Co-working Space คืออีกหนึ่งธุรกิจที่เริ่มมีทิศทางการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อพฤติกรรมคนทำงาน องค์กรยุคใหม่ มีความต้องการที่มากขึ้นด้านพื้นที่ทำงาน ที่ไม่ได้ต้องการเพียงพื้นที่เงียบๆ สะอาด และสัญญาณการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่มีความเสถียรเท่านั้น
องค์กรยุคปัจจุบันเริ่มมองหาสถานที่ที่ให้ได้มากกว่าการรองรับการทำงานขั้นพื้นฐาน เช่น ห้องประชุม แคนทีน พื้นที่สำหรับหย่อนใจหลังเลิกงาน และข้อดีของโคเวิร์กกิ้งสเปซที่สามารถตอบโจทย์เหล่านี้ได้ทั้งหมด คือช่วยประหยัดงบประมาณการลงทุน
มีการคาดการณ์ว่า ตลาด Co-working Space ทั่วโลกน่าจะมีมูลค่าเติบโตถึง 35,630 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2032 โควิดคือกุญแจสำคัญที่เปลี่ยนรูปแบบการทำงาน บริษัทและองค์กรสนับสนุนให้พนักงานทำงานแบบไฮบริด แต่ยังคงประสิทธิภาพของงานไว้ได้

JustCo (จัสโค) คืออีกหนึ่งบริษัทที่เป็นผู้ให้บริการ Co-working Space ในพื้นที่ภูมิภาคเอเชีย ธุรกิจสัญชาติสิงคโปร์ที่มี “คง วัน ซิง” ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เริ่มต้นธุรกิจเมื่อปี 2011 โดยมองเห็นความต้องการของผู้ใช้งานพื้นที่การทำงานแบบยืดหยุ่น ที่ทำให้ทุกพื้นที่สามารถทำงานได้
หลังจากดำเนินธุรกิจในสิงคโปร์เป็นเวลาหนึ่ง ปี 2018 คง วัน ซิง ตัดสินใจขยายธุรกิจออกนอกสิงคโปร์ โดยได้รับสนับสนุนจากกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติสิงคโปร์ รวมถึงพาร์ตเนอร์อย่างเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ก่อนจะเข้ามาเปิดธุรกิจ Co-working Space ในไทยสาขาแรกที่ เอไอเอ สาทร ทาวเวอร์ ภายใต้แบรนด์ JustCo
และขยายสาขาอย่างต่อเนื่องในปี 2019-2023 ในตลาดต่างประเทศ เช่น ซิดนีย์และเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และไต้หวัน ขณะที่ไทยเปิดเพิ่มอีก 4 สาขา ที่สามย่าน มิตรทาวน์, เกษรอัมรินทร์, สีลม เอจ และอาคาร One Ciry Centre

จัสโค เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด แต่ความเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานทั่วโลก ทำให้จัสโคสามารถกลับมาได้อย่างรวดเร็วและแข็งแกร่ง คำถามที่น่าคิดต่อจากนี้ อะไรคือเหตุผลสำคัญที่เป็นตัวเร่งให้จัสโคมีกำไรทั้งที่หลายธุรกิจประสบปัญหา
“ในปีที่โลกเกิดโควิด ทุกธุรกิจได้รับผลกระทบ รวมถึงจัสโคเองด้วย แต่ในปี 2021 เรากลับมาอย่างแข็งแรงอีกครั้ง เราเติบโต ขยายธุรกิจ และแน่นอนว่ารวมไปถึงกำไร ที่มีปัจจัยมาจากความแน่วแน่ในการดำเนินธุรกิจ เราฟังเสียงลูกค้า ใส่ใจในการบริการลูกค้าอย่างแท้จริง เรามีการระดมทุนจากแหล่งทุนรายใหญ่ ที่ช่วยให้เราสามารถขยายธุรกิจได้อย่างดี”
โลกธุรกิจที่มีการแข่งขันในทุกมิติ การขยายสาขามากขึ้นภายในเวลาอันรวดเร็ว อาจไม่ใช่คำตอบที่ดี เมื่อความต้องการของลูกค้ายังคงเป็นปัจจัยหลัก โจทย์สำคัญที่ผู้ประกอบการธุรกิจต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ในทุกกลุ่ม

“เรามี 3 แบรนด์ ที่แตกต่างกัน JustCo คือแบรนด์ที่มีความพรีเมียม the boring office แบรนด์ที่มีความเอสเซนเชียล และThe Collective แบรนด์ลักชัวรีที่มาเปิดตลาดใหม่ในไทย โดยเป็นส่วนหนึ่งของอาคาร One Bangkok เมกะโปรเจกต์กลางเมือง นี่เป็นสาขาที่ 3 ในแบรนด์ The Collective หลังจากเราประสบความสำเร็จอย่างสูงในโตเกียว และไทเป และถือเป็นพื้นที่ให้บริการ Co-working Space แห่งที่ 6 ในเครือจัสโคที่เปิดให้บริการในกรุงเทพฯ”
The Collective ตั้งอยู่บนชั้น 28 ของทาวเวอร์ 4 โครงการ One Bangkok ที่ได้รับการรับรองโดยมาตรฐาน LEED for Neighborhood Development ระดับแพลทินัม
“หลายปีที่ผ่านมา Co-working Space เป็นที่นิยมอย่างมาก เมื่อการมองหาพื้นที่ทำงานใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ กลุ่มอาชีพฟรีแลนซ์ หรือองค์กรขนาดเล็ก แต่ธุรกิจขนาดใหญ่และสตาร์ทอัปเริ่มเปลี่ยนแปลงไป โดยหันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพของพื้นที่ทำงานมากกว่าราคา นี่เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ธุรกิจ Co-working Space เติบโตอย่างก้าวกระโดด องค์กรต่างๆ เริ่มมองหาสภาพแวดล้อมการทำงานระดับเกรด A ในที่ตั้งใจกลางย่านธุรกิจ เพื่อดึงดูดบุคลากรที่มีคุณภาพมาร่วมกันขับเคลื่อนองค์กร และเพื่อรองรับการทำงานในรูปแบบไฮบริด ซึ่ง The Collective One Bangkok ตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้ และพร้อมเป็นสถานที่เชื่อมต่อโอกาสให้กับทุกองค์กรเพื่อนำพาธุรกิจให้ประสบความสำเร็จและเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ” ผู้บริหารจัสโคอธิบาย

Co-working Space แบรนด์ The Collective ไม่ได้มีแค่พื้นที่ว่างที่เปิดให้คนเข้ามานั่งทำงานเท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันไม่ต่างจากสำนักงานทั่วไป เช่น ห้องประชุม ห้องโทรศัพท์เก็บเสียง เลานจ์รับรองแขก Hot Desk พื้นที่พักผ่อน พื้นที่จัดอีเวนต์ และแพนทรี
“4 เสาหลักที่เรายึดมั่นในการดำเนินธุรกิจคือ 1. ประสบการณ์ 2. ผลิตภัณฑ์ 3. การบริการ 4. สุขภาวะที่ดี สิ่งเหล่านี้คือประเด็นสำคัญที่เป็นเสมือนหัวใจหลักอันนำมาสู่แนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการ ที่เราใส่เข้ามาใน Co-working Space เพราะนอกจากสิ่งอำนวยความสะดวกที่องค์กรจำเป็นต้องมีในสำนักงานปกติแล้ว เรายังมีเก้าอี้ Herman Miller Aeron และโต๊ะทำงานปรับระดับได้ บริการอาหารเช้าระดับกูร์เมต์ทุกวัน และกาแฟจากร้าน Sarnies Bangkok บาร์ชา TWG และ Aperitif Hour ทุกวัน สำหรับทุกวันศุกร์มี Mixologist บริการชงเครื่องดื่มค็อกเทลเมนูพิเศษ พื้นที่พักผ่อนหลังจากทำงานหนัก ให้คนทำงานได้งีบหลับ พร้อมผลิตภัณฑ์อโรมาเทอราพีจากแบรนด์ AESOP” คง วัน ซิง ขยายความ
ผู้บริหารจัสโคยังเสริมว่า ลูกค้าสมาชิกของ The Collective สามารถเข้าใช้บริการพื้นที่ของ The Collective ได้ทั้งสาขาที่ไทเปและโตเกียว และยังสามารถใช้บริการพื้นที่ JustCo สาขาใดก็ได้ในกรุงเทพฯ และอีกกว่า 50 สาขาทั่วโลก นอกจากจะตอบโจทย์การทำงานที่หลากหลายได้มากขึ้น ยังพร้อมเป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อธุรกิจในเครือข่ายของจัสโค ที่มีสาขาอยู่ทั่วเอเชียแปซิฟิก
แม้ว่าปัจจุบันจัสโคจะมีจำนวนสาขาประมาณ 50 สาขาใน 6 ประเทศ แต่ทิศทางการทำงานที่เน้นไฮบริด เหมือนเป็นเทรนด์การทำงานของโลกยุคใหม่ที่ยังคงดำเนินต่อไป เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ คง วัน ซิง ตั้งเป้าหมายที่จะขยายสาขาให้ได้ 120-150 สาขาในอีก 5 ปีข้างหน้า
“ถ้าถามถึงแผนงานในอีก 5 ปีนับจากนี้ เรามีแผนที่จะเพิ่มจำนวนสาขา 120-150 สาขา และจากเดิมที่เรามีสาขาอยู่ใน 6 ประเทศ มีความเป็นไปได้ว่าเราจะขยายไปอีกเป็น 13 ประเทศ โดยแผนงานที่จะเกิดขึ้นในปีนี้คือ เปิด The Collective ในโอซากา ประเทศญี่ปุ่น เปิดแบรนด์ the boring office อีกหนึ่งสาขาที่สิงคโปร์ และอีกสองประเทศกำลังอยู่ในช่วงดำเนินการมองหาพื้นที่ที่เหมาะสมคือ นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม และเมืองนิวเดลี ประเทศอินเดีย

การขยายธุรกิจไปในอินเดีย เรามองว่าประเทศอินเดียมีการเติบโตด้านเศรษฐกิจ ธุรกิจหลากหลายเข้าไปลงทุนในอินเดีย ทำให้อินเดียตอนนี้เป็นอีกหนึ่งประเทศที่น่าลงทุนอย่างมาก และแน่นอนเรามองว่า นี่จะเป็นปัจจัยให้ตลาด Co-working Space จะมีโอกาสเติบโตเช่นกัน”
แต่จัสโคมี 3 แบรนด์ในพอร์ต แต่แบรนด์ไหนที่จะเหมาะสมกับประเทศไหน คง วัน ซิง ให้คำตอบว่า “การขยายสาขาไปในตลาดต่างประเทศ และเราจะเลือกแบรนด์ไหนนั้น สิ่งที่ต้องพิจารณามีหลายปัจจัย เช่น สภาพแวดล้อมการทำงานของคนในพื้นที่อาคาร ความต้องการของลูกค้า บางคนอาจมองหาดีไซน์มากกว่าแค่พื้นที่สำหรับนั่งทำงานทั่วไป ต้องการการบริการที่ดีเยี่ยม ต้องการความเป็นยูนีก อาจเหมาะกับแบรนด์ The Collective ในขณะที่บางประเทศอาจเหมาะกับแบรนด์ JustCo”
หลายองค์กรที่นิยมใช้บริการ Co-working Space ของจัสโค มองเห็นโอกาสที่จะประหยัดงบประมาณ เงินที่จะลงทุนไปกับการพัฒนาหรือรีโนเวตอาคารสำนักงาน แต่เข้าใช้พื้นที่ใน Co-working Space มีความยืดหยุ่นมากกว่า เพราะสามารถเลือกใช้พื้นที่ได้ตามความเหมาะสมสำหรับรูปแบบธุรกิจของตัวเอง
ธุรกิจ Co-working Space มีการขยายตัวตลอดระยะเวลา 3-5 ปีที่ผ่านมา มีมากกว่า 100 แห่ง เป็นธุรกิจที่เอื้อประโยชน์แก่นักลงทุนและผู้ใช้บริการ แม้รายได้ที่กลับมาจะไม่ได้สูงหรือมีกำไรเท่าการลงทุนในธุรกิจอื่นๆ แต่เป็นธุรกิจที่สร้างคอนเนกชันได้เป็นอย่างดี และยังมีโอกาสที่จะเติบโตและพัฒนาเครือข่ายธุรกิจได้.
