วันเสาร์, มิถุนายน 20, 2026
Home > Cover Story > อวสานอินฟลูเอนเซอร์จริงไหม? Tellscore มีคำตอบ พร้อมชี้ทางรอด

อวสานอินฟลูเอนเซอร์จริงไหม? Tellscore มีคำตอบ พร้อมชี้ทางรอด

ช่วงนี้หลายคนคงได้ยินคำว่า “อวสานอินฟลูเอนเซอร์” กันหนาหูมากขึ้น ทั้งจากการแข่งขันที่หนักหน่วง และ AI ที่กำลังจะเข้ามาแทนที่ แต่สำหรับ “สุวิตา จรัญวงศ์” ประธานกรรมการบริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เทลสกอร์ จำกัด (Tellscore) แล้ว เธอกลับมองว่า อวสานอินฟลูเอนเซอร์อาจจะยังไม่เกิดขึ้น เพียงแต่สนามนี้กำลังเผชิญกับการแข่งขันที่เข้มข้น และเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ต้องปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อการอยู่รอด

“ตลาดอินฟลูเอนเซอร์หรือครีเอเตอร์จะท้าทายมากขึ้น ก่อนหน้านี้ใครเข้ามาก็รอดหมดเพราะสนามมันยังเล็กและยังไม่ท้าทายมาก ตอนนี้สนามมันใหญ่ขึ้นจนเป็น cross-border ครีเอเตอร์ไทยเริ่มเป็นที่รู้จักและมีการส่งออกคอนเทนต์ไปต่างประเทศ การแข่งขันสูงขึ้น คนที่เก่งก็จะไปต่อได้ แต่คนที่ไม่รอดก็จะส่งเสียงของการอวสานออกมา ก็เป็นไปตามธรรมชาติ”

อย่างไรก็ตาม สุวิตายอมรับว่า มีอินฟลูฯ บางสายเช่นกันที่เสี่ยงกับคำว่า “อวสาน” ที่สุด โดยเฉพาะอินฟลูฯ สายไลฟ์สดขายของ ซึ่งมีสิทธิ์ถูก AI ยึดครองพื้นที่ เพราะ AI สามารถไลฟ์ขายของได้ 24 ชั่วโมง ในขณะที่อินฟลูฯ สายรีวิวจะเติบโตมากขึ้นไปได้อีก แม้ว่าจะมี AI เข้ามาก็ตาม เพราะผู้บริโภคยังคงต้องการความน่าเชื่อถือจากคนจริงๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ทำไม่ได้

“AI ไลฟ์สดขายของได้ 24 ชั่วโมง ไม่ต้องหลับต้องนอน มนุษย์สู้ไม่ได้ ทางแก้คืออินฟลูฯ หรือคอนเทนต์ครีเอเตอร์สามารถโคลนตัวเองเป็น AI Avatar และให้ตัวเราเองที่โคลนเป็น AI แล้วไปไลฟ์ขายของแทนได้เลย 24 ชั่วโมง ส่วนครีเอเตอร์ตัวจริงก็เข้าไปยืนยันในช่อง สร้างความน่าเชื่อถือ และเชื่อมโยงระหว่าง AI กับครีเอเตอร์ตัวจริงเข้าด้วยกัน ถือเป็นการใช้เครื่องมือ AI ที่ชาญฉลาดและไม่ตกเป็นทาส”

ที่สำคัญคือตลาดครีเอเตอร์ทั้งในไทยและทั่วโลกยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งทุกปี ตอกย้ำว่าตลาดนี้ยังไม่ได้กำลังอวสาน โดยข้อมูลสถิติ “Influencer Economy Worldwide” จาก Statista.com ระบุว่า มูลค่าตลาดครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ทั่วโลกมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 20-30% ต่อปี โดยในปี 2567 มูลค่าตลาดอยู่ที่ 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นปีที่คอนเทนต์ครีเอเตอร์ทั่วโลกหันมาเป็นฟูลไทม์คอนเทนต์ครีเอเตอร์ (Full-time Content Creators) มากขึ้นเป็นประวัติการณ์ ทั้งนี้ หนึ่งในเหตุผลหลักคือการถูกเลย์ออฟจากบริษัทยักษ์ใหญ่และบริษัทด้านเทคโนโลยี ในส่วนของแบรนด์พบว่า 69% มีการเพิ่มงบ Influencer Marketing ต่อเนื่องมาจากปีก่อน ส่วนปี 2568 คาดว่าตลาดครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ทั่วโลกจะพุ่งสูงแตะ 32,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

โดยสุวิตาชี้ว่า เทรนด์สำคัญในปีนี้สำหรับเหล่าครีเอเตอร์และแบรนด์เพื่อรับมือกับ AI คือ การทำ Branding via Creators ที่ไม่ใช่แค่การสร้างความแตกต่าง แต่ต้อง “บอกเล่าอย่างมี Human Connection” ว่าแบรนด์นำเสนออะไร สร้างคุณค่าด้านใดให้ผู้บริโภค อินฟลูเอนเซอร์หรือครีเอเตอร์ที่มาร่วมสร้างคุณค่าดังกล่าวคือใคร กำลังทำอะไร และมีความเชื่อมโยงอย่างไรในคอมมูนิตี้ที่ตนอยู่ ซึ่งจำเป็นต้องผสานกลยุทธ์ O2O Marketing (Online-to-Offline) ผ่านกิจกรรมจริง เช่น อีเวนต์ เวิร์กชอป หรือคอนเสิร์ต เพื่อทำให้แบรนด์แข็งแรงและเชื่อมโยงกับผู้ติดตามได้ลึกกว่าเดิม

ด้านภูมิทัศน์แพลตฟอร์มออนไลน์ สุวิตาระบุว่า TikTok ยังคงมาแรงต่อเนื่อง ขณะที่ YouTube พลิกเกมด้วย Long-form Content ตลอดจนจับมือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรุกตลาด Social Commerce  ส่วนInstagram ยังคงเหมาะกับคอนเทนต์ Trend Setter โดยเฉพาะฟอร์แมตคอนเทนต์ประเภท Story ที่สร้าง Engagement ได้สูง ส่วนแพลตฟอร์มที่กำลังน่าจับตาคือ Lemon8 ที่ถูกใจ Gen Z ด้วยรูปแบบคอนเทนต์ที่ง่ายและเร็ว รวมถึง XiaoHongShu ซึ่งกำลังเติบโตในไทยและอาเซียน ครีเอเตอร์ที่ใช้ภาษาอังกฤษและจีนได้จะมีโอกาสขึ้นแท่นผู้ชนะ

เธอกล่าวต่อว่า โอกาสใหม่ที่น่าสนใจคือ กลุ่มครีเอเตอร์ LGBTQ+ ในบริบท Rainbow Economy ซึ่งสะท้อนสังคมที่เปิดกว้างและยอมรับความหลากหลายชูจุดเด่นของประเทศไทย แบรนด์ที่ร่วมงานกับครีเอเตอร์กลุ่มนี้ไม่เพียงได้ประโยชน์เชิงธุรกิจ แต่ยังสร้าง Emotional Bonding และความเชื่อมั่นกับผู้บริโภค Gen Z และมิลเลนเนียลได้อีกด้วย

“ครีเอเตอร์สาย LGBTQ+ ในบ้านเราเปิดกว้างมาก แทบจะเป็น 1-2 ประเทศที่เปิดกว้างขนาดนี้ เพราะฉะนั้นโอกาสมาแรงมาก ยิ่งสมรสเท่าเทียมผ่าน ยิ่งเป็นตราประทับอย่างเป็นทางการ ครีเอเตอร์สามารถส่งออกคอนเทนต์สาย Y หรือคอนเทนต์ LGBTQ+ ออกไปยังต่างประเทศได้ โดยเฉพาะในญี่ปุ่นและเกาหลี ซึ่งเป็นประเทศที่บริโภคคอนเทนต์สาย Y อันดับต้นๆ มันเป็นโอกาสของบ้านเรามากๆ สามารถยกระดับให้เกิดเป็นอุตสาหกรรมได้”

สำหรับประเด็น AI สุวิตาชี้ว่า ทางรอดคือการอยู่ร่วมกับ AI อย่างสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง AI Avatar ของตัวครีเอเตอร์เองเพื่อทำคอนเทนต์สั้นๆ สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง หรือใช้ AI เป็นแรงเสริมในการสร้างแบรนด์ แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องสื่อสารอย่างโปร่งใส ระบุชัดเจนว่าเป็นคอนเทนต์จาก AI เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคสับสน ซึ่งจะช่วยเพิ่มคุณค่าและความน่าเชื่อถือในสายตาแบรนด์และผู้ติดตาม

ในส่วนของเทรนด์ครีเอเตอร์ที่กำลังมาแรงทั้งในปีนี้และปีต่อไปคือสายที่มีเม็ดเงินเข้ามาในตลาดจำนวนมาก อย่าง ครีเอเตอร์สายสัตว์เลี้ยง ดังจะเห็นได้จากแนวโน้มในปัจจุบันที่ตลาดสัตว์เลี้ยงยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

อีกหนึ่งสายที่กำลังมาแรงคือ ครีเอเตอร์สายข่าว (News Creator) การวิเคราะห์ข่าว ย่อยข่าว เพราะคนจะโหยหาความคิดเห็น แต่ก็มีความท้าทายเช่นกัน เพราะตอนนี้ AI สามารถสร้างภาพ เสียง วิดีโอ ได้สมจริง ซึ่งสุวิตามองว่าตอนนี้อาจจะหวือหวา แต่สักพักกระแส AI จะเริ่มตก เพราะผู้บริโภคจะเลือกเสพข้อมูลจากครีเอเตอร์ที่เป็นคนจริงๆ และน่าเชื่อถือมากกว่า ส่วนครีเอเตอร์สาย longevity เน้นการมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีก็เป็นอีกสายที่น่าจับตาไม่แพ้กัน

ส่วนสาขาเดิมๆ ที่ไม่มีการปรับตัวและไม่สร้างความหลากหลาย อย่าง สายท่องเที่ยวและความงาม ถ้าละเลย ชะล่าใจ คิดว่าเม็ดเงินในตลาดยังเยอะและทำคอนเทนต์แบบเดิม ก็จะเริ่มไปไม่รอด เพราะอุตสาหกรรมความงามและท่องเที่ยวเติบโตมาก และมีมุกในการสร้างคอนเทนต์ใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ครีเอเตอร์ต้องเข้าให้ถึงรสนิยมของ Gen Z ว่าเขาเที่ยวกันแบบไหน เพื่อนำมาผสมกับของเดิมที่มีกลายเป็นสิ่งใหม่ขึ้นมาจึงจะอยู่รอดในสมรภูมินี้ได้

“ตลาดนี้ยังโตแน่นอน แม้เศรษฐกิจโลกจะผันผวน แต่การเติบโตจะไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบ ครีเอเตอร์และแบรนด์ต้องปรับตัวอย่างยิ่งยวด ต้องมองทั้ง Geopolitics ระดับโลกและโอกาสในภูมิภาค โดยเฉพาะในอาเซียน และควรเริ่มสร้างคอนเทนต์ภาษาอังกฤษหรือจีนเพื่อเจาะตลาดต่างประเทศ เพราะความต้องการเปลี่ยนเร็วมาก ใครปรับตัวได้คือผู้ที่จะอยู่รอด ตอนนี้ทุกอย่างมันจะผลักให้เรายอมแพ้ แต่ต้องอดทน กัดฟันไปก่อน ขณะเดียวกันก็ต้องเปิดโอกาสหาน่านน้ำใหม่ๆ ให้กับตัวเอง นี่คือทางรอด” สุวิตาทิ้งท้าย.