ท่ามกลางการค้า เศรษฐกิจโลกที่เผชิญกับความผันผวนรอบด้าน ไม่เว้นแม้แต่ประเทศที่มีอำนาจการต่อรองเศรษฐกิจอย่างสหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น และเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว ตัวการที่สร้างความปั่นป่วนบนเวทีการค้าระหว่างประเทศคือใคร
หลายประเทศมีแนวทางรับมือแบบที่สามารถสร้างแต้มต่อให้ประเทศของตัวเองได้อย่างดี เช่น จีน อินเดีย ได้ประกาศกร้าวแสดงเจตนารมณ์ว่าจะไม่ยอมก้มหัวให้ชาติใดชาติหนึ่งมากดขี่ เสมือนตัวเองเป็นผู้ปกครองของโลก
ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังคงน่าเป็นห่วง เพราะมักจะอ่อนไหวต่อปัจจัยแวดล้อมทั้งจากในประเทศและนอกประเทศ และความไร้เสถียรภาพของรัฐบาลที่ผลัดเปลี่ยนรวดเร็วกว่าฤดูกาล อีกทั้งยังไม่มีความต่อเนื่องของนโยบายที่จะสามารถมีแรงกระเพื่อมและเร่งเครื่องจักรทางเศรษฐกิจให้ GDP มีโอกาสขยายตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายที่วาดฝันว่าจะช่วยรากหญ้า สร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจในภาพรวมได้ สุดท้ายแล้วหลังใช้งบประมาณกับนโยบายเงินดิจิทัลหนึ่งหมื่นไปแล้วกว่าหนึ่งแสนล้านบาท ผลที่ได้รับไม่สามารถสร้างแรงหมุนทางเศรษฐกิจได้แม้เพียงรอบ

สำนักงานเศรษฐกิจการคลังเคยประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 ว่าจะมีการขยายตัวที่ร้อยละ 2.2 ต่อปี ภายใต้สถานการณ์นโยบายภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐอเมริกา และผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศของประเทศคู่ค้าของไทย อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยสามารถขยายตัวได้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับผลการประมาณการเศรษฐกิจครั้งก่อนที่ร้อยละ 2.1 (ณ เมษายน 2568) โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการผลิตภาคอุตสาหกรรมและการส่งออกที่ขยายตัวดีกว่าที่คาดไว้ ประกอบกับการบริโภคภายในประเทศที่ขยายตัวต่อเนื่อง
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ว่า เติบโตต่ำที่ 1.5% และต่อเนื่องไปในปี 2569 ที่ 1.4% จากสงครามการค้า แผลเป็นเศรษฐกิจในภาคครัวเรือนและ SMEs ที่มีอยู่เดิม และข้อจำกัดด้านนโยบายการคลัง โดยเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีหลังนี้จะโตเฉลี่ยต่ำกว่า 1% และมีโอกาสเข้าสู่ Technical recession จากการส่งออกและการลงทุนที่จะแผ่วลง ขณะที่แรงส่งจากภาคการท่องเที่ยวจะน้อยกว่าคาด นักท่องเที่ยวจีนหดตัว และระมัดระวังการใช้จ่ายจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่อง จากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า กำลังซื้อทั้งในและต่างประเทศลดลง ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจปรับตัวลดลง ชะลอการลงทุน

ขณะที่เวทีสัมมนาที่สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD จัดขึ้น “Southeast Asia Trade and Development Forum 2025” ในหัวข้อ “The Changing Realities of International Trade” ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ การค้าโลก ชี้ทิศทางและแนะแนวทางในการวางกลยุทธ์รับมือความผันผวนทางเศรษฐกิจที่มีความซับซ้อน โดยเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของอาเซียนในการเป็นกลไกกลาง ท่ามกลางความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจดิจิทัล การกีดกันทางการค้า และมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้น พร้อมเสนอแนวทางเชิงนโยบายเพื่อเสริมภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดภูมิภาคและโลก
“จากรายงาน Global Risks Report 2025 ของ World Economic Forum ชี้ชัดว่าโลกกำลังเผชิญกับความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงกัน ทั้งการเร่งตัวของเทคโนโลยี ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตสิ่งแวดล้อม การกีดกันทางการค้า และโครงสร้างประชากร ซึ่งความเสี่ยงทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ในระดับภูมิภาคและทั่วโลก สำหรับอาเซียน ความท้าทายเหล่านี้หมายถึงความจำเป็นที่จะต้องสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ ลดความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน และเร่งสร้างความร่วมมือในด้านสิ่งแวดล้อมและนวัตกรรม เพื่อให้ภูมิภาคของเราสามารถเติบโตและยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่ง การจัดงานฟอรัมครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะเชื่อมโยงความคิดและประสบการณ์จากทุกภาคส่วน เพื่อวางทิศทางการค้าและการพัฒนาของอาเซียนในทศวรรษหน้าอย่างมีเอกภาพและยั่งยืน” ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ ประธานกรรมการ สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา อธิบาย

ดร.เจฟฟรีย์ แซคส์ นักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ที่มักจะให้ความเห็นเกี่ยวกับประเด็นทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการสถาบันโลก มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย แสดงปาฐกถาผ่านระบบออนไลน์ โดยให้ความเห็นเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจโลกไว้ว่า “ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้เกิดจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายของสหรัฐอเมริกา และความพยายามกีดกันทางการค้า แต่ไม่น่าจะประสบความสำเร็จ ซึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เมื่อสหรัฐฯ ประกาศอัตราภาษีจากจีน แต่ถูกจีนตอบโต้ด้วยการขู่การจำกัดการส่งออกแร่หายาก ที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ จนส่งผลให้สหรัฐฯ ต้องยกเลิกการเรียกเก็บภาษีทันที”
นอกจากนี้ ดร.แซคส์ ยังมองว่าเศรษฐกิจของเอเชียจะเติบโตอย่างรวดเร็วในทศวรรษหน้า โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะจีนที่จะกลายเป็นผู้นำของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งอาจขยายการลงทุนด้านการผลิตในไทย อินโดนีเซีย และเวียดนาม
มุมมองของ ดร.แซคส์ ชี้ให้เห็นว่าในอนาคตอาเซียนจะกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตเทคโนโลยีที่โลกต้องการ และหากได้รับการพัฒนาในมิติการศึกษา โดยเน้นไปที่ทักษะวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และการอ่าน ซึ่งการลงทุนด้านการศึกษา ทักษะของเยาวชน เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล การบูรณาการทางการเมืองในระดับภูมิภาคเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน เช่น โครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน และรถไฟความเร็วสูง

โลกธุรกิจในปัจจุบันต้องเผชิญทั้งความเสี่ยงและโอกาสในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้า มาตรการสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น การแพร่กระจายของข้อมูลบิดเบือน หรือการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ซึ่งจะกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs และสตาร์ทอัปที่ต้องแข่งขันในห่วงโซ่มูลค่าโลก การจัดฟอรัมครั้งนี้ไม่ใช่แค่เวทีแลกเปลี่ยนความรู้ แต่เป็นพื้นที่เชิงนโยบายที่ข้อเสนอจากเวทีจะถูกสังเคราะห์และผลักดันสู่ภาครัฐ เพื่อให้ไทยรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการเองก็จะได้โอกาสเชื่อมโยงกับนักลงทุนและพันธมิตรจากภูมิภาค ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว” สุภกิจ เจริญกุล ผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา กล่าว

เวที Southeast Asia Trade and Development Forum 2025 ถือเป็นเวทีระดับนานาชาติที่สะท้อนความพยายามของ ITD ในการขับเคลื่อนบทบาทของไทยในเศรษฐกิจอาเซียน เวทีนี้ไม่เพียงสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูลและกำหนดทิศทางนโยบายร่วมกัน แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ SMEs และสตาร์ทอัป ที่จะได้เข้าถึงกลยุทธ์ องค์ความรู้ และเครือข่ายใหม่ ๆ ซึ่งช่วยเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน ก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าระดับภูมิภาคและโลก และเสริมสร้างเศรษฐกิจอาเซียนให้แข็งแกร่ง รับมือกับความท้าทายที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ.
