“ยางรัก” ถือเป็นหัวใจสำคัญของงานเครื่องเขิน งานลงรักปิดทอง เครื่องรัก หรือการซ่อมชามทองแบบ Kintsukiหากไม่มีวัตถุดิบนี้งานหัตถศิลป์เน้นความเงางามและคงทนระดับร้อยปีคงเกิดขึ้นไม่ได้ ยางรักถูกใช้ในงานหัตถศิลป์เพราะตัวยางรักจะกลายเป็นฟิล์มที่แข็งแกร่ง ทนต่อกรด ด่าง ความร้อน และกันน้ำได้อย่างดี
มูลค่าตลาดหัตถกรรมไทยอยู่ที่ประมาณ 3.63 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.3 แสนล้านบาท มีการคาดการณ์ว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 9.72% ต่อปี และข้อมูลจาก SACIT ยังระบุว่า ในปี 2567 มูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมไทยรวมสูงถึง 379,198.64 ล้านบาท ตลาดหลักคือ สหรัฐอเมริกา อาเซียน และยุโรป
กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้สูงสุดจากข้อมูลสถิติการส่งออกและจำหน่าย ได้แก่ เครื่องเงินและเครื่องทอง เครื่องประดับและอัญมณี เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน ผ้าทอมือและสิ่งทอ
สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย หรือ SACIT ผนึกกำลังภาคีเครือข่าย เร่งเดินหน้ายกระดับวัตถุดิบต้นทางสู่สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ เพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศหัตถกรรมไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยปักหมุดในพื้นที่นำร่อง ที่ อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ดินแดนแห่งขุมทรัพย์ภูมิปัญญาที่ซ่อน “ยางรัก” วัตถุดิบล้ำค่าซึ่งเป็นหัวใจของงานศิลปหัตถกรรมไทยมาอย่างยาวนาน

SACIT เร่งขับเคลื่อนภารกิจฟื้นฟูระบบนิเวศยางรักไทยอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบและวางรากฐานการสืบสานงานหัตถกรรม “เครื่องรัก” ให้สามารถต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
ยางรักไทย ถือว่าเป็นต้นน้ำแห่งภูมิปัญญาของวงการหัตถศิลป์ของไทย เป็นโอกาสใหม่ของช่างฝีมือในแง่มุมเศรษฐกิจ และยกระดับความสามารถในการแข่งขันบนเวทีสากล
ผศ.ดร. อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย มีแนวคิดที่จะปรับแนวทางการส่งเสริมที่เน้นปลายน้ำ ไปสู่การให้ความสำคัญที่ต้นน้ำ หรือวัตถุดิบและรากฐานของงานหัตถศิลป์อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะงานเครื่องรัก
“SACIT ต้องการขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทยให้เติบโตได้อย่างมั่นคงในเชิงเศรษฐกิจและความสามารถด้านการแข่งขันในระดับสากล โดยปรับแนวทางจากการส่งเสริมที่เน้น “ปลายน้ำ” หรือผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป สู่การให้ความสำคัญกับ “ต้นน้ำ” หรือวัตถุดิบและรากฐานของงานหัตถศิลป์อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะงานเครื่องรัก ซึ่งเป็นงานหัตถศิลป์ทรงคุณค่าที่กำลังเผชิญความเสี่ยงจากการขาดแคลนวัตถุดิบและการเลือนหายขององค์ความรู้”

ปัจจุบันยางรักจากธรรมชาติมีปริมาณลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ทักษะการเก็บเกี่ยวและการใช้ประโยชน์กำลังสูญหาย หากไม่เร่งฟื้นฟูอย่างจริงจัง อาจกระทบต่อความต่อเนื่องของงานหัตถศิลป์ไทยในอนาคต
“ด้วยเหตุนี้ SACIT ในฐานะหน่วยงานหลัก จึงเร่งบูรณาการความร่วมมือกับภาคีสำคัญ อาทิ กรมป่าไม้ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อสร้าง “ระบบนิเวศหัตถกรรม” ให้ครบวงจร ตั้งแต่การสร้างแรงจูงใจให้เกิดการปลูกต้นรัก การพัฒนาศักยภาพวัตถุดิบต้นทาง ไปจนถึงการส่งเสริมช่างฝีมือรุ่นใหม่ เพื่อให้หัตถศิลป์ไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในทุกมิติ
ยางรักไม่ได้เป็นเพียงหัวใจของงานเครื่องเขิน แต่ยังเป็นรากฐานของงานประณีตศิลป์ไทยหลากหลายแขนง ตั้งแต่การลงรักปิดทอง งานลายรดน้ำ งานหัวโขน ไปจนถึงการบูรณะศาสนสถานสำคัญ การฟื้นฟูต้นรักในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงการรักษาอาชีพช่างฝีมือ แต่คือการปกป้องอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาติ และสร้างรากฐานให้ภูมิปัญญาไทยสามารถเติบโตต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน”
การเสริมความแข็งแกร่งให้กับต้นน้ำยางรัก SACIT ได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร โดยเฉพาะกับกรมป่าไม้ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนงานวิจัยและอนุรักษ์ทรัพยากรควบคู่กับการสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น

ด้านพิศุทธิ์ ลักษวุธ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ หัวหน้าโครงการอนุรักษ์ต้นรักและการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นในการใช้ประโยชน์จากยางรักอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า อำเภออมก๋อยนับเป็น 1 ใน 5 แหล่งผลิตน้ำยางรักคุณภาพสูงของประเทศ โดยมีมูลค่าสูงไม่น้อยกว่ากิโลกรัมละ 1,500 บาท อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลวิจัยพบว่า แม้จะมีต้นรักขนาดใหญ่จำนวนมาก แต่กลับมี “ไม้หนุ่ม” ที่สามารถให้ผลผลิตได้อย่างเหมาะสมในสัดส่วนที่จำกัด อันเป็นผลจากปัญหาไฟป่าและข้อจำกัดด้านการขยายพันธุ์ ซึ่งต้องอาศัยการเพาะเมล็ดและการดูแลอย่างใกล้ชิด ในขณะเดียวกัน กรมป่าไม้ยังได้ผลักดันการใช้พระราชบัญญัติป่าชุมชน เพื่อเปิดโอกาสให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่คนรุ่นใหม่ผ่านระบบการศึกษาและการทำงานร่วมกับศาสนสถานในพื้นที่
บทบาทของ SACIT คือการเข้ามาต่อยอดต้นน้ำสู่มูลค่า โดยได้สนับสนุนการต่อยอดองค์ความรู้ผ่านวิสาหกิจชุมชนจัดการยางรักอมก๋อยอย่างยั่งยืน โดยนำภูมิปัญญาของชาวกะเหรี่ยงบ้านแม่ต๋อมมาพัฒนาเป็นต้นแบบการจัดการทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านเทคนิคการเจาะกรีดยางรักที่ต้องอาศัยความชำนาญเฉพาะทาง เพื่อให้ได้ปริมาณน้ำยางที่เหมาะสมโดยไม่ทำลายเนื้อไม้ รวมถึงการเลือกช่วงเวลาเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมในฤดูฝน ควบคู่กันนี้ยังมีการนำนวัตกรรมจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มาใช้ในกระบวนการผลิต

โดยเฉพาะเครื่องเหวี่ยงแยกน้ำออกจากยางรัก เพื่อให้ได้น้ำยางเข้มข้นคุณภาพสูงตามมาตรฐาน ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์จากวิสาหกิจชุมชนสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและจำหน่ายได้ในราคาที่เหมาะสม โดย SACIT ได้สนับสนุนช่องทางการตลาดผ่านการนำผลิตภัณฑ์เข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายในงาน “อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 17” ซึ่งจะจัดขึ้น ณ วันที่ 22 – 26 เมษายน 2569 ณ ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ กรุงเทพฯ เพื่อเชื่อมโยงต้นน้ำสู่ตลาดอย่างเป็นรูปธรรม
ต้นรัก เป็นต้นไม้ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ทั้งการเป็นหลักทรัพย์ในการค้ำประกันทางธุรกิจแล้ว ยังเป็นประตูเปิดสู่การเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม
“ต้นรัก ไม่ได้มีคุณค่าเพียงเชิงวัฒนธรรม แต่ยังสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ โดยจัดอยู่ในกลุ่มพืชที่สามารถขึ้นทะเบียนเป็นหลักประกันทางธุรกิจได้ ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด อาทิ การปลูกในพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ และการประเมินมูลค่าตามอายุของต้นไม้ ทั้งยังได้ร่วมผลักดันแนวคิด “ธนาคารต้นไม้” เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการปลูกต้นรักในระดับชุมชน ตามแนวพระราชดำริ “ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” ซึ่งไม่เพียงเป็นการสร้างมูลค่าในอนาคต แต่ยังสามารถต่อยอดสู่การสร้างรายได้ในรูปแบบคาร์บอนเครดิตได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น” อุทัย พิมพ์ไกร รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการสาขาภาคเหนือตอนบน ธ.ก.ส. อธิบาย

SACIT ได้นำร่องพื้นที่สำคัญ 4 จังหวัดในภาคเหนือ คือ เชียงใหม่ เชียงราย น่าน และสุโขทัย เพื่อขับเคลื่อนการสนับสนุนทั้งด้านเงินทุน การสร้างมูลค่าแบรนด์ มุ่งยกระดับวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ชุมชน สู่การเป็น Product Champion ของพื้นที่ และสามารถแข่งขันได้ในตลาดระดับสากล โดยในระยะต่อไป SACIT ยังเตรียมผลักดัน “งานเครื่องรัก” สู่การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติร่วมกับ UNESCO เพื่อเพิ่มมูลค่าเชิงวัฒนธรรมควบคู่กับมูลค่าทางเศรษฐกิจ และยกระดับภาพลักษณ์หัตถศิลป์ไทยบนเวทีโลก
“SACIT ทำหน้าที่เป็น ‘นักปั้น’ ที่เชื่อมโยงทรัพยากร ภูมิปัญญา และกลไกทางเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ทำให้งานหัตถศิลป์ไทยไม่เพียงคงอยู่ แต่เติบโตอย่างมีศักยภาพในโลกปัจจุบัน การขับเคลื่อนครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการอนุรักษ์ หากคือการวางรากฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่สร้างความมั่นคงให้ชุมชน และขับเคลื่อนหัตถศิลป์ไทยสู่ความยั่งยืนในระยะยาว” ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ทิ้งท้าย.
