เป็นประจำทุกปีที่จะมีการเผยผลสำรวจ 50 บริษัทที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานด้วยมากที่สุด หรือ Top 50 Companies in Thailand ซึ่งจัดทำโดยบริษัท เวิร์คเวนเจอร์ เทคโนโลจีส์ จำกัด (WorkVenture) หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดแรงงานและแบรนด์นายจ้างของเมืองไทย โดยการจัดอันดับดังกล่าวเป็นการสะท้อนความต้องการของตลาดแรงงานและชี้ทิศทางแรงงานไทยในแต่ละปี
สำหรับผลสำรวจของปี 2569 พบว่าปีนี้คนรุ่นใหม่เทคะแนนโหวตให้กับ “เอสซีจี” ยักษ์ใหญ่ของไทยที่ดำเนินธุรกิจหลักในกลุ่มซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เคมิคอลส์ และแพ็กเกจจิ้ง ให้เป็นบริษัทในฝันที่อยากร่วมงานด้วยมากที่สุด ตามมาด้วย “ปตท.” ครองอันดับ 2 และ “กูเกิล” ครองอันดับ 3 และยังมีอีก 47 องค์กร ที่ได้รับโหวตให้เป็นบริษัทในฝันของคนรุ่นใหม่
ความน่าสนใจของผลสำรวจปีนี้ คือ การเปลี่ยนแปลงลำดับอุตสาหกรรม โดยแชมป์ใหม่เป็นของกลุ่มเทคโนโลยี ที่มีบริษัทติดโพลมากที่สุดถึง 6 บริษัท ตามมาด้วยอันดับ 2 ได้แก่ กลุ่มพลังงาน และอันดับ 3 ได้แก่ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม จากเดิมในปี 2568 อันดับ 1 ได้แก่ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค อันดับ 2 ได้แก่ กลุ่มธนาคารและสถาบันการเงิน อันดับ 3 ได้แก่ กลุ่มบันเทิงและสื่อ
ไม่เพียงผลการจัดอันดับเท่านั้น แต่การสำรวจ 50 บริษัทที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานด้วยมากที่สุดที่ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 8 ยังสะท้อนความต้องการและทิศทางของตลาดแรงงานไทยที่น่าสนใจไม่แพ้กัน
จีรวัฒน์ ตั้งบวรพิเชฐ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านการสร้างแบรนด์นายจ้าง บริษัท เวิร์คเวนเจอร์ เทคโนโลจีส์ จำกัด และผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการวางกลยุทธ์แบรนด์นายจ้างให้กับองค์กรทั้งระดับประเทศและระดับโลก ฉายภาพรวมของตลาดแรงงานไทยจากการสำรวจของเวิร์คเวนเจอร์ ไว้ว่า องค์กรในไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากจำนวนแรงงานใหม่ที่ลดลง ตามอัตราการเกิดที่ลดลง จากเดิมที่ทุก 5 ปีจะมีแรงงานใหม่เข้าสู่ระบบราวๆ 5 ล้านคน แต่ปัจจุบันลดลงเหลือเพียง 3 ล้านคน ในขณะที่ความต้องการแรงงานในระบบยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้เกิดการแย่งชิงคนทำงานที่เข้มข้นมากขึ้น โดยคาดว่าในปี 2573 Gen Z จะเข้ามาอยู่ในตลาดแรงงาน 100% ซึ่งล้วนเป็นโจทย์ที่องค์กรต้องให้ความสำคัญ
สำหรับปี 2569 เป็นปีที่ตลาดแรงงานไทยเปลี่ยนผ่านจากยุคที่นายจ้างเป็นผู้เลือก ไปสู่ยุคที่ AI และการเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงภายในองค์กรเป็นตัวกำหนดว่าองค์กรจะมีตัวตนในสายตาของคนเก่ง (Talent) หรือไม่ และเป็นปีที่องค์กรต้องช่วงชิงความได้เปรียบเพื่อได้คนเก่งมาร่วมงาน โดยใช้ความจริงใจและเทคโนโลยีเป็นตัวช่วย

ทั้งนี้จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของเวิร์คเวนเจอร์ยังพบว่ามี 3 เทรนด์ที่องค์กรไทยต้องเร่งปรับตัว เพื่อดึงดูดและรักษาคนเก่งให้อยู่กับองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ข้อมูลและพฤติกรรมการทำงานเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
ซีอีโอต้องสวมบท CEO Branding
ซูเปอร์เทรนด์แรกที่มาแรงที่สุดในปี 2569 คือ ผู้นำขององค์กรต้องสื่อสารด้วยตัวเองและสวมหมวกเป็นผู้สร้างแบรนด์
“ยุคที่การสร้างภาพลักษณ์องค์กรเป็นหน้าที่ของฝ่ายทรัพยากรบุคคล หรือฝ่ายสื่อสารองค์กรเพียงอย่างเดียวได้สิ้นสุดลงแล้ว เนื่องจากคนเก่งรุ่นใหม่ต้องการทำงานกับผู้นำที่สามารถจับต้องได้ และมีวิสัยทัศน์ที่เชื่อถือได้จริง ซีอีโอจึงต้องทำหน้าที่เป็นผู้เล่าเรื่องที่สื่อสารเป้าหมายขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังจะเห็นได้จากกรณีศึกษาระดับโลกอย่าง Satya Nadella ของ Microsoft หรือ Brian Chesky ของ Airbnb ที่ใช้ช่องทางออนไลน์และสื่อสาธารณะสื่อสารวิสัยทัศน์ วัฒนธรรม และคุณค่าขององค์กรอย่างสม่ำเสมอ ปรากฏการณ์นี้ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ ความโปร่งใส และแรงดึงดูดของ Employer Brand”
พนักงานคืออินฟลูเอนเซอร์ตัวจริง
ซูเปอร์เทรนด์ที่สองที่ทรงพลังกว่าการโฆษณา คือ พลังเสียงของพนักงาน เพราะความน่าเชื่อถือของสื่อโฆษณาแบบเดิมจากองค์กรเริ่มลดลง และถูกแทนที่ด้วยความเชื่อมั่นในตัวคนทำงานจริงหรือเพื่อนร่วมงาน
“พนักงานคือสื่อที่ทรงอิทธิพลที่สุด รายงานจาก Khoros พบว่าเครือข่ายโซเชียลของพนักงานรวมกันใหญ่กว่าองค์กรถึง 10 เท่า และโพสต์ของบุคคลถูกมองเห็นมากกว่าของบริษัทหลายเท่าตัว พนักงานที่เล่าเรื่องจริงคือสิ่งที่ผู้สมัครเชื่อที่สุด ปี 2569 จะเป็นปีที่แบรนด์นายจ้างต้องสร้างระบบสนับสนุนให้พนักงานเล่าเรื่องด้วยความภาคภูมิใจ เรื่องนี้เห็นได้จากแบรนด์ระดับโลกอย่าง Adobe ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากจากโปรแกรม Adobe Life ที่ให้พนักงานบอกเล่าชีวิตการทำงานจริง หรือ Hootsuite ที่พบว่า 94% ของการเข้าถึงแบรนด์นายจ้างมาจากการบอกเล่าของพนักงาน”
สิ่งนี้ทำให้แพลตฟอร์มอย่าง TikTok กลายเป็นสมรภูมิหลักในการสื่อสาร โดยเนื้อหาที่ได้รับความนิยมจะไม่ใช่คลิปขององค์กรที่นำเสนอภาพลักษณ์ที่ดูดี แต่เป็นคลิปที่สะท้อนชีวิตการทำงานจริงแบบ Day in the Life หรือเบื้องหลังการทำงานที่เรียลและจริงใจที่ถ่ายโดยพนักงาน เพื่อสร้างความผูกพันและดึงดูดคนรุ่นใหม่
AI คือผู้ตัดสินว่าใครจะได้คนเก่งผ่าน Generative Employer Branding
ซูเปอร์เทรนด์สุดท้ายที่ถือว่าล้ำสมัยและน่าจับตามองที่สุด คือ AI & Generative Employer Branding (GEO) ซึ่งเป็นการข้ามพ้นยุคของการทำ SEO (Search Engine Optimization) ไปสู่ยุค GEO ที่ต้องทำให้อัลกอริทึมของ AI รู้จักองค์กร
จีรวัฒน์เน้นย้ำว่าพฤติกรรมการค้นหางานของผู้สมัครในปี 2569 จะไม่ค้นหางานแบบเดิม แต่จะเริ่มต้นจากการตั้งคำถามกับ AI เช่น ChatGPT หรือ Gemini ว่าทำงานที่บริษัท X เป็นอย่างไร หรือบริษัท X เทียบกับบริษัท Y อย่างไร ทำให้ AI กลายเป็นประตูหน้าของภาพลักษณ์นายจ้างโดยตรง
งานวิจัยของ Edelman คาดว่า การค้นหาผ่านระบบตอบคำถามด้วย AI จะเพิ่มขึ้นกว่า 50% ภายในปี 2571 พบว่าข้อมูลที่ AI ดึงไปตอบมักมาจากเว็บไซต์ Career ข่าวองค์กร และการรีวิวของพนักงาน ดังนั้น องค์กรที่ไม่ทำ GEO จะเสี่ยงต่อการที่ AI ตอบข้อมูลผิดหรือไม่ครบอาจทำให้ภาพลักษณ์นายจ้างเสียหายได้ หากองค์กรไม่มีการจัดระเบียบข้อมูลให้ AI เข้าใจ หรือไม่มีการรีวิวที่ดีของพนักงาน AI ก็จะไม่แนะนำบริษัทนั้นให้ผู้สมัคร องค์กรจึงจำเป็นต้องปรับปรุงเนื้อหาบนเว็บไซต์สมัครงานให้เป็นมิตรกับ AI และส่งเสริมให้เกิดการรีวิวเชิงบวกจากพนักงาน
จีรวัฒน์เน้นย้ำว่า ทั้ง 3 เทรนด์ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่องค์กรควรให้ความสำคัญ เพื่อดึงดูดคนเก่งเข้าสู่องค์กร และนำไปสู่ความได้เปรียบในโลกธุรกิจ พร้อมทิ้งท้ายไว้ว่า
“บทสรุปจากการจัดอันดับ 50 บริษัทที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานด้วยมากที่สุดในปีนี้เป็นมากกว่าการมอบรางวัล แต่เป็นสัญญาณให้ทุกองค์กรตื่นตัวว่าวิธีการแบบเดิมๆ ในการดึงดูดและรักษาคนเก่งให้อยู่กับองค์กรใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป องค์กรใดที่ผู้นำไม่สื่อสาร พนักงานไม่มีความภูมิใจจนอยากบอกต่อ องค์กรที่ไม่มีตัวตนชัดเจนในโลกของ AI จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และค่อย ๆ เลือนหายไปจากความสนใจของคนเก่งในปีนี้”.
