขภาพ มัทฉะมีสารที่ออกฤทธิ์ด้านอนุมูลอิสระสูง ออกฤทธิ์ต่างจากกาแฟที่ทำให้บางคนใจสั่น ในขณะที่มัทฉะค่อยๆ ปล่อยสารที่ช่วยให้ตื่นตัว
4. รสชาติที่คนไทยคุ้นเคย “อูมามิ” เพราะมัทฉะคุณภาพดีจะมีรสเค็มติดหวานปลาย คล้ายสาหร่ายหรือถั่ว ช่วยให้ดื่มง่าย

ความนิยมบริโภคมัทฉะของไทยจนเกิดกระแสมัทฉะฟีเวอร์ตั้งแต่ปี 2568 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ไทยกลายเป็นผู้นำเข้ามัทฉะรายใหญ่จากญี่ปุ่น และทำสถิติสูงสุดในรอบ 70 ปี ข้อมูลจากรัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นระบุว่า ปริมาณการส่งออกชาในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 มากถึง 10,084 ตัน โดยสหรัฐอเมริกาคือประเทศผู้นำเข้าอันดับหนึ่ง 3,497 ตัน รองลงมาคือ ไต้หวัน ไทย และเยอรมนี
ความต้องการชาเขียวในประเทศญี่ปุ่นลดลง แต่ราคาใบชามีการปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากผลผลิตที่ลดลง ปี 2567 ญี่ปุ่นสามารถผลิตใบชาได้ประมาณ 74,000 ตัน เมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อน สาเหตุหลักมาจากกลุ่มเกษตรกรเป็นผู้สูงวัย และการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ
ในขณะที่ราคาผลผลิตที่ได้นั้นมีราคาสูงกว่า 2,500 เยนต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นถึง 6 เท่าตัวจากปี 2567 และจังหวัดคาโกชิมะ เป็นแหล่งผลิตใบชาที่สำคัญของประเทศญี่ปุ่น
กระแสมัทฉะฟีเวอร์ในไทยส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น ธุรกิจอีเวนต์ ธุรกิจนำเข้า

แม้ว่าปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมจะอยู่ในภาวะซบเซา ประชาชนใช้เวลาและเหตุผลในการตัดสินใจจับจ่ายมากขึ้น ทว่า การขยายตัวของธุรกิจคาเฟ่ที่จำหน่ายเครื่องดื่มและของหวาน กลับขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมูลค่าธุรกิจคาเฟ่และเบเกอรี่ปี 2568 สูงถึง 85,320 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 3.2% โดยเฉพาะในกลุ่มกาแฟพรีเมียมและสเปเชียลตี้ ที่ยังคงแข็งแกร่งและมีกำลังซื้อสูง ขณะที่ตลาดกลางอยู่ในภาวะประคองตัว และยังต้องเร่งขยายสาขา คาเฟ่กลุ่มตลาดทั่วไปอาจมีความเสี่ยงที่จะปิดตัวสูงท่ามกลางเศรษฐกิจผันผวน
นอกจากเราจะได้เห็นคาเฟ่ มัทฉะ สเปเชียลตี้หรือร้านเครื่องดื่มมัทฉะเปิดตัวมากขึ้น ผู้ประกอบการแบรนด์เครื่องดื่มบรรจุขวด ต้องปรับตัวตามทิศทางการเปลี่ยนแปลงของตลาดด้วยการเติมพอร์ตสินค้าใหม่ที่มีส่วนผสมของมัทฉะเข้าไปด้วย โดยหวังที่จะเจาะกลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคที่เปิดใจรับกระแสใหม่ๆ ได้ง่าย
ปี 2569 คงจะเป็นบทพิสูจน์ว่า ความนิยมมัทฉะในไทยจะยังคงดำเนินต่อไปหรือไม่ แต่หากดูจากทิศทางตลาดสุขภาพ มัทฉะน่าจะเป็นเครื่องดื่มทางเลือกที่มีงานวิจัยสนับสนุนและเอื้อต่อการเติบโตของตลาดมัทฉะโดยรวมได้อย่างน่าสนใจ.
