วันเสาร์, มิถุนายน 20, 2026
Home > New&Trend > กลุ่มดุสิตธานี เผยโฉม Sales Gallery เดินหน้า “ดุสิต อจารา หัวหิน” The Only Thai Branded Residence

กลุ่มดุสิตธานี เผยโฉม Sales Gallery เดินหน้า “ดุสิต อจารา หัวหิน” The Only Thai Branded Residence

กลุ่มบริษัทดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล เดินเกมรุก Thai Branded Residences ที่พักอาศัย Low, Rise, Low Density หนึ่งเดียวบนหัวหิน เปิดตัว “Sales Gallery” โครงการ ดุสิต อจารา หัวหิน ต่อยอดความเชี่ยวชาญจากประสบการณ์ในการบริหารโรงแรมและที่พักอาศัยระดับลักชัวรี่กว่า 75 ปีของดุสิตธานี

หลังจากเปิดตัวโครงการ “ดุสิต อจารา หัวหิน” (Dusit Ajara) ที่พักอาศัยระดับอัลตร้าลักชัวรี่ พร้อมพื้นที่สีเขียวกว่า 60% บนพื้นที่ศักยภาพของหัวหิน ซึ่งนับเป็นโครงการที่สองที่กลุ่มดุสิตธานีพัฒนาด้วยตนเองในฐานะ Property Developer ต่อจากโครงการ “Dusit Residences and Dusit Parkside at Dusit Central Park” ไปไม่นาน ล่าสุด กลุ่มบริษัทดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล เดินเกมรุกอีกขั้น ด้วยการเปิดตัว “Sales Gallery” ของโครงการ ดุสิต อจารา หัวหิน พร้อมเปิดจอง

โดยโครงการใหม่นี้สะท้อนความตั้งใจของกลุ่มฯ ในการนำร่องแนวคิด “The Only Thai Branded Residence” ซึ่งหมายถึงการเป็นแบรนด์ไทยเพียงรายเดียวในตลาด Branded Residences ระดับโลกที่สามารถพัฒนาและบริหารโครงการภายใต้แบรนด์ของตนเองได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การวางแผน ออกแบบ และดูแลโครงการด้วยบริการระดับโรงแรมมาตรฐานสากล โดยยึดหัวใจหลัก “Gracious Hospitality” ผสานอัตลักษณ์ความเป็นไทย ความพิถีพิถัน และความเอาใจใส่ในทุกรายละเอียด เพื่อสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่เหนือระดับ แตกต่างจากโครงการทั่วไปที่มักใช้แบรนด์ต่างชาติเข้ามาเสริมมูลค่า

ณัฐภาณุ์ ศรียุกต์สิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดุสิต เอสเตท จำกัด กล่าวว่า “ความหมายของคำว่า Ajara คือ Everlasting โครงการ ดุสิต อจารา หัวหิน เป็นโครงการที่ผสมผสานความเชี่ยวชาญของกลุ่มดุสิตธานี ทั้งด้านการบริหารโรงแรม (Hotel Management) และการบริการ (Hospitality Services Management) สะท้อนความมุ่งมั่นของกลุ่มดุสิตธานีในการขยายตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับอัลตร้าลักชัวรี่ ในรูปแบบ Branded Residences ให้ตอบโจทย์ความต้องการด้าน Well-being สร้างสุขภาพกายและใจ และเป็นสังคมที่ดีสำหรับคนทุกช่วงวัย (Multi-generational Living Concept) ซึ่งเป็นเทรนด์ที่กำลังเติบโตในประเทศไทยและทั่วโลก โดยสานต่อเสน่ห์ของหัวหินบนพื้นที่ต้นกำเนิดของ Dusit Resort & Polo Club ที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก”

โดยณัฐภาณุ์ได้เปิดเผยถึงรายละเอียดของโครงการเพิ่มเติมว่า ดุสิต อจารา หัวหิน ตั้งอยู่บนพื้นที่ 20 ไร่ ซึ่งเดิมเคยเป็นสนามโปโลภายในบริเวณของโรงแรมดุสิตธานี หัวหิน มาก่อน ทั้งนี้โครงการผ่านการวางผังโครงการในแบบ Low Rise, Low Density มีจำนวนทั้งสิ้น 96 ยูนิต ประกอบด้วย 7 อาคาร แบ่งเป็นอาคารสูง 3 ชั้น และ 6 ชั้น เริ่มตั้งแต่ 1 ห้องนอน พื้นที่ 66-88 ตร.ม., 2 ห้องนอน พื้นที่ 115-156 ตร.ม., 3 ห้องนอน พื้นที่ 180 ตร.ม. และเพนท์เฮ้าส์ ขนาดพื้นที่ 300 ตร.ม. ซึ่งมีเพียง 4 ยูนิต ทั้งนี้ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 14 ล้านบาท โดยราคาต่อตารางเมตรจะอยู่ราวๆ 250,000 – 270,000 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งเป็นราคาเฉลี่ยของ Branded Residences ในแถบหัวหิน ตัวโครงการมีการวางคอนเซ็ปต์ของพื้นที่สีเขียวที่มีขนาดใหญ่กว่า 60% ให้สามารถเชื่อมต่อเข้ากับธรรมชาติขนาดใหญ่ ภายใต้แนวคิดของ “Bridging Oasis” เสมือนการเชื่อมต่อและการเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติตลอดช่วงเวลาพักผ่อน

สำหรับการวางกลุ่มอาคารได้มีการคำนึงถึงเรื่อง Cross Ventilation และ Universal Design และการเสริมสร้าง Sustainable Living ทั้งในแง่ของการเลือกวัสดุที่ดูแลรักษาง่าย เหมาะกับทุกช่วงวัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมเลือกสีสันตามธรรมชาติสอดรับกับผืนธรรมชาติอย่างกลมกลืน สำหรับภายในแต่ละยูนิตถูกออกแบบเป็น Fully Fitted โดยดีไซน์ให้มีหน้ากว้าง (Wide Frontage) เพื่อเปิดรับแสงและลมธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ สามารถแบ่งพื้นที่ใช้สอยเพื่อรองรับความต้องการหลากหลายรูปแบบ ทั้งพื้นที่ที่สมาชิกสามารถใช้เวลาร่วมกัน “Multi-generational Sharing Space” พื้นที่กึ่งกิจกรรมส่วนตัว “Semi-private Space” และพื้นที่ส่วนตัว “Private Area” มาพร้อมระเบียงขนาดใหญ่ที่มอบวิวทิวทัศน์และการสัมผัสธรรมชาติที่แตกต่างกันจากฟอร์มและพันธุ์ไม้นานาชนิดโดยพื้นที่ชั้น 1 จะมี Private Garden เป็นของตัวเอง นอกจากนี้ ยังมียูนิตพิเศษอย่าง Penthouse ที่มอบวิวทัศน์แบบ Sea View และฟังก์ชั่นการ Combine Unit ที่สามารถเชื่อมต่อขยายพื้นที่ห้องเข้าด้วยกัน เพื่อรองรับความต้องการของแต่ละครอบครัวได้อย่างยืดหยุ่น ทั้งนี้จะมีการเริ่มการก่อสร้างในปี 2026 และแล้วเสร็จในปี 2028

ด้าน ศิรเดช โทณวณิก รองประธานฝ่ายพัฒนาธุรกิจโรงแรม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “สำหรับโครงการดุสิต อจารา หัวหิน คือ การต่อยอดความเชี่ยวชาญและประสบการณ์มากกว่า 75 ปี ในวงการโรงแรมและการบริการระดับโลก โดยนำหัวใจของการบริการด้วยความเข้าใจ จริงใจ และใส่ใจ มาผสมผสานเข้ากับการออกแบบที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดของการพักอาศัย เพื่อให้ทุกเจเนอเรชันในครอบครัวได้รับความสะดวกสบายและความสุขที่แท้จริง ด้วยบริการในรูปแบบ Branded Residences ซึ่งนับเป็นจุดเเกร่งเพียงโครงการเดียวในหัวหินที่มอบประสบการณ์การใช้ชีวิตที่เหนือกว่า กับ The Only Thai Branded Residence อาทิ บริการ Concierge ส่วนตัวที่พร้อมช่วยเหลือทุกความต้องการตลอด 24 ชั่วโมง บริการทำความสะอาดในห้องพักและดูแลพื้นที่ส่วนกลางอย่างมืออาชีพ ไปจนถึงบริการเสริมที่ครอบคลุม ตั้งแต่การบริการ Room Service การบริการเชฟส่วนตัวและจัดงานเลี้ยงในบ้าน การบริการรถรับ-ส่ง พร้อมทั้งกิจกรรมพิเศษเพื่อสร้างความสัมพันธ์และคุณภาพชีวิต อาทิ การเรียนทำอาหาร ศิลปะ งานฝีมือ ออกกำลังกายโยคะ ไทชิ และเรียนรู้เรื่องการทำเกษตรแบบยั่งยืนในฟาร์มออร์แกนิค นอกจากนี้ ยังมอบความเหนือระดับด้วยสิทธิพิเศษให้แก่ลูกบ้าน ด้วยสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก Dusit Gold ระดับแพลตินัม ที่รองรับการใช้บริการโรงแรมในเครือดุสิตทั่วโลก”

ทั้งนี้ โครงการดุสิต อจารา หัวหิน ได้มืออาชีพอย่าง บริษัท พี ไอ เอ อินทีเรีย จำกัด (PIA) มาดูแลเรื่องการออกแบบตกแต่งภายในโดยเฉพาะ ซึ่ง ภฤศธร สกุลไทย Senior Partner บริษัท พี ไอ เอ อินทีเรีย จำกัด (PIA) กล่าวว่า นับเป็นโจทย์ที่ท้าทายความสามารถในการดีไซน์พื้นที่ขนาดใหญ่ของแต่ละยูนิตให้มีเอกลักษณ์และความแตกต่างไม่เหมือนกัน เพื่อสร้างสรรค์ที่พักอาศัยในรูปแบบ Multi-generational Living โดยการออกแบบพื้นที่ภายในคำนึงถึงความต้องการและการใช้งานที่หลากหลายของคนทุกช่วงวัย รวมทั้งได้คำนึงถึงการออกแบบที่เป็นไปตามคอนเซ็ปของ Universal Design ทำให้สามารถแบ่งฟังก์ชั่นการใช้งานได้หลากหลาย แบ่งเป็น พื้นที่ที่สมาชิกสามารถใช้เวลาร่วมกัน “Multi-generational Sharing Space” ประกอบไปด้วย ห้องนั่งเล่น ห้องรับประทานอาหาร ห้องครัว เพื่อให้สมาชิกใช้เวลาและทำกิจกรรมร่วมกัน พื้นที่กึ่งกิจกรรมส่วนตัว “Semi-private Space” จะเป็นพื้นที่ทางเข้ายูนิตโดยสามารถ เลือกที่จะเปิดโล่งรับลมเป็น Semi-outdoor ร่วมกับพื้นที่ส่วนของเซอร์วิสต่างๆ เช่น Storage และ Helper’s room เป็นต้น และ Private area พื้นที่ส่วนตัวที่สุดที่มอบประสบการณ์แห่งการพักผ่อนกับ Master bedroom และห้องนอนอื่นๆ

นอกจากนี้ ยังเพิ่มตัวเลือกสำหรับการ combine ยูนิตที่สามารถเชื่อมพื้นที่ห้องนั่งเล่นให้ใหญ่ขึ้นรองรับกิจกรรมของทุกเจน การเพิ่มฟังก์ชั่น connecting door เพื่อเชื่อมโยงที่พักอาศัยและยังคงความเป็นส่วนตัวสำหรับครอบครัวใหญ่ หรือปรับเปลี่ยน Pantry เป็น Asian  Kitchen รองรับการใช้ชีวิตจริงได้อย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับการเลือกใช้วัสดุภายในทีมงานคำนึงถึงการใช้งานจริงในระยะยาว ทำให้เกณฑ์ในการเลือกวัสดุระดับพรีเมี่ยมที่ตอบสนองเรื่องความแข็งแรงทนทาน เรียบหรู ดูแลรักษาง่าย อาทิ ไม้ กระเบื้อง หรือหิน แต่ผสมผิวสัมผัสให้หลากหลาย เพื่อสร้างมิติและความกลมกลืนอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมทั้งต้องมอบฟังก์ชั่นที่ใช้งานได้จริง และเป็นมิตรกับทุกคนในครอบครัว อาทิ พื้นกันลื่น และวัสดุที่ปลอดภัยลดสารระเหย เป็นต้น

สำหรับการวางผังโครงการได้มีการจัดวางยูนิตแบบ 2-Bedroom ไว้ที่หัวมุมของอาคารเพื่อเปิดรับวิวทั้ง 2 ด้าน และ Penthouse บริเวณพื้นที่บริเวณชั้น 5 และ 6 ของอาคาร ซึ่งสามารถมองเห็นวิวทะเลหัวหินและปลายขอบฟ้าได้

ในส่วนของ Sales Gallery ที่มีการเปิดตัวล่าสุดนั้น ณัฐภาณุ์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “เราได้สร้างสรรค์ Dusit Ajara Hua Hin Sales Gallery ของโครงการดุสิต อจารา หัวหิน เพื่อสะท้อนความหรูหราผ่านแนวคิด Multi-generational Living ที่พักอาศัยที่ดีที่สุดบนทำเลศักยภาพของหัวหิน โดยได้ดำเนินการก่อสร้างอาคารจริงเพื่อจัดแสดงห้องตัวอย่างจำนวน 2 ยูนิต ประกอบด้วย ห้องแบบ 1 ห้องนอน 88 ตารางเมตร  และ 2 ห้องนอน 156 ตารางเมตร ภายในพื้นที่ได้ตกแต่งในสไตล์เรียบหรู Timeless  ที่เน้นการใช้สี Earth Tone ผ่านการใช้วัสดุของไม้ หรือวัสดุเทียบสีไม้ ให้ความรู้สึกอบอุ่นของความเป็นบ้าน และการเลือกใช้สีครีมขาวหรือสีโทนเทาอ่อนอมน้ำตาล เพื่อเพิ่มความสว่าง สงบ โปร่งสบายให้พื้นที่บริเวณ Multi-generational Sharing Space เป็นต้น พร้อมทั้งสอดแทรกเรื่องราวการใช้ชีวิตสไตล์หัวหินที่ถูกรองรับด้วยการบริการ Branded Residences เพื่อให้ผู้ที่เข้าเยี่ยมชมสามารถสัมผัสบรรยากาศจริงของพื้นที่ และประสบการณ์ของที่พักอาศัยที่ออกแบบอย่างประณีตในทุกรายละเอียดของโครงการ ดุสิต อจารา หัวหิน สนนราคา เริ่มต้น 14 ล้านบาท”

Branded Residences: เทรนด์อสังหาฯ ระดับพรีเมียมที่เติบโตทั่วโลก

ทั้งนี้ข้อมูลจาก CBRE Global รายงานว่า “Branded Residences ไม่เพียงเป็นเครื่องมือในการสร้างรายได้ให้กับโครงการอสังหาริมทรัพย์ แต่ยังเป็นการนำจุดแข็งของแบรนด์ ทั้งในด้านคุณภาพ การออกแบบ และการบริการระดับพรีเมียม มายกระดับประสบการณ์การอยู่อาศัย และสร้างมูลค่าเพิ่มให้โครงการได้สูงถึง 25-30% อีกด้วย ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นได้จากการเติบโตของตลาดในแต่ละภูมิภาคทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเอเชีย-แปซิฟิก (เติบโต 36%) EMEA หรือยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา (เติบโต 77%) รวมถึงทวีปอเมริกา (เติบโต 46%) ซึ่งต่างก็มีอุปสงค์ต่อโครงการลักษณะนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “ภูเก็ต” ครองอันดับ 1 ของ 10 เดสติเนชันที่ได้รับความนิยมในการพัฒนา Branded Residences ตามด้วยมะนิลา กรุงเทพฯ กัวลาลัมเปอร์ พัทยา ดานัง ฮาลองเบย์ เซบู ปีนัง และหัวหิน” ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของเมืองตากอากาศอย่างหัวหิน ที่ยังคงเป็นหมุดหมายสำคัญในการดึงดูดการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับไฮเอนด์ ที่มาพร้อมแบรนด์และมาตรฐานการบริการในระดับโลก