วันเสาร์, มิถุนายน 20, 2026
Home > Cover Story > TCP Spirit กับภารกิจปลุกพลังคนรุ่นใหม่ ปกป้องโลกผ่านห้องเรียนธรรมชาติ สู่เป้าหมาย Net Zero

TCP Spirit กับภารกิจปลุกพลังคนรุ่นใหม่ ปกป้องโลกผ่านห้องเรียนธรรมชาติ สู่เป้าหมาย Net Zero

จาก Global Warming สู่ยุค Global Boiling จากภาวะโลกร้อนสู่ภาวะโลกเดือด ทุกวันนี้เราจะเห็นว่าปัญหาสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงทวีความรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งอุณหภูมิที่ร้อนทุบสถิติทุกปี ฝนที่ตกหนักจนน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ทำให้ทั้งผลผลิตทางการเกษตรและบ้านเรือนเสียหายเป็นมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาท แต่ละฤดูกาลต้องเผชิญกับความท้าทายที่ต่างกัน สภาพอากาศที่ยากจะคาดเดาหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของคนทั่วโลก ผลผลิตข้าวไทยลดลง 14% ในช่วงที่ผ่านมา ผลผลิตกาแฟทั่วโลกอาจลดลงอีกกว่าครึ่งหนึ่ง ข้าวปลาอาหารที่เราเคยได้กิน อาจไม่อุดมสมบูรณ์เหมือนเดิมอีกต่อไป…..ถ้าเราไม่เปลี่ยน!

ข้อความข้างต้นคือสิ่งที่ TCP Spirit โครงการภายใต้กลุ่มธุรกิจ TCP ต้องการสื่อ เพื่อให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและปกป้องโลกใบนี้

“TCP Spirit” เป็นโครงการที่ชวนอาสาสมัครที่สนใจมาเรียนรู้และลงมือทำในประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน เพื่อสร้างความตระหนักรู้ นำไปสู่การเป็นผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงจากผลกระทบที่เกิดจากปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงสุดขั้วที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

TCP Spirit ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องทุกปีและมีประเด็นที่แตกต่างกันออกไป ทั้งในเรื่องของ น้ำ รวมถึง circular economy หรือ เศรษฐกิจหมุนเวียน สำหรับครั้งนี้เป็นครั้งที่ 8 โดยจัดขึ้นผ่านค่าย TCP Spirit “อาสา อา Guard” ที่เกิดจากการผสมคำว่า “อาสา” และ “อากาศ” เข้าด้วยกัน พร้อมเติมคำว่า “Guard” เพื่อสื่อถึงผู้พิทักษ์อากาศ ที่พร้อมร่วมมือกันปกป้องโลกให้ปลอดภัยและยั่งยืน โดยได้เรียนเรื่องราวป่าชุมชน ณ ตำบลเมืองแหง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ เข้าใจถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เรียนรู้เรื่องการตรวจวัดคาร์บอนเครดิตจากป่าและการดูแลป่าของชุมชน เจาะลึกบริบทการทำการเกษตรของชุมชน เพื่อร่วมกันหาแนวทางในการจัดการปัญหา ร่วมกันสร้าง Guard ในการปกป้องโลก และเพื่อมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 ของกลุ่มธุรกิจ TCP

ทั้งนี้จากรายงาน GHG Emissions of All World Countries 2025 ที่จัดทำโดย Joint Research Centre (JRC) สหภาพยุโรป พบว่าโลกเผชิญปัญหาก๊าซเรือนกระจกพุ่งสูงที่สุดในประวัติการณ์ ปัญหาที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมแก้ไขก่อนจะสายเกินไป โดยในปี 2567 ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 53,200 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (ล้านตัน CO2eq) เพิ่มขึ้น 1.3% จากปี 2566 โดยส่วนใหญ่เป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลและอุตสาหกรรมพลังงาน กลุ่มประเทศอาเซียนปล่อยรวม 3,226 ล้านตัน CO2eq เพิ่มขึ้น 4.7% จากปีที่ผ่านมา โดยประเทศไทยอยู่ในอันดับ 21 ของโลก หรืออันดับ 3 ในอาเซียน ด้วยปริมาณ 422 ล้านตัน CO2eq เพิ่มขึ้น 2.9% จากปีที่ผ่านมา

“การดูแลธรรมชาติไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือภารกิจของทุกคนที่อยากให้โลกใบนี้ยังน่าอยู่ต่อไป TCP Spirit ‘อาสา อา Guard’ ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงค่ายเรียนรู้ธรรมชาติ แต่คือพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าใจสิ่งแวดล้อมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านการลงมือคิด ลงมือทำจริง และส่งต่อแรงบันดาลใจให้ทุกคนร่วมดูแลโลกไปด้วยกัน เราเชื่อว่า ‘พลังของคนรุ่นใหม่’ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้สังคมเติบโตอย่างสมดุล และสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้ทุกคนได้จริง สอดคล้องเป้าหมายของกลุ่มธุรกิจ TCP ในการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593” สราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าว

ออกเดินทาง เรียนรู้ และลงมือจริง เปลี่ยนความเข้าใจให้เป็นพลังดูแลโลก

ปีนี้ TCP Spirit “อาสา อา Guard” มีการสำรวจ “ป่าชุมชนบ้านป่าไผ่” อำเภอเวียงแหง และ “ชุมชนบ้านผาลาย” อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ อันเป็นพื้นที่ที่กลุ่มธุรกิจ TCP เข้าไปดูแลร่วมกับ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ องค์กรที่เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูป่าและชุมชน รวมถึงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่คน ชุมชน และธรรมชาติเติบโตไปด้วยกัน

โดยเหล่าอาสาทุกคนจะได้เข้าใจถึงปัญหาสภาพอากาศรอบตัว ทั้งฝุ่น PM 2.5 ที่กลับมาทุกปี น้ำท่วม–น้ำแล้งที่รุนแรงขึ้น และแนวทางการฟื้นฟูผ่านแนวคิด Nature-based Solutions ที่ใช้พลังของธรรมชาติมาช่วยเยียวยาโลก นี่คือที่มาของธีม “อาสา อา Guard”

ทั้งนี้ ป่าชุมชน ณ ตำบลเมืองแหง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพื้นที่ที่มูลนิธิใจกระทิงได้เข้ามาทำงานร่วมกับชาวบ้านในเรื่องไฟป่าเพื่อลด PM 2.5 มาก่อนแล้วกว่า 3 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่ปัญหา PM 2.5 รุนแรง และพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ตกเป็นจำเลยของการเกิดมลพิษ ก่อนที่จะส่งต่อโครงการให้กับทางกลุ่มธุรกิจ TCP เพื่อดำเนินการต่อในเรื่องคาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นโครงการที่เรียกได้ว่า win-win-win ทั้งการสร้างรายได้ให้กับชุมชน สร้างความสมบูรณ์ให้กับป่าและสิ่งแวดล้อม รวมถึงคาร์บอนเครดิตที่ทางกลุ่มธุรกิจจะได้รับ

สำหรับมูลนิธิใจกระทิงก่อตั้งขึ้นในปี 2560 โดยสมาชิกจำนวนหนึ่งของครอบครัวอยู่วิทยาคือ สุทธิรัตน์ อยู่วิทยา, สราวุฒิ อยู่วิทยา และนุชรี อยู่วิทยา เพื่อสานต่อปณิธานของ เฉลียว อยู่วิทยา ในการตอบแทนคุณแผ่นดิน โดยมูลนิธิได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานและองค์กรสาธารณกุศลเพื่อช่วยเหลือสังคมผ่านโครงการต่างๆ ตามภารกิจ 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการศึกษา ด้านสาธารณสุข และด้านสิ่งแวดล้อม

“จุดประสงค์ของ TCP Spirit คือการนำอาสาสมัครมาดูพื้นที่จริง ที่เราทำงานจริงๆ พื้นที่เวียงแหงเป็นพื้นที่ที่มูลนิธิใจกระทิงของครอบครัวทำกันมาก่อนโดยโฟกัสเรื่องของ PM 2.5 ซึ่งเป็นชุมชนที่เข้มแข็งมาก พอพร้อมจึงส่งต่อให้กับทาง TCP รับช่วงต่อ เราจึงมาทำในเรื่องคาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชน แต่สิ่งสำคัญคือต้องเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนด้วย ซึ่งโครงการคาร์บอนเครดิตไม่ได้ทำแค่ปีสองปี แต่เป็นโครงการระยะยาว เพราะกว่าที่เราจะซื้อคาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชนได้คืออีก 3 ปีข้างหน้า” สราวุฒิ เผย

ด้าน สุดารัตน์ โรจน์พงศ์เกษม ผู้อำนวยการฝ่าย Nature-based Solutions มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ผู้เชี่ยวชาญแห่งค่ายอาสา อา Guard เรียนเรื่องราวป่าชุมชน เสริมว่า งบประมาณที่ภาคเอกชนลงมา มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จะจัดทำในรูปแบบของกองทุน ปี 2568 มีพื้นที่ป่าชุมชนในการบริหารจัดการของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ราวๆ 34,000 ไร่ และทางมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จะหาชุมชนมาแมทช์ เอกชนแต่ละรายจะสนับสนุนงบประมาณเข้ามาเป็นงบต่อไร่ ซึ่งกลุ่มธุรกิจ TCP เป็นหนึ่งในนั้น ด้วยจำนวนพื้นที่ 6,000 ไร่

โดยทางมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จะบริหารจัดการ โดยนำงบประมาณ 55-60% ลงไปที่ชุมชนผ่านการตั้งกองทุน ซึ่งชุมชนจะได้รับงบสนับสนุนเป็นงบต่อไร่ที่เขาดูแลโดยงบจะเข้าไปที่กองทุนชุมชน ส่วนชุมชนจะนำงบประมาณตรงนี้ไปใช้ได้ผ่านการทำโปรเจ็กต์ที่ชุมชนคิดขึ้นมา ซึ่งเป็นโปรเจ็กต์ลักษณะ bottom up ที่ต้องมีวัตถุประสงค์หลักๆ 2 อย่าง ประการแรก คือนำไปใช้ในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่า เช่น การทำแนวกันไฟ อีกอย่างหนึ่งคือการนำงบประมาณไปใช้ในเรื่องปากท้องของชุมชน เช่น การพัฒนาสาธารณูปโภคสำหรับชุมชน สร้างฝาย ปรับปรุงระบบน้ำ หรือเลือกนำไปสนับสนุนวิสาหกิจชุมชน

“คอนเซ็ปต์ที่ทางมูลนิธแม่ฟ้าหลวงฯ พูดอยู่เสมอคือ ‘เราไม่ได้แยกคนออกจากป่า’ ชุมชนต้องอยู่ได้” สุดารัตน์ เน้นย้ำ

สัมผัสวิถีชีวิต เรียนรู้ และลงสนามจริงกับผู้เชี่ยวชาญและปราชญ์ชาวบ้าน ผ่าน 5 ภารกิจหลัก

ทั้งนี้เหล่าอาสายังได้เรียนรู้เชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญและปราชญ์ชาวบ้าน อาทิ ดร. เพชร มโนปวิตร นักวิทยาศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญ และนักอนุรักษ์แนวหน้าของประเทศไทย และ นางสาว สุดารัตน์ โรจน์พงศ์เกษม ผู้อำนวยการฝ่าย Nature-based Solutions มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นต้น ผ่านห้องเรียนธรรมชาติและการลงปฏิบัติจริงในพื้นที่ พร้อมร่วมทำ 5 ภารกิจหลัก ได้แก่

• ภารกิจวิกฤตโลกรวน 101 เรียนรู้ปัญหาสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ผลกระทบต่อชีวิตและโลก พร้อมหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์

• ภารกิจพลังธรรมชาติ การทำความเข้าใจถึงแนวทางแก้ปัญหาที่อิงธรรมชาติ เช่น การฟื้นฟูป่า การจัดการน้ำ และการใช้ระบบนิเวศลดภัยพิบัติ พร้อมสัมผัสพลังของธรรมชาติ

• ภารกิจ Climate Triforces การเรียนรู้ 3 กลไกรับมือวิกฤตและลงมือปฏิบัติจริง อาทิ การวางแปลงตัวอย่าง (Carbon Credit)

• ภารกิจอาสาป้องกันไฟ การลงพื้นที่ร่วมกับชุมชนเพื่อจัดการพื้นที่เสี่ยงไฟป่า ทั้งการกำจัดวัชพืช และการสร้างแนวกันไฟ

• ภารกิจนักสืบคาร์บอนในดิน การสำรวจผลกระทบทรัพยากรและการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเกษตร ร่วมกับการแลกเปลี่ยนความรู้กับชุมชน เพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่อง “รอยเท้าคาร์บอน” (Carbon Footprint) และวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับวิกฤตโลกเดือด

ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวสอดคล้องกับกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนของกลุ่มธุรกิจ TCP โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ที่กลุ่มธุรกิจ TCP ตั้งเป้าหมายในการบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2593 โดยตั้งเป้าปี 2573 ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1, 2 และ 3 ลง 26% เทียบกับปีฐาน 2565

โดยการมุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำนั้น กลุ่มธุรกิจ TCP มีกลยุทธ์ ดังนี้ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกกิจกรรม, เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและทรัพยากร, การเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานสะอาด, การพัฒนาผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ, การศึกษาการปลูกและฟื้นฟูป่าเพื่อเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์, การสร้างจิตสำนึกและความรู้ความเข้าใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้กับพนักงาน

“TCP Spirit ปีนี้เป็นปีที่ 8 เราพยายามทำประเด็นที่มันสำคัญๆ สำหรับสังคม ทั้งเรื่อง circular economy, คาร์บอน, น้ำ ตลอดเวลาที่ผ่านมาโครงการมีวิวัฒนาการที่ดีขึ้น สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นคือ เด็กรุ่นใหม่เขามีความรู้ ความสนใจ และมีพลัง ในเรื่องสภาพแวดล้อม ความเป็นอยู่ของโลกใบนี้มากขึ้น TCP Spirit เราเน้นการทำจริง ให้มาเห็นจริงอยากสร้างองค์ความรู้ที่ชัดเจนให้กับคนรุ่นใหม่ ภาพที่ผมอยากเห็นคือ อยากเห็นน้องๆ อาสา เป็น chang agent ที่จะไปแพร่กระจายองค์ความรุ้ แนวคิด หรือแพชชั่น ให้คนรอบตัว ถ้าเขาจะไปทำงานสายความยั่งยืนเลยก็เพอร์เฟค” สราวุฒิ กล่าวทิ้งท้าย