วันเสาร์, มิถุนายน 20, 2026
Home > Cover Story > แนวคิด สถาปนิกสยาม ออกแบบเพื่อชีวิต Well-being ยั่งยืน

แนวคิด สถาปนิกสยาม ออกแบบเพื่อชีวิต Well-being ยั่งยืน

Well-being สุขภาวะความเป็นอยู่ที่ดี ที่ครอบคลุมในทุกมิติของชีวิต ไม่เว้นแม้แต่การออกแบบที่อยู่อาศัย ที่นับเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิต

การออกแบบงานสถาปัตยกรรม นวัตกรรมด้านการก่อสร้าง มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสังคม และมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ อเส สุขยางค์ นายกสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ มองว่างานด้านสถาปัตยกรรมต้องเจอความท้าทายโดยเฉพาะรูปแบบการใช้ชีวิตเพื่อก้าวข้ามไปสู่อนาคต

“สมาคมสถาปนิกสยามฯ มีพันธกิจที่มุ่งเน้นส่งเสริม สนับสนุน และเผยแพร่การศึกษา ค้นคว้า วิจัยและพัฒนาเพื่อความก้าวหน้าในการประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรม และทันกับการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย งานสถาปนิก 69 สมาคมฯ วางแนวคิดการจัดงานให้ตระหนักรู้ปัจจุบันและทิศทางอนาคต ภายใต้ธีม “สติมา ปัญญา พร้อม(ท์) : SATI, WISDOM, PROMPT การเข้าใจถึงสถานการณ์ปัจจุบัน ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รอบด้าน ทั้งในแง่การแข่งขันทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน รวมถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด ซึ่งมีบทบาทและท้าทายต่อรูปแบบการใช้ชีวิต และระบบวิธีคิดของผู้คน เพื่อเตรียมพร้อมก้าวข้ามไปสู่อนาคต และในมุมของสถาปัตยกรรมจะต้องมีความเข้าใจ ปรับตัว เพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ของสังคม และผลักดันทิศทางการยกระดับสถาปัตยกรรมไทยไปสู่สากลได้” อเส สุขยางค์ กล่าว

งานสถาปนิก 69 ที่กำลังจะเกิดขึ้น จึงให้ความสำคัญกับมิติของการออกแบบเมือง บ้าน เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางสังคม เพื่อให้แนวทางการออกแบบสามารถเชื่อมโยงผู้คนทั่วโลกในแวดวงสถาปัตยกรรม ผ่านงานแสดงนิทรรศการ การเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้

และหนึ่งในเทรนด์ที่น่าจับตาคือ นวัตกรรมและบริการเพื่อผลักดันอุตสาหกรรมให้เติบโตบนฐานความยั่งยืน และสุขภาวะของชีวิต เนื่องจากแนวคิด Wellness & Longevity-by-Design มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นโอกาสสำคัญของวงการสถาปัตยกรรมและก่อสร้างยุคใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับการออกแบบอาคารและพื้นที่อยู่อาศัยที่ส่งเสริมสุขภาวะคุณภาพชีวิต ตั้งแต่วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ระบบพลังงานสะอาดไปจนถึงการออกแบบเพื่อผู้สูงวัย และการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน เทรนด์นี้จึงเปิดพื้นที่ใหม่ให้กับผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างและนักออกแบบในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และโครงการที่จะตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ได้ตรงจุด

“ประเทศไทยมีจุดแข็งที่โดดเด่นและมีบทบาทเป็นอย่างมากในเศรษฐกิจสุขภาพโลก ทั้งการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ การบริการ และการต้อนรับที่มีเอกลักษณ์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เพิ่มโอกาสที่จะยกระดับประเทศไทยให้เป็น Wellness Hub ระดับโลกได้ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาระบบสุขภาพแบบองค์รวม โดยเป็นการผสานการบริการด้านการแพทย์เข้ากับการออกแบบทางด้านสถาปัตยกรรม ซึ่งสะท้อนให้เห็นในโครงการต่าง ๆ มากมาย อย่างเช่น ที่ BDMS Wellness Clinic ที่มีการออกแบบสถาปัตยกรรมที่เป็นมิตรต่อทุกคน (Universal Design) และใน BDMS Mövenpick Wellness Resort ที่ให้ความสำคัญกับการออกแบบเพื่อมอบการพักผ่อนอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งห้องพักที่เอื้อต่อการนอนหลับอย่างมีคุณภาพ การติดตั้งระบบลดคลื่นรบกวนสมอง และการใช้เครื่องกรองอากาศเพื่อมอบอากาศบริสุทธิ์แก่ผู้รับบริการ โดยทุกองค์ประกอบล้วนสะท้อนแนวคิด ‘การออกแบบเพื่อสุขภาวะที่ดี’ ที่ยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมสุขภาพไทยสู่ระดับสากล” นางสาวฐิติพร หนูคง ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน)

มีข้อมูลสำคัญระบุว่า ในปี 2050 กว่า 70% ของประชากรในโลกจะอยู่ในพื้นที่เขตเมืองมากขึ้น พื้นที่เกษตรกรรมแบบธรรมชาติลดลง การออกแบบเมืองจึงต้องคำนึงถึงความเหมาะสมสำหรับผู้คนทุกช่วงวัย รองรับการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ซึ่งเป็นความท้าทายมากในสภาวะปัจจุบันที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ

ผศ.ดร.สุรพงษ์ เลิศสิทธิชัย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายออกแบบ บริษัท ไอดิลเลียส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด มองว่า “แนวคิดใหม่เกี่ยวกับทิศทางสถาปัตยกรรมในยุคอนาคต ที่ต้องผสานปัญญามนุษย์ (Human Intelligence) ปัญญาสิ่งมีชีวิต (Living Intelligence) และปัญญาสิ่งแวดล้อม (Environmental Intelligence) เข้าด้วยกัน โดยมีรากฐานจาก “สติ” (Sati) และ “ภูมิปัญญา” (Wisdom) เพื่อสร้างรูปแบบการอยู่อาศัยที่สมดุลและกลมกลืนกับชีวิตทุกรูปแบบ รวมถึงแนวคิด “ความเป็นอยู่ที่ดี” (Well-being) ในยุคใหม่ต้องก้าวข้ามการดูแลเฉพาะมนุษย์ และต้องมองครอบคลุมถึงระบบนิเวศทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ พืช หรือองค์ประกอบธรรมชาติอื่น ๆ พร้อมย้ำว่า สติ เป็นทักษะสำคัญที่จะช่วยให้นักออกแบบและนักพัฒนาเข้าใจและเคารพความฉลาดของธรรมชาติในการกำหนดทิศทางการออกแบบ”

บทบาทสำคัญของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ในการแปลแบบแผนของชีวิตและธรรมชาติให้เป็นข้อมูลที่นำไปใช้ได้จริง ทำให้สถาปัตยกรรมสามารถตอบสนองต่อทั้งความต้องการของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมอย่างลุ่มลึก เกิดเป็น ‘พื้นที่’ ที่เข้าใจชีวิตและสอดคล้องกับธรรมชาติมากยิ่งขึ้น

“ความสมดุลระหว่างธรรมชาติและ AI จะผลักดันให้เกิดสถาปัตยกรรมแบบใหม่ที่ปรับตัวได้ (Adaptive) และฟื้นฟูตัวเองได้ (Regenerative) ทั้งในระดับอาคาร พื้นที่สาธารณะ และการวางผังเมือง เป็นกรอบการพัฒนาที่สอดคล้องกับความยั่งยืนในระดับโลก” ผศ.ดร.สุรพงษ์ เลิศสิทธิชัย ขยายความ.