มุมมองและการวิเคราะห์ของ CBRE ที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ต่อตลาดอสังหาฯ ในจังหวัดภูเก็ต ยังคงเป็นมาตรฐานสำหรับเมืองท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยดึงดูดผู้ซื้อจากทั่วโลกที่มองหาคอนโดและวิลล่าสำหรับพักผ่อนหรือลงทุน
ในปี 2567 มูลค่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ของภูเก็ตเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า และในปี 2568 ความต้องการยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่อุปสงค์ในทำเลชายหาดชั้นนำยังคงจำกัด ตลาดบ้านพักตากอากาศยังคงเติบโต โดยผู้พัฒนาในพื้นที่มีบทบาทสำคัญและผู้พัฒนาจากกรุงเทพฯ ก็เริ่มเข้ามาลงทุนอย่างจริงจัง
ข้อมูลจาก CBRE ระบุว่า ยอดขายคอนโดในช่วงปลายปี 2567 เพิ่มขึ้นกว่า 201% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า หลังจากที่ในปี 2566 มียอดขายเพิ่มขึ้น 96% เมื่อเทียบกับปี 2565 ขณะที่ยอดขายวิลล่าเพิ่มขึ้นถึง 148% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
นักลงทุนต่างชาติยังคงมีบทบาทสำคัญโดยเฉพาะชาวรัสเซีย จีน ยุโรป และออสเตรเลีย ที่มองหาคอนโดหรือวิลล่าเพื่อการลงทุนและสำหรับเป็นบ้านพักตากอากาศ ขณะเดียวกัน ผู้ซื้อคนไทยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอสังหาฯ สไตล์ลักชัวรี ทั้งคอนโดและวิลล่า ทั้งเพื่อการลงทุนและเป็นบ้านหลังที่สอง

ด้านทำเลที่ตั้งที่ได้รับความนิยมจากนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ ได้แก่ กะตะ ป่าตอง กมลา และบางเทา ที่นอกจากความสวยงามของธรรมชาติที่ผสมผสานกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่นได้อย่างลงตัว โครงสร้างพื้นฐานมีความพร้อมอย่างมาก ทำให้ทำเลดังกล่าวถูกจับตามองว่าเป็นทำเลศักยภาพที่เหมาะแก่การลงทุน
ตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตกำลังเปลี่ยนผ่านจากเมืองท่องเที่ยวระยะสั้นสู่การเป็น “Global Residential Hub” หรือจุดหมายปลายทางการอยู่อาศัยถาวรของผู้มั่งคั่งจากทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มชาวต่างชาติที่ตัดสินใจย้ายมาพักอาศัยระยะยาวหลังช่วงโควิด-19
การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ความต้องการที่พักอาศัยไม่ได้จำกัดอยู่แค่โรงแรม แต่ขยายไปยัง Branded Residences ที่มอบมาตรฐานการบริการของโรงแรมระดับโลก (World-Class Hospitality) พร้อมกับความเป็นส่วนตัวของการเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ และผู้พัฒนาโครงการสามารถตั้งราคาสูงกว่าที่อยู่อาศัยทั่วไปได้ถึง 67% ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเร่งการเติบโตของโครงการในตลาดรีสอร์ตทั่วภูมิภาค ซึ่งกมลาเป็นหนึ่งในทำเลที่ตอบโจทย์เทรนด์นี้อย่างสมบูรณ์ที่สุด

จากข้อมูลล่าสุดของบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำ Global Branded Residences (GBR) พบว่าอสังหาริมทรัพย์แบรนด์หรูในเอเชียแปซิฟิกครองส่วนแบ่งตลาดโลกถึง 21% มีโครงการที่แล้วเสร็จจำนวน 185 โครงการ และมีอีก 194 โครงการที่อยู่ในขั้นตอนการพัฒนา ซึ่งจะส่งผลให้ขนาดตลาดเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายในระยะเวลาเพียง 5-6 ปีข้างหน้า
และประเทศไทยเป็นผู้นำในภูมิภาค โดยมีภูเก็ตและกรุงเทพฯ ครองอันดับหนึ่งและสองของเอเชียแปซิฟิก ทั้งในด้านจำนวนโครงการที่แล้วเสร็จและโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา นอกจากนี้ ประเทศไทยยังอยู่ในอันดับที่สามของโลกในแง่จำนวนโครงการที่แล้วเสร็จ และเป็นครั้งแรกที่ภูเก็ตแซงหน้ากรุงเทพฯ อย่างเฉียดฉิวในด้านจำนวนโครงการที่แล้วเสร็จ โดยมีทั้งหมด 13 โครงการในภูเก็ต เทียบกับ 12 โครงการในกรุงเทพฯ
การเติบโตของภูเก็ตสะท้อนแนวโน้มที่กว้างขึ้นของตลาดอสังหาริมทรัพย์แบรนด์หรูในตลาดรีสอร์ต ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้พัฒนาโครงการสามารถตั้งราคาสูงกว่าที่อยู่อาศัยทั่วไปได้ถึง 67% ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเร่งการเติบโตของโครงการในตลาดรีสอร์ตทั่วภูมิภาค ซึ่งกมลาเป็นหนึ่งในทำเลที่ตอบโจทย์เทรนด์นี้อย่างสมบูรณ์ที่สุด

พราว เรียล เอสเตท คืออีกหนึ่งผู้ประกอบการอสังหาฯ ที่เข้ามาเป็นผู้พัฒนาโครงการระดับซูเปอร์ลัวชัวรี ภายใต้ชื่อ The Residences At InterContinental Phuket Resort ที่มีมูลค่าโครงการสูงถึง 2.5 พันล้านบาท และมีเพียง 111 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 15 ล้านบาท
“ภูเก็ตเป็นตลาดสำคัญสำหรับอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้น โครงการแรกในภูเก็ตที่เราได้รังสรรค์จึงเป็นสิ่งที่พิเศษที่สุด คือ โครงการที่พักอาศัยระดับลักชัวรีที่จะมอบประสบการณ์การใช้ชีวิตที่ไม่เคยมีมาก่อนในภูเก็ต นี่ไม่ใช่แค่เพียงบ้านพักตากอากาศที่กมลา แต่คือการใช้ชีวิตบนที่สุดแห่งทำเลของภูเก็ต พร้อมด้วยบริการจากแบรนด์โรงแรมระดับโลก โครงการนี้จึงมีความหายากมากในระดับโลก เหมาะสำหรับใช้เป็นบ้านพักถาวรหรือเป็น Vacation Home สำหรับลูกค้าที่ต้องการไลฟ์สไตล์ที่พิเศษ” พราวพุธ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราวเรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน)
การตัดสินใจเปิดตัวโครงการ Branded Residences ของพราว เรียล เอสเตท ที่กมลาในขณะที่ภูเก็ตกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ Phuket 2.0 ของการเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพและความยั่งยืน เป็นการเดิมพันครั้งสำคัญในเชิงกลยุทธ์ ที่สะท้อนให้เห็นภาพว่า กมลา คือทำเลที่นักลงทุนระดับโลกเชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างมูลค่าทั้งในด้านการอยู่อาศัยระยะยาวและการลงทุนในอนาคตได้อย่างแท้จริง

ภูเก็ตกำลังเปลี่ยนผ่านเป็น Global Residential Hub และWellness Hub ในภูมิภาคเอเชีย ทำให้มีการพัฒนาโรงพยาบาลระดับลักชัวรี และโรงเรียนนานาชาติที่เพิ่มขึ้น ล่าสุดมีการลงทุนขนาดใหญ่ในภาคการแพทย์ เช่น โครงการศูนย์สุขภาพนานาชาติอันดามันมูลค่า 5,000 ล้านบาท ประกอบด้วยโรงพยาบาลเต็มรูปแบบขนาด 300 เตียง สำหรับผู้ป่วยในและต่างประเทศ ศูนย์วิจัย และศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2570 และจะสร้างรายได้จากบริการสุขภาพและการท่องเที่ยวได้ถึง 62,000 ล้านบาทต่อปี
รวมทั้งการขยายตัวของโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ เช่น โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์นานาชาติ ภูเก็ต มูลค่าลงทุน 4,000 ล้านบาท ที่มีแผนเปิดให้บริการในช่วงปลายปี 2569 รวมถึงการเกิดขึ้นของโรงพยาบาลและคลินิกใหม่ๆ เช่น โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ภูเก็ต และการพัฒนาของโรงพยาบาลที่มีอยู่เดิม เช่น โรงพยาบาลกรุงเทพ ภูเก็ต ซึ่งจะดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งยิ่งส่งเสริมให้กมลามีความน่าสนใจในฐานะสถานที่สำหรับการอยู่อาศัยระยะยาวของกลุ่มครอบครัวที่มีกำลังซื้อสูง
“หาดกมลาได้สร้างตำแหน่งของตัวเองในตลาดโลก โดยการนำเสนอสิ่งที่หาดอื่นๆ ในภูเก็ตให้ไม่ได้ นั่นคือ ความสงบและเป็นส่วนตัวควบคู่ไปกับความหรูหราทันสมัยและครบวงจร ปัจจัยเหล่านี้ไม่เพียงแต่ดึงดูดนักท่องเที่ยวระดับซูเปอร์ลักชัวรีให้มาพักผ่อน แต่ยังดึงดูดเงินลงทุนมูลค่ามหาศาลเพื่อสร้างวิลล่าและเรสซิเดนซ์ระดับโลก ทำให้กมลาเป็นพื้นที่ที่มูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และเป็น “Millionaire’s Mile” ได้อย่างแท้จริง” พราวพุธ ทิ้งท้าย
นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่กำลังเกิดขึ้นในตลาดอสังหาฯ ภูเก็ตคือ ช่วงอายุของผู้ซื้อที่น้อยลง โดยเริ่มที่อายุ 30 ปลายๆ ถึง 50 ต้นๆ โดยส่วนใหญ่เป็นผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการที่มองหาทั้งประโยชน์ด้านไลฟ์สไตล์และการลงทุน และวิลล่าขนาดใหญ่เป็นที่พักอาศัยที่เหมาะสำหรับครอบครัวที่มีหลายเจเนอเรชันที่อยู่รวมกัน และผู้ซื้อจำนวนมากเลือกซื้ออสังหาฯ เพื่ออยู่อาศัยเองและปล่อยเช่าในเวลาเดียวกัน และสุดท้ายคือโครงการที่มีระบบบริหารจัดการที่ดี แบรนด์ที่มีชื่อเสียง ได้รับการยอมรับ หรืออยู่ในตลาดหลักทรัพย์ จะได้รับความสำคัญและถูกเลือกเป็นอันดับต้นๆ เนื่องจากมีความพร้อมในการให้บริการแบบครบวงจร .
