ศิลปะ เกิดจากรากฐานทางวัฒนธรรม เป็นเครื่องมือที่ศิลปินใช้แสดงออกถึงแนวคิด ภูมิปัญญา ความเชื่อ ผ่านงานจิตรกรรม ประติมากรรม ดนตรี วรรณกรรมโดยศิลปินถ่ายทอดความรู้และเรื่องราวจากรุ่นสู่รุ่นออกมาเป็นผลงานศิลปะ
อริญชย์ รุ่งแจ้ง หนึ่งในผู้บุกเบิกงานศิลปะจัดงานของไทย ผลงานศิลปะที่ผ่านมาจึงมักมีความผูกพัน แนบแน่นกับประวัติศาสตร์ สัญลักษณ์ และความทรงจำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมทั้งสำรวจว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองส่งผลต่อชีวิตของปัจเจกอย่างไร
อริญชย์ เป็นที่รู้จักจากวิธีการย้อนกลับไปพินิจวัสดุทางประวัติศาสตร์อย่างชาญฉลาด ซ้อนทับเรื่องเล่าใหญ่เล็กข้ามกาลเวลา สถานที่และภาษาได้อย่างลุ่มลึก ความสนใจของอริญชย์มุ่งไปที่แง่มุมของประวัติศาสตร์ไทยซึ่งไม่ค่อยเป็นที่รับรู้ และจุดตัดของประวัติศาสตร์เหล่านั้นกับปัจจุบันในบริบทและพื้นที่ที่อริญชย์ทำงาน วัตถุซึ่งสามารถเชื่อมเหตุการณ์อันห่างไกลทั้งด้านเวลาและพื้นที่เข้าหากัน เป็นแก่นสำคัญของการสำรวจศึกษาของ แนวทางการทำงานของศิลปินผู้นี้จึงครอบคลุมหลากหลายสื่อ และมักประกอบด้วยวิดิโอและศิลปะจัดงานเฉพาะสถานที่ ในการสำรวจประวัติศาสตร์และประสบการณ์ชีวิตประจำวัน ด้วยการแยกแยะวัสดุอย่างละเอียดเพื่อให้ย้อนกลับไปทบทวน “เรื่องเล่ากระแสหลัก” ผ่านพลังของเหตุการณ์เล็กๆ

ที่ผ่านมา อริญชย์เคยมีผลงาน นิทรรศการที่คัดสรร อาทิ Ravisara, DAAD Galerie เบอร์ลิน เยอรมนี (2021); Bengawan Solo, Portikus แฟรงก์เฟิร์ต/ไมน์ เยอรมนี (2018); documenta 14 เอเธนส์/คัสเซิล (2017); Mongkut, CAPC – Musée d’art contemporain บอร์โดซ์ (2015); Satellite 8, Jeu de Paume ปารีส (2015); เข้ารอบสุดท้าย APB Foundation Signature Art Prize (2014); Golden Teardrop, ผู้แทนประเทศไทย ณ Venice Biennale ครั้งที่ 55 (2013); และยังเข้าร่วม Biennale of Sydney ครั้งที่ 18 (2012), Bandung ‘City Pavilion’ ที่ Shanghai Biennale (2012), Singapore Biennale ครั้งที่ 3 ณ Old Kallang Airport (2011)
และนี่เป็นนิทรรศการเดี่ยว Golden Teardrop (2025) ของอริญชย์ รุ่งแจ้ง ที่จัดขึ้นที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA BANGKOK) นำเสนอการตีความผลงานชิ้นสำคัญของศิลปินที่จัดแสดงครั้งแรกในปี 2013 ซึ่งได้รับคำชมจากนักวิจารณ์ทั่วโลกในฐานะผลงานที่สื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ศิลปะ ประวัติศาสตร์ และเศรษฐกิจโลก ผ่านวัตถุที่อ่อนโยนและคุ้นเคยในชีวิตประจำวัน
ครั้งแรกที่ “Golden Teardrop” ปรากฏบนเวทีโลกใน Venice Biennale ปี 2013 อริญชย์ได้นำ “ทองหยอด” ขนมไทยโบราณ มาตีความในฐานะสัญลักษณ์ของการเดินทาง การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และแรงงานในยุคอาณานิคม ผ่านวัตถุเรียบง่ายที่แฝงความทรงจำทางประวัติศาสตร์และความเป็นมนุษย์

เวอร์ชันนี้ต่อยอดบทสนทนาให้กว้างไกลกว่าการเดินทางของวัสดุและรสหวาน ไปสู่การใคร่ครวญเรื่องความทรงจำและความหมายของ “ความเป็นไทยร่วมสมัย” ที่ซึ่งความงามและความขมปรากฏอยู่ร่วมกันอย่างเงียบงามภายใน “หยด” เดียว
“Golden Teardrop (2025)” คือการตีความใหม่ของตำนานที่กลับมามีชีวิตอีกครั้ง เพื่อสำรวจความเชื่อมโยงระหว่างศิลปะ ศรัทธา และความทรงจำที่เดินทางข้ามพรมแดน วัสดุทองเหลืองนับพันหยดถูกสร้างขึ้นให้ลอยอยู่ในจังหวะอันสงบนิ่ง ราวกับหยาดฝนสีทองที่แขวนอยู่กลางอากาศ ศิลปินเชิญชวนผู้ชมร่วมตั้งคำถามต่อบทบาทของศิลปะและพิพิธภัณฑ์ ผ่านการมอง การรับรู้ และกาลเวลาที่ค่อย ๆ เปลี่ยนความหมายของทุกสิ่งไปอย่างไม่หยุดนิ่ง จึงอยากเชิญผู้ชื่นชอบงานศิลปะให้มาสัมผัสพลังของศิลปะที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่าง อดีต ปัจจุบัน และความทรงจำ
Golden Teardrop หรือ หยดทอง จำนวน 2,774 ชิ้น ถูกแขวนลอยอยู่กลางอากาศราวกับหยาดฝนสีทองที่หยุดนิ่งในกาลเวลา อริญชย์แสดงให้เห็นถึงความประณีตบวกกับความสมมาตรของการจัดวางสร้างประสบการณ์แห่งความสงบและการครุ่นคิด ราวกับจะบอกให้หยุดเพื่อฟังเสียงของเวลา และร่วมระลึกถึงสิ่งงดงามที่ผ่านไป
“ความสมดุลนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อยืนยันความสมบูรณ์ แต่เพื่อชี้ให้เห็นว่าความงาม และความจริงต่างดำรงอยู่บนเส้นแบ่งที่บางเบา การมองคือการเรียนรู้ และการเปลี่ยนมุมเพียงเล็กน้อยของผู้ชมสามารถเปลี่ยนความหมายทั้งหมดของผลงานได้ เช่นเดียวกับที่กาลเวลาและความทรงจำเปลี่ยนความหมายของทุกสิ่งอยู่เสมอ” อริญชย์ทิ้งท้าย.
