วันเสาร์, มิถุนายน 20, 2026
Home > Cover Story > เปิดวิสัยทัศน์ “พชรกฤษฏิ์ ชื่นชม” กับการเป็นสะพานเชื่อมเงินทุนโลกสู่เศรษฐกิจไทย

เปิดวิสัยทัศน์ “พชรกฤษฏิ์ ชื่นชม” กับการเป็นสะพานเชื่อมเงินทุนโลกสู่เศรษฐกิจไทย

เรียกได้ว่าเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่น่าจับตาไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับ “พชรกฤษฏิ์ ชื่นชม” ประธานบริหาร บริษัท พชรกฤษฏิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ในฐานะ CEO ที่อายุน้อยที่สุดในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และสินเชื่อ ด้วยวัยเพียง 29 ปี ที่กำลังเดินหน้าเปลี่ยนเกมธุรกิจ จากผู้ให้บริการสินเชื่อในภาคอสังหาริมทรัพย์ สู่การเป็น Fund Management และที่ปรึกษาทางการเงินแบบครบวงจร ที่จะมาสร้างแรงกระเพื่อมให้กับวงการการเงินของประเทศไทย

ก่อนที่จะขึ้นแท่น CEO อายุน้อยที่ประสบความสำเร็จในแวดวงอสังหาริมทรัพย์และสินเชื่ออย่างในปัจจุบัน จุดเริ่มต้นของ “พชรกฤษฏิ์ ชื่นชม” ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าโรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะมีวัยเด็กที่ไม่สมบูรณ์ ทำให้เขาต้องทำงานสารพัดเพื่อจุนเจือครอบครัวและหาเงินส่งตัวเองเรียนมาตั้งแต่เด็ก กระทั่งได้รับโอกาสก้าวเข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในฐานะนายหน้าในวัยยังไม่ถึง 20 ปี ซึ่งนั่นถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในการเข้าสู่วงการสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์

พชรกฤษฏิ์ค่อยๆ สั่งสมประสบการณ์จากโอกาสที่ได้รับ และเริ่มเห็นถึงช่องว่างและอุปสรรคที่เจ้าของกิจการต้องเจอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่เผชิญปัญหาการขาดสภาพคล่องและการเข้าถึงสินเชื่อ นั่นทำให้เขาตัดสินใจก่อตั้ง “บริษัท พชรกฤษฏิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด” ในฐานะผู้ให้บริการด้านสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการให้ไปต่อได้ ในวัยเพียง 21 ปี

“เราไม่ได้แค่มอบสินเชื่อ แต่เรามอบโอกาสให้ธุรกิจไปต่อได้” เป็นประโยคที่พชรกฤษฏิ์มักกล่าวอยู่เสมอ เมื่อพูดถึงบทบาทของ บริษัท พชรกฤษฏิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ในโลกธุรกิจ โดย พชรกฤษฏิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จะทำหน้าที่เป็น “ที่ปรึกษาทางการเงิน” และ “ผู้ส่งมอบโอกาส” ให้แก่กลุ่ม SME ที่ขาดสภาพคล่องให้สามารถกลับมาฟื้นตัวและขับเคลื่อนธุรกิจต่อได้อย่างแข็งแกร่ง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลไกในการช่วยผลักดันเศรษฐกิจไทยในภาพรวม

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พชรกฤษฏิ์ พร็อพเพอร์ตี้ สามารถสร้างการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับผู้ประกอบการได้อย่างต่อเนื่อง และผลักดันให้ธุรกิจของพชรกฤษฏิ์ พร็อพเพอร์ตี้ เติบโตขึ้นด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2568 ซึ่งเป็นปีที่พชรกฤษฏิ์ใช้คำว่า “เปลี่ยนชีวิต” เขาอีกครั้ง

“พชรกฤษฏิ์ พร็อพเพอร์ตี้ อยู่ในธุรกิจให้บริการด้านสินเชื่อภาคอสังหาริมทรัพย์มา 7 ปี แต่ปี 2568 เรียกว่าเป็นปีที่เปลี่ยนชีวิตผมเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นปีที่มีการเติบโตเกินกว่าที่คาดไว้ เราให้บริการด้านการทำโครงสร้างทางการเงิน (Structured Finance) และให้คำปรึกษาทางการเงินให้กับลูกค้าไปแล้ว 278 ราย ครอบคลุมทั้งกลุ่มลูกค้าประเภทบุคคล และประเภทนิติบุคคล รวมถึงบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งมูลค่าของสินเชื่อรวมที่ผ่านมาอยู่ที่ 33,789,000,000 ล้านบาท”

สำหรับปัจจัยที่ทำให้ภาพรวมของธุรกิจเติบโตขึ้นในช่วงปี 2568 นั้น มาจากการพัฒนาโครงสร้างธุรกิจของบริษัทที่เพิ่มความยืดหยุ่นและรองรับความต้องการของลูกค้าในแต่ละระดับ ตั้งแต่การให้สินเชื่อแบบดั้งเดิม ไปจนถึงการจัดโครงสร้างทางการเงินที่มีความซับซ้อน

นั่นทำให้ธุรกิจหลักของ พชรกฤษฏิ์ พร็อพเพอร์ตี้ ครอบคลุมทั้ง 1. สินเชื่อโครงการอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบ Project Finance เพื่อสนับสนุนกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 2. สินเชื่อแบบ Structured Finance หรือการออกแบบโครงสร้างทางการเงินเฉพาะตัว (Tailor-made Financial Service) ให้กับผู้ประกอบการแต่ละราย ซึ่งมีความต้องการและความจำเป็นที่แตกต่างกัน 3. การรับจำนำหุ้น (Pledge) โดยการนำหุ้นมาเป็นหลักประกันวงเงินสินเชื่อ และ 4. สินเชื่อสัญญาจ้างงาน (MOU Loan) เป็นสินเชื่อที่ออกแบบมาสำหรับผู้รับเหมาหรือผู้รับจ้าง โดยนำสัญญามาเป็นหลักประกัน

พชรกฤษฏิ์เผยว่าแนวทางดังกล่าวสะท้อนถึงการปรับตัวเชิงกลยุทธ์ของบริษัท จาก “ผู้ให้สินเชื่อ” ไปสู่ “พันธมิตรทางการเงินและการลงทุน” ซึ่งจะทำให้เกิดการแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด และตอบโจทย์ผู้เข้ามารับบริการมากขึ้น

“เรามีฐานลูกค้ากลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และกลุ่มธุรกิจโรงแรมชั้นนำของประเทศ ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของพอร์ต Project Finance และ Structured Deal ในปีนี้ที่ให้บริการรวมแล้วกว่า 24 ราย ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างพอร์ตสินเชื่อมูลค่าสูง และเป็นรากฐานที่จะช่วยต่อยอดธุรกิจทางด้านการเงินต่อไป”

ไม่เพียงเท่านั้น พชรกฤษฏิ์ พร็อพเพอร์ตี้ ยังทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ระหว่างผู้ซื้อหรือนักลงทุนกับผู้ขายหรือเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ โดยในปี 2568 บริษัทฯ ได้ปิดดีลซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ไปแล้ว 16 ราย มูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท

“ปัญหาใหญ่ของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันคือไม่สามารถขายอสังหาริมทรัพย์ที่มีอยู่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอนโดมิเนียมที่ขายยากมาก เกิดปัญหาสต๊อกจม เงินลงทุนจม ต้องแบกรับต้นทุน พชรกฤษฏิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จึงได้เข้าไปสนับสนุนและทำให้เกิดการซื้อขายในกลุ่มคอนโดมิเนียมที่เป็นโครงการระดับกลาง-บน จนถึงระดับลักชัวรีไปแล้วคิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 7,800 ล้านบาท”

สำหรับในปี 2569 พชรกฤษฏิ์ พร็อพเพอร์ตี้ ยังได้ประกาศกลยุทธ์สำคัญ ด้วยการผนึกกำลังกับกองทุนและสถาบันการเงินในต่างประเทศทั้งจากสิงคโปร์และฮ่องกง รวมถึงกลุ่ม Family Office นักลงทุนที่มีศักยภาพเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ ซึ่งพชรกฤษฏิ์กล่าวว่าความร่วมมือที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การดึงดูดเม็ดเงินเพื่อการลงทุนจากต่างประเทศเข้าสู่ประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านมาตรฐานการเงินระดับโลก ตลอดจนแนวคิดการบริหารความเสี่ยงและกลยุทธ์ Private Credit ที่บริษัทฯ นำมาปรับใช้กับผู้ประกอบการไทยจนได้รับการยอมรับ ซึ่งถือเป็นการเปิดประตูสู่แหล่งเงินทุนทางเลือกที่มีความยืดหยุ่นสูง และเหมาะกับโครงการที่ต้องการโครงสร้างทางการเงินเฉพาะตัว โดยคาดว่าจะสามารถระดมทุนได้มากกว่า 50,000 ล้านบาทในปี 2569

อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่จะเกิดขึ้นในปี 2569 คือ การขยายกลุ่มธุรกิจด้วยการจัดตั้งบริษัทในเครือเพิ่มขึ้นอีก 2 บริษัท ได้แก่ 1. บริษัท พชรกฤษฏิ์ เวลธ์ จำกัด เน้นการลงทุนในกลุ่มสตาร์ทอัป, SME และโครงการขนาดใหญ่ในรูปแบบ Joint Venture และ 2. บริษัท เดอะ คีย์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (THE KEY DEVELOPMENT CO., LTD.) โดยจับมือกับนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่าง “เพ็ญ สุขสมบูรณ์วงศ์” เพื่อพัฒนาโครงการวิลล่าหรูระดับ Super Ultra-Luxury และโรงแรมระดับ 6 ดาว ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2569 ทั้งในกรุงเทพฯ และภูเก็ต

“ด้วยกลยุทธ์นี้จะส่งผลให้ พชรกฤษฏิ์ พร็อพเพอร์ตี้ กรุ๊ป มุ่งสู่การเป็น Integrated Property & Investment Platform ที่ไม่เพียงสนับสนุนด้านเงินทุนเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระยะยาว ที่พร้อมสนับสนุนเงินทุนและเครือข่ายระดับสากล เพื่อสร้างมาตรฐานการให้บริการทางการเงินที่ครอบคลุมที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา” พชรกฤษฏิ์ ชื่นชม ประธานบริหารบริษัท พชรกฤษฏิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวทิ้งท้าย.