วันเสาร์, มิถุนายน 20, 2026
Home > Cover Story > HOKA ปูพรมเปิดสาขาในกรุงเทพฯ เมื่อรองเท้าสาย Performance บุกตลาด

HOKA ปูพรมเปิดสาขาในกรุงเทพฯ เมื่อรองเท้าสาย Performance บุกตลาด

ตลอดหลายปีมานี้ “การวิ่ง” ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในเมืองไทย เห็นได้จากจำนวนนักวิ่งที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเกิดการรวมตัวกันเป็น “รันนิ่ง คลับ” (running club) ที่มีมากมายหลายกลุ่ม รวมไปถึงงานแข่งวิ่งหลายรายการที่จัดขึ้นในเมืองไทย ทั้ง Amazing Thailand Marathon Bangkok 2025 (ATMB) งานวิ่งระดับโลกที่สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ด้วยจำนวนนักวิ่งรวมทั้งสิ้น 47,913 คน จาก 86 ประเทศทั่วโลก หรือ HOKA Chiangmai Thailand by UTMB 2025 ที่เปรียบเสมือนโอลิมปิกของการวิ่งเทรลที่จัดขึ้นที่เชียงใหม่ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักวิ่งเทรลทั่วโลกเช่นกัน

นอกจากการเติบโตของนักวิ่งและงานวิ่งแล้ว ธุรกิจที่เกี่ยวข้องและแบรนด์สินค้ากีฬาก็เติบโตไปพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบรนด์รองเท้าวิ่งที่เรียกได้ว่าคึกคักขั้นสุด เพราะแต่ละแบรนด์ล้วนเดินหน้าบุกตลาดกันอย่างเข้มข้น ที่น่าสนใจคือฝั่งของรองเท้าวิ่งสาย Performance อย่าง HOKA แบรนด์โปรดของใครหลายๆ คน ก็เดินหน้าบุกตลาดอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ทั้งรองเท้าวิ่งรุ่นใหม่ๆ ที่ทยอยออกสู่ตลาด และล่าสุดกับการเปิดตัวร้านใหม่ถึง 3 สาขาติดๆ กัน ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน

โดย HOKA ถือกำเนิดขึ้นในปี 2009 จากความตั้งใจของสองนักวิ่งเทรลชาวฝรั่งเศสอย่าง Nicolas Mermoud และ Jean-Luc Diard ที่ต้องการสร้างรองเท้าที่ ‘รองรับแรงกระแทกให้ได้สูงสุด แต่ยังคงประสิทธิภาพการวิ่งไว้ครบ’ โดยใช้ชื่อแบรนด์ว่า ‘HOKA One One’ (โฮก้า โอเน่ โอเน่) ที่มาจากภาษาเมารี แปลว่า ‘บินเหนือพื้นดิน’ ซึ่งสะท้อนปรัชญาของแบรนด์ที่ต้องการให้ทุกก้าวของนักวิ่งรู้สึกเบา คล่อง และก้าวข้ามพื้นที่ท้าทายได้อย่างมั่นใจ

ในช่วงเวลานั้นรองเท้าวิ่งแบบ Minimalist ที่เน้นความบางเบากำลังครองตลาด แต่ HOKA กลับเลือกเดินสวนทาง ด้วยการออกแบบสไตล์ Maximalist ที่ใช้พื้นโฟมหนาที่ช่วยซัปพอร์ตแรงกระแทกได้มากกว่ารองเท้าทั่วไป โดยเปิดตัวรองเท้ารุ่นแรกอย่าง HOKA Mafate ในปี 2010 พร้อมพื้นหนาแบบ Rocker Geometry ทำให้รองเท้ารุ่นนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนของนักวิ่งสายอัลตราและนักวิ่งที่ต้องการลดอาการบาดเจ็บจากการซ้อมระยะไกล ซึ่งได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีในวงการวิ่งสายอัลตรา ส่งให้ชื่อของ HOKA แพร่ไปอย่างรวดเร็ว และทำให้นักวิ่งทั่วไปเริ่มจับตามองความแปลกใหม่ของแบรนด์มากขึ้น

ปี 2013 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญเมื่อ Deckers Brands บริษัทรองเท้าสัญชาติอเมริกันเข้าซื้อกิจการ HOKA ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นสปริงบอร์ดที่ทำให้ HOKA เป็นที่นิยมทั้งในหมู่นักกีฬาอาชีพ คนดัง และคนเมืองที่มองหาความสบายและสไตล์ในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ แบรนด์ยังขยายผลิตภัณฑ์ไปสู่รองเท้าวิ่งถนน เทรล เดินป่า ฟิตเนส และไลฟ์สไตล์ โดยร่วมมือกับนักกีฬาและดีไซเนอร์ระดับโลก ทำให้แบรนด์มีบทบาทมากขึ้นทั้งในตลาดกีฬาและแฟชั่น และเติบโตไปทั่วโลก

เรฟ อิดิชั่น สร้างการเติบโตของ HOKA ในไทย

สำหรับในประเทศไทย HOKA เข้ามาทำการตลาดตั้งแต่ปี 2018 โดยมี บริษัท เรฟ อิดิชั่น จำกัด (REV Edition) เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย ซึ่งประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับจากนักวิ่งชาวไทยเป็นอย่างดีเช่นกัน

ถ้าดูในส่วนของบริษัท เรฟ อิดิชั่น จำกัด พบว่า ก่อตั้งขึ้นในปี 2543 จากความร่วมมือของ พรศักดิ์ ชินวงศ์วัฒนา และ พรินทร ติยะวุฒิโรจน์ ในฐานะผู้นำเข้าแบรนด์รองเท้ากีฬาและรองเท้าวิ่งระดับโลกทั้ง Teva, Saucony, Brooks, Leki, Under Armour, Oakley, Champion, Goodr, Kailas, National Geographic รวมถึง HOKA กระทั่งปี 2567 Central Retail Corporation (CRC) ได้เข้ามาถือหุ้น 75% ใน เรฟ อิดิชั่น ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการบุกตลาด Performance Sports อย่างเต็มตัวของ CRC และทำให้การขยายธุรกิจของ เรฟ อิดิชั่น เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเร่งเครื่องสร้างการเติบโตให้กับแบรนด์ HOKA ที่กำลังมาแรง

“ไม่กี่ปีที่ผ่านมา HOKA ได้กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์รองเท้าสายเพอร์ฟอร์แมนซ์ที่เติบโตเร็วที่สุดแบรนด์หนึ่ง และทันทีที่เข้ามาทำตลาดในไทย แบรนด์ได้ขยายตัวและเติบโตอย่างรวดเร็ว จากสาขาแรกที่เซ็นทรัลเวิลด์เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ปลายปีนี้เราเปิดเพิ่มอีก 3 สาขาในกรุงเทพฯ ทั้ง เอ็ม ควอเทียร์, สยาม เซ็นเตอร์ และเซ็นทรัล ลาดพร้าว นั่นทำให้ภายในสิ้นปี 2568 HOKA จะมีสาขาในไทยทั้งหมด 9 สาขา” พรศักดิ์ ชินวงศ์วัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรฟ อีดิชั่น จำกัด กล่าว

ส่วนปัจจัยที่ทำให้ HOKA ในเมืองไทยเติบโตอย่างรวดเร็วนั้น พรศักดิ์มองว่ามาจากเอกลักษณ์ของแบรนด์และนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ เพราะ DNA ของ HOKA คือการเป็นเพอร์ฟอร์แมนซ์แบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากความต้องการของนักวิ่งตัวจริง โดยใช้เทคโนโลยีที่เน้นรองรับแรงกระแทกและซัปพอร์ตเท้า เพื่อให้นักวิ่งมีความพร้อมและรู้สึกสบายในการสวมใส่ ที่พรศักดิ์มักใช้คำว่า “วิ่งแล้วต้องไม่ทรมานตัวเอง” และด้วยความใส่สบายของ HOKA บวกกับดีไซน์ของรองเท้าที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ HOKA ได้รับความนิยมเพื่อสวมใส่ในชีวิตประจำวันเช่นกัน ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้แบรนด์ประสบความสำเร็จในการขยายฐานตลาดและเติบโตอย่างรวดเร็ว

ไม่เพียงเท่านั้น การเติบโตของชุมชนนักวิ่งที่หลากหลายก็เป็นอีกหนึ่งแรงส่งสำคัญในการเติบโตของ HOKA ในเมืองไทยเช่นกัน

“การวิ่งและกลุ่มนักวิ่งในปัจจุบันมีความหลากหลายมาก ในอดีตภาพของนักวิ่งส่วนใหญ่จะจำกัดอยู่เพียงนักวิ่งถนนตามสวนสาธารณะ หรือกลุ่มที่เน้นการวิ่งเพื่อสมรรถนะความเป็นเลิศและทำลายสถิติส่วนตัว แต่ปัจจุบันวัฒนธรรมการวิ่งได้เปลี่ยนแปลงและขยายตัวออกไปอย่างเห็นได้ชัด สำหรับนักวิ่งถนนเอง ก็ไม่ได้มีเพียงการวิ่งเพื่อแข่งขันอีกต่อไป แต่ยังรวมถึงกลุ่มรันนิ่งคลับที่เน้นการเข้าสังคม การวิ่งในเมือง และการรวมตัวเพื่อพบปะสังสรรค์ เช่นเดียวกับที่เคยเห็นกลุ่มวัยรุ่นรวมตัวกันตามสถานบันเทิงยามค่ำคืน แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นการรวมกลุ่มในรันนิ่งคลับแทน และกิจกรรมสังสรรค์จากการกินดื่มก็เปลี่ยนเป็นการวิ่งที่ไปจบลงด้วยการดื่มกาแฟเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น นอกจากวิ่งถนนแล้ว อีกหนึ่งกระแสที่เติบโตอย่างรวดเร็วคือ ‘วิ่งเทรล’ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ซึ่ง HOKA มีผลิตภัณฑ์ที่พร้อมตอบสนองความต้องการของทุกกลุ่มที่กล่าวมา และยังเป็นผู้นำในแต่ละประเภทอีกด้วย จึงทำให้ HOKA เติบโตอย่างรวดเร็ว”

ทั้งนี้ HOKA ได้วางตำแหน่งของประเทศไทย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ทั้งในแง่ของการพัฒนารูปแบบร้านและการสร้างคอมมูนิตี้ของการวิ่ง โดยสาขาที่เปิดใหม่ทั้ง 3 สาขานั้น ล้วนมีคอนเซ็ปต์ที่แตกต่างกัน เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย

สำหรับสาขาเอ็มควอเทียร์เป็นลักษณะของคอนเซ็ปต์สโตร์ในย่านชอปปิ้ง ในขณะที่สาขาสยามเซ็นเตอร์ เป็น Hybrid Flagship Store ซึ่งถือเป็นแห่งแรกในไทยและมีขนาดใหญ่ที่สุด ด้วยพื้นที่รวมกว่า 312 ตร.ม. มีทั้งสินค้าเพอร์ฟอร์แมนซ์และไลฟ์สไตล์ เพื่อตอบโจทย์ทั้งกลุ่มนักกีฬาสายเพอร์ฟอร์แมนซ์ สายวิ่งถนน สายวิ่งเทรล และกลุ่มแฟชั่น มีสินค้าไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายกว่าร้านทั่วไปของ HOKA ซึ่งสอดคล้องกับการเติบโตของไลน์สินค้า ‘Performance meets Lifestyle’ ที่แบรนด์กำลังผลักดันอย่างจริงจัง ในขณะที่สาขาเซ็นทรัลลาดพร้าวใช้คอนเซ็ปต์เดียวกับสโตร์หลักของ HOKA ในไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อขยายการเข้าถึงแบรนด์ไปสู่ย่านชุมชนคนเมืองทางโซนเหนือของกรุงเทพฯ

“การเปิดสาขาที่สยามเซ็นเตอร์มีความสำคัญที่ยิ่งใหญ่กว่าแค่เรื่องยอดขาย แต่เป็นหมุดหมายที่ตอกย้ำความสำเร็จของแบรนด์ HOKA ในไทย เนื่องจากสยามเซ็นเตอร์อยู่คู่กับประเทศไทยมานานกว่า 50 ปี และเป็นผู้นำด้านแฟชั่นของเมืองไทย มีความพิเศษในการคัดเลือกแบรนด์ที่จะเข้ามา โดยเฉพาะการได้รับพื้นที่ด้านหน้าอาคาร (Fasade) ซึ่งมีเพียงไม่กี่แบรนด์เท่านั้น การที่ HOKA ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในแบรนด์ระดับ Top 4 ที่มีพื้นที่ Fasade บนหน้าบันไดสยามเซ็นเตอร์ ถือว่า HOKA ประสบความสำเร็จในไทยแล้ว”

พรศักดิ์ย้ำว่าการเปิดสาขาในช่วงปลายปีนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มจำนวนสาขา แต่เป็นการวางหมุดยุทธศาสตร์ให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายสำคัญของ HOKA ได้แบบแม่นยำและหลากหลายยิ่งขึ้น โดยการขยายสาขาในปีนี้ได้ถ่ายทอดทั้งแก่นของเพอร์ฟอร์แมนซ์และไลฟ์สไตล์ของ HOKA ออกมาได้ครบที่สุดเท่าที่เคยมีในไทย เพื่อเข้าถึงทั้งคนรุ่นใหม่ แฟนแฟชั่น นักวิ่ง และกลุ่ม Active Lifestyle

นอกจากการขยายสาขาแล้ว HOKA ยังใช้กลยุทธ์สร้างคอมมูนิตี้ของการวิ่ง เพื่อสร้างระบบนิเวศของการวิ่งและสร้างการเติบโตให้กับแบรนด์อีกด้วย โดย HOKA มีรันนิ่งคลับของตัวเองที่จัดกิจกรรมเกี่ยวกับการวิ่งมากกว่า 50 ครั้งต่อปี และมีนักวิ่งทุกระดับเข้าร่วมต่อครั้งราวๆ 50-200 คน รวมถึงการร่วมมือกับ CRC Sports ในการจัดกิจกรรมสำหรับนักวิ่ง อย่างล่าสุดคือการจัด HOKA Chiangmai Thailand by UTMB รายการวิ่งเทรลระดับโลกในสเกลที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในไทย และกำลังต่อยอดโมเดลนี้ไปยังสิงคโปร์และเวียดนาม เพื่อให้นักวิ่งได้สัมผัสประสบการณ์ระดับโลกใกล้บ้านมากขึ้น

สำหรับทิศทางในปี 2026 พรศักดิ์มองว่าจะเป็นปีที่น่าตื่นเต้นสำหรับ HOKA และวงการวิ่งรวมถึงการออกกำลังกายของไทย โดย HOKA มีแผนขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งการขยายสาขา การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ทั้งในสายรองเท้าเพอร์ฟอร์แมนซ์ เพื่อนักวิ่งมืออาชีพและนักวิ่งจริงจัง และขยายไลน์ ‘Performance meets Lifestyle’ ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อให้คนสามารถเลือก HOKA เป็นรองเท้าคู่ประจำวันได้ ไม่ว่าจะใช้วิ่ง ออกกำลังกาย ทำงาน หรือใช้ชีวิตในเมือง

“ในปี 2026 ทิศทางของ HOKA ชัดเจนมากว่า เราจะยังเป็นเพอร์ฟอร์แมนซ์แบรนด์ ที่หัวใจหลักคือเทคโนโลยีและการเคลื่อนไหว แต่ในขณะเดียวกัน เราจะขยายบทบาทของตัวเองให้กลายเป็นแบรนด์ที่เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของคนเมืองมากขึ้น” พรศักดิ์ ชินวงศ์วัฒนา ทิ้งท้าย.