วันอาทิตย์, มิถุนายน 21, 2026
Home > Cover Story > Green Mining ก้าวใหม่ของเหมืองแร่ ความมั่นทางทางอธิปไตยภาคอุตสาหกรรม

Green Mining ก้าวใหม่ของเหมืองแร่ ความมั่นทางทางอธิปไตยภาคอุตสาหกรรม

แร่ เป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดความมั่นคงด้านวัตถุดิบของอุตสาหกรรมในอนาคต และแร่ไม่ใช่สิ่งไกลตัว เพราะคนไทยมีความเกี่ยวข้องกับแร่ในทุกมิติของการใช้ชีวิตตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งเข้านอน

มีข้อมูลที่น่าสนใจพบว่า คนไทยมีการใช้แร่ประมาณ 10 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน ทั้งทางตรง ทางอ้อม เช่น ฟลูออไรด์ที่อยู่ในยาสีฟัน ถนนหนทาง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เท่ากับว่าคนไทยมีการใช้แร่ 3.8 ตันต่อคนต่อปี

อุตสาหกรรมแร่มีมูลค่าสูงถึง 80,000 ล้านบาทต่อปี นั่นเพราะแร่เป็นวัตถุดิบสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมจำนวนไม่น้อย เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด อุตสาหกรรมการผลิต โครงสร้างพื้นฐาน

ขณะที่ประเทศไทยมีอุตสาหกรรมเหมืองแร่และให้สัมปทานภาคเอกชนจำนวน 850 แปลง 500 โครงการทั่วประเทศ ขณะที่เหมืองแร่เป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ถูกมองว่าเป็นผู้ร้าย เพราะสร้างผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัยในชุมชนบริเวณใกล้เคียงและสิ่งแวดล้อม

แต่สิ่งที่กำลังเปลี่ยนไปเกิดจากแนวนโยบายใหม่ของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม ที่ต้องการเปลี่ยนรูปแบบการทำเหมืองแร่ในปัจุบันไปสู่ Green Mining เพื่อต้องการลดผลกระทบต่อชุมชน และสิ่งแวดล้อม

“ที่ผ่านมา กพร. แสดงให้เห็นถึงทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมพื้นฐานของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นความสมดุลของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน และในช่วง 3 ไตรมาสแรก กพร. มีการอนุญาตและส่งเสริมการประกอบกิจการเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาครอบคลุมโครงการสำคัญ ในพื้นที่แร่ยุทธศาสตร์ และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานให้เข้มแข็ง พร้อมเดินหน้าปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานภาคอุตสาหกรรมด้วยระบบดิจิทัล ผลักดันแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างๆ เพื่อลดระยะเวลาในการขออนุญาต เพื่อประสิทธิภาพการกำกับดูแลและยกระดับความรวดเร็ว โปร่งใสในการดำเนินงาน พร้อมส่งเสริมการใช้แร่เชิงกลยุทธ์ เพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่และการลงทุนในมิติความยั่งยืนขับเคลื่อนเหมืองแร่เพื่อชุมชน และเหมืองแร่สีเขียว ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีความรับผิดชอบต่อชุมชนรอบเหมือง” อดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เกริ่นนำ

ปี 2568 กพร. จัดเก็บค่าภาคหลวงได้เป็นจำนวน 4,961.51 ล้านบาท และได้จัดสรรเงินจำนวน 457 ล้านบาทให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 130 แห่ง จาก 43 จังหวัดทั่วประเทศ

นอกจากนี้ กพร. ยังผลักดันแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนโดยทำงานร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MITEC) สนับสนุนการรีไซเคิลซากแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 5,815 ตันต่อปี และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้กว่า 145 ล้านบาท

ขณะที่นโยบาย Quick Big Win ซึ่งเป็นมาตรการหลักของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในห้วงยามนี้ กระทรวงและหน่วยย่อยต่างๆ ขานรับและดำเนินตามแนวทางในแบบของตัวเอง อธิบดี กพร. อธิบายถึงแนวคิดตามกรอบนโยบายนี้ โดยมีเป้าหมายในการหวังผลลัพธ์ภายในเวลา 1 ปี

“กพร. ปรับลดขั้นตอนและเร่งรัดการอนุญาตด้วย Digital License Platform ให้การขออาชญาบัตรสำรวจแร่และประทานบัตรทำได้รวดเร็ว โปร่งใส และติดตามสถานะออนไลน์ พร้อมปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว ส่งเสริม Circular Economy และ Green Transformation พร้อมเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศอุตสาหกรรมครบวงจร และเชื่อมโยงแร่เข้าสู่กระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด เซมิคอนดักเตอร์ และกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างงาน การลงทุน และการเติบโตร่วมกัน”

ทั้งนี้ ในการขับเคลื่อนระยะยาว กพร. ดำเนินการตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 แผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ ฉบับที่ 2 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นกรอบสำคัญครอบคลุม 4 มิติ ได้แก่ 1. ความมั่นคงของแร่ในฐานะวัตถุดิบ 2. ความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และชุมชน 3. ความมั่นคงด้านธรรมาภิบาล และ 4. ความมั่นคงด้านการให้บริการ รวมถึงการยกระดับสู่ e-Service และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ยืนยันว่า กพร. จะเดินหน้าขับเคลื่อนการบริหารจัดการแร่ของประเทศให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง ภายใต้หลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมมีวัตถุดิบที่มั่นคง ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างประโยชน์ร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน

“ทิศทางอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในอนาคต ผู้ประกอบการที่ได้รับสัมปทานต้องใส่ใจสิ่งแวดล้อม ลดผลกระทบที่จะมีผลต่อสุขภาพของประชาชนให้มากขึ้น ด้วยการเข้าร่วม Green Mining ซึ่งจะเป็นภาคบังคับที่ผู้ประกอบการเหมืองแร่จะต้องปฏิบัติ โดยผู้ประกอบการเหมืองแร่รายเก่าที่มีใบอนุญาตประทานบัตร และกำลังขอต่ออายุบัตร ต้องเข้าร่วม Green Mining ภายใน 3 ปี แต่หากเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ที่กำลังทำเรื่องขออนุญาตประกอบกิจการเหมืองแร่จะต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐาน Green Mining เท่านั้น ซึ่งนี่เป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของ พ.ร.บ. แร่ พ.ศ. 2560 ปัจจุบันมีผู้ประกอบการเหมืองแร่ที่ได้รับมาตรฐาน Green Mining แล้วจำนวน 433 ราย” อดิทัต อธิบาย

จากกระแสข่าวแร่แรร์เอิร์ทที่รัฐบาลไทยได้ทำ MOU กับรัฐบาลสหรัฐฯ อดิทัตมองว่า การทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ เรื่องแร่แรร์เอิร์ทนั้นยังไม่ใช่เรื่องเสียเปรียบเพราะไทยสามารถเซ็น MOU กับประเทศอื่นได้เช่นกัน เพราะเนื้อหาใน MOU ฉบับนั้นไม่มีข้อผูกพันใดๆ กับประเทศใดประเทศหนึ่ง

“ข้อมูลที่ไทยส่งออกแร่แรร์เอิร์ทเป็นอันดับ 5 ของโลกนั้น เป็นความจริง แต่ยังเป็นการนำเข้ามาจากแอฟริกา เพื่อปรับแต่งก่อนจะส่งออกไปยังผู้ซื้อ ประเทศไทยมีแร่แรร์เอิร์ทจริง แต่ยังไม่ได้มีสำรวจแร่ชนิดนี้อย่างเป็นทางการ แต่ที่รู้ว่ามีนั่นเพราะแร่แรร์เอิร์ทมักจะพบเจอพร้อมกับแร่ดีบุก คือถ้าเราเจอแร่ดีบุกเราก็จะเจอแร่แรร์เอิร์ท แต่ที่ผ่านมาความเข้มข้นของแร่แรร์เอิร์ทที่ค้นพบนั้นเป็นเพียง 300 PPM ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อการใช้งานได้ทันที เพราะต้องมีความเข้มข้น 500 PPM จึงจะเหมาะสม แต่ความเข้มข้นในระดับนั้นยังสามารถปรับแต่งให้เป็นธาตุเพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า

ซึ่งการที่ไทยได้ลงนาม MOU กับสหรัฐฯ ที่เป็นการอนุญาตให้มีการสำรวจหาแร่แรร์เอิร์ท เรายังมีเงื่อนไขที่ผู้ประกอบการจะต้องส่งข้อมูลให้แก่กรมฯ ได้รับทราบด้วยเช่นกัน ซึ่งการขออนุญาตสำรวจ คือ ผู้ประกอบการจะต้องขออาชญาบัตร แต่ยังไม่สามารถทำเหมืองแร่ได้ทันที

ทั้งนี้ ยังมีข้อจำกัดในด้านพื้นที่อีกจำนวนไม่น้อย เพราะหากเป็นพื้นที่อุทยาน พื้นที่ความมั่นคง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 พื้นที่เหล่านี้จะไม่สามารถทำเหมืองแร่ได้ นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณาด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ สังคม ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชน” อดิทัตทิ้งท้าย.