ข้อมูลล่าสุดของ Kline & Company ระบุว่า เชลล์ครองตำแหน่งผู้จัดจำหน่ายน้ำมันหล่อลื่นสำเร็จรูปอันดับหนึ่งของโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 18 ด้วยส่วนแบ่งตลาดที่ 11.6% อะไรคือกลยุทธ์ความสำเร็จของเชลล์น้ำมันหล่อลื่น ที่สามารถครองอันดับ 1 มาได้ติดต่อกัน “ผู้จัดการ 360 องศา” จะพาไปหาคำตอบกับ 3 ผู้บริหารของเชลล์
แมนซี ทรีพาธี กรรมการบริหารอาวุโส ฝ่ายธุรกิจน้ำมันหล่อลื่น บริษัท เชลล์ เอเชียแปซิฟิก จำกัด ผู้บริหารระดับสูงของธุรกิจน้ำมันหล่อลื่น ที่รับผิดชอบดูแลพอร์ตโฟลิโอน้ำมันหล่อลื่นมูลค่าสูงกว่า 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ฉายภาพของธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นเชลล์ไว้ว่า
เป้าหมายของธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นเชลล์ คือ“มุ่งมั่นขับเคลื่อนความก้าวหน้าให้โลกในวันนี้ เพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดียิ่งขึ้น” (Keep the World Progressing Today for Tomorrow) ผ่านการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบน้ำมันหล่อลื่นและผลิตภัณฑ์ของเหลวที่ตอบโจทย์การใช้งานให้แก่ผู้บริโภค เพื่อช่วยลดแรงเสียดทาน จัดการความร้อน ยืดอายุการใช้งานเครื่องจักร ทั้งการใช้งานทั่วไป และการใช้งานเฉพาะด้านของอุตสาหกรรม โดยมีการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) ในระดับ Global อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์พรีเมียมที่แตกต่างและโดดเด่นด้วยเทคโนโลยีทันสมัย และคำนึงถึงความยั่งยืนในทุกมิติ

จากข้อมูลล่าสุดของ Kline & Company ระบุว่า เชลล์ครองตำแหน่งผู้จัดจำหน่ายน้ำมันหล่อลื่นสำเร็จรูปอันดับหนึ่งของโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 18 ด้วยส่วนแบ่งตลาดที่ 11.6% โดยในปีพ.ศ. 2566 การจำหน่ายน้ำมันหล่อลื่นของเชลล์ทั่วโลกกระจายตัวในสัดส่วนเกือบเท่า ๆ กันใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ น้ำมันหล่อลื่นสำหรับรถยนต์ส่วนบุคคล 36% สำหรับภาคอุตสาหกรรม 33% และรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ 31% พร้อมมองหาโอกาสใหม่ในผลิตภัณฑ์ของเหลวใหม่ ๆ เช่น ของเหลวสำหรับการจัดการความร้อนของแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และสำหรับใช้ในศูนย์ข้อมูล (Data Centers)
ความสำเร็จนี้เกิดจากการลงทุนอย่างต่อเนื่องในผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมและการพัฒนานวัตกรรม ผนวกกับพลังของแบรนด์เชลล์และความมุ่งมั่นดูแลลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ ด้วยประสบการณ์กว่า 100 ปี โดย Shell Lubricants เป็นพันธมิตรกับลูกค้าระดับ B2B กว่าหนึ่งล้านรายในกว่า 175 ตลาดทั่วโลกให้ความไว้วางใจ โดยมีเครือข่ายผู้จัดจำหน่ายหลักราว 85 ราย และผู้จัดจำหน่ายอีกประมาณ 1,500 รายทั่วโลก ผ่านแบรนด์ชั้นนำของเชลล์ เช่น Shell Helix, Shell Advance, Rimula, Spirax, Tellus และ Omala ที่ช่วยปกป้องเครื่องยนต์ ให้สามารถใช้งานได้ยาวนาน มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น และลดความถี่ในการบำรุงรักษา

เดินหน้าเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เสริมพอร์ต
แม้จะครองแชมป์ต่อเนื่องมา 18 ปีเต็ม แต่เชลล์ไม่หยุดอยู่แค่นั้น ล่าสุดเดินหน้าเปิดตัวนวัตกรรมผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นตัวใหม่ให้กับลูกค้าในประเทศไทย เพื่อเสริมแกร่งในตลาดไทยขึ้นไปอีกขั้น
ซาร่า สมิทธิ์ กรรมการบริหาร ฝ่ายการตลาด ธุรกิจน้ำมันหล่อลื่น บริษัท เชลล์ อินเตอร์เนชั่นแนล ปิโตรเลียม จำกัด ซึ่งรับผิดชอบกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นสำหรับผู้บริโภคในกลุ่มยานยนต์ทั่วโลก และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาแคมเปญการตลาดระดับโลก ออกแบบพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ รวมถึงกำหนดกลยุทธ์การจัดกลุ่มผลิตภัณฑ์ และแผนงานด้านนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นให้กับเชลล์ทั่วโลก ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ที่คาดว่าจะเป็นตัวสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นของเชลล์ ไว้ว่า
เชลล์ได้เปิดตัว Shell Helix Ultra สูตรใหม่ล่าสุด หนึ่งในน้ำมันเครื่องกลุ่มแรกของอุตสาหกรรมที่ผ่านมาตรฐาน API SQ ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับโลกสูงสุดจากสถาบัน American Petroleum Institute (API) พร้อมผ่านการรับรองมาตรฐาน ACEA C6 และล่าสุดกับ ILSAC GF-7
โดยผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ถูกออกแบบมาเพื่อคงสมรรถนะสูงสุดของเครื่องยนต์ไว้ได้ 100% ยาวนานขึ้น แม้จะขับขี่เต็มกำลังอย่างต่อเนื่อง พร้อมปกป้องเครื่องยนต์จากปัญหาที่พบได้บ่อย เช่น ปัญหาการจุดระเบิดก่อนเวลาในรอบต่ำ (Low-Speed Pre-Ignition: LSPI) และสภาวะแรงกดดันและอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในเครื่องยนต์สมรรถนะสูงที่ใช้ระบบเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จแบบฉีดตรงในกระบอกสูบ (Turbocharged Gasoline Direct Injection: TGDI)
ที่สำคัญคือนวัตกรรมนี้เกิดจากเทคโนโลยี PurePlus ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของเชลล์ ซึ่งเป็นการกลั่นน้ำมันจากก๊าซธรรมชาติ ได้เป็นน้ำมันที่มีความบริสุทธิ์ถึง 99.5% จึงมีสมรรถนะและปกป้องเครื่องยนต์ได้สูงสุด
ไม่เพียงเท่านั้น Shell Helix Ultra สูตรใหม่ยังช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศ ซึ่งบรรจุภัณฑ์ Shell Helix Ultra ในประเทศไทยยังผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล 100% (Post-consumer recycled: PCR) เป็นรายแรกในประเทศอีกด้วย

ความร่วมมือกับทีมมอเตอร์สปอร์ตสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ Shell Helix Ultra
ซาร่าเผยต่อว่า เนื่องจากเชลล์มีความร่วมมือกับทีมมอเตอร์สปอร์ตระดับโลกมาเป็นระยะเวลาอันนาน จึงใช้สนามแข่งเป็นเวทีทดสอบสมรรถนะและนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ ก่อนถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงสู่ท้องถนนผ่าน Shell Helix Ultra
ซึ่งตลอดเวลากว่า 75 ปีของการร่วมพัฒนานวัตกรรมกับ Scuderia Ferrari HP ซึ่งนับเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่ยาวนานและประสบความสำเร็จที่สุดในวงการมอเตอร์สปอร์ต น้ำมันหล่อลื่นและน้ำยาหล่อเย็นของเชลล์มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ Ferrari AF Corse คว้าชัยชนะติดต่อกันในรายการ 24 Hours of Le Mans ต่อเนื่องในปี 2023 และ 2024 โดย Shell Helix Ultra ได้รับเลือกให้ใช้ทั้งในสนามแข่งและบนท้องถนนตั้งแต่ปี 1950 จนถึงปัจจุบัน เชลล์ยังคงเป็นพันธมิตรระดับพรีเมียมของ Scuderia Ferrari โดยทีมนักวิทยาศาสตร์จากทั้งสองฝ่ายทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สมรรถนะสูงสุดในการปกป้องเครื่องยนต์และเพิ่มพลังขับเคลื่อน

ประเทศไทยศูนย์กลางการผลิตระดับภูมิภาค
สำหรับ Shell Helix Ultra สูตรใหม่นั้น เชลล์เลือกเปิดตัวที่เมืองไทยเป็นที่แรก เพราะประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดหลักของธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นเชลล์ทั่วโลก
กมลพัทธ์ พหลโยธิน กรรมการบริหารธุรกิจน้ำมันหล่อลื่น บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด ผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นของเชลล์ในประเทศไทย ได้ฉายภาพรวมของตลาดน้ำมันหล่อลื่นในเมืองไทยว่า
ธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นของเชลล์ในประเทศไทยถือเป็นศูนย์กลางการผลิตระดับภูมิภาค โดยส่งออกน้ำมันหล่อลื่นและผลิตภัณฑ์จาระบีไปยังกว่า 40 ประเทศทั่วเอเชียและโอเชียเนีย สำหรับการดำเนินธุรกิจภายในประเทศ เชลล์มีความร่วมมือกับผู้ผลิตรถยนต์ (OEMs) มากมาย และล่าสุดได้เปิดตัว “Shell Lubricant Services” โซลูชันครบวงจรในการให้คำปรึกษาด้านน้ำมันหล่อลื่นทางเทคนิคที่พร้อมให้บริการทั่วประเทศ
ทั้งนี้เชลล์ตั้งเป้าก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดน้ำมันเครื่องสำหรับรถยนต์นั่ง (Passenger Car Motor Oil: PCMO) ทั้งในด้านปริมาณและมูลค่า ที่ปัจจุบันยังอยู่อันดับ 2 ของตลาด โดยจะใช้ Shell Helix Ultra เป็นหัวหอกในการบุกตลาด เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตในกลุ่มน้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้ ผ่านจุดแข็งของแบรนด์ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ และแคมเปญเฉพาะกลุ่มในช่องทางการค้า อู่ซ่อมรถ และแพลตฟอร์มดิจิทัล พร้อมเดินหน้าสื่อสารการตลาดเพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สมรรถนะสูงมากขึ้น และขยายฐานไปยังลูกค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง

รุกตลาดน้ำมันเครื่องพรีเมียมในประเทศไทย
มีตัวเลขที่น่าสนใจระบุว่า ในปี พ.ศ.2566 ตลาดน้ำมันหล่อลื่นในไทย มีมูลค่าประมาณ 3.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 101,000 ล้านบาท โดยคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 6.3% (หรือ 3.9% เมื่อคำนวณเป็นเงินบาท) ในช่วงปีพ.ศ. 2566–2571 ทั้งนี้ น้ำมันหล่อลื่นยานยนต์โดยเฉพาะชนิดสังเคราะห์และกึ่งสังเคราะห์ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการเติบโตของมูลค่าตลาด (อ้างอิง: Kline & Company, Inc. Published July 2024 (Base Year 2023))
ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นตลาดแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สำหรับการเปิดตัว Shell Helix Ultra สูตรใหม่ เนื่องจากเป็นตลาดรถยนต์ที่มีการแข่งขันสูง และมีฐานลูกค้าที่ชื่นชอบและผูกพันกับแบรนด์เชลล์อย่างยาวนาน ซึ่งพิสูจน์ได้จากความสำเร็จในการเปิดตัวน้ำมันหล่อลื่นเกรดพรีเมียมในอดีต การเปิดตัวครั้งนี้ยังเป็นการวางรากฐานเพื่อพัฒนากลยุทธ์ต้นแบบจากไทย นำไปปรับใช้และต่อยอดสู่การขยายตลาดในประเทศสำคัญอื่น ๆ ในอนาคต
จากรายงานของ Kline & Company ระบุว่า ปัจจุบัน Shell Helix มีบทบาทสำคัญในฐานะผู้นำตลาดน้ำมันเครื่องสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในไทย และการเปิดตัว Shell Helix Ultra สูตรใหม่ล่าสุดควบคู่กับผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Helix ทั้งหมด จะทำให้เชลล์เดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งและขยายการเติบโตในตลาดรถยนต์นั่งอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2025 ตามเป้าหมายที่วางไว้
ทั้งนี้ Shell Helix Ultra จะเดินหน้าขยายฐานผู้ใช้ด้วยกลยุทธ์ที่นอกจากจะรักษากลุ่มลูกค้าพรีเมียมเดิมแล้ว ยังมุ่งเจาะตลาดใหม่ ได้แก่ (1) เจ้าของรถรุ่นใหม่ (2) ผู้ที่เริ่มใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์เต็มรูปแบบครั้งแรก และ (3) ผู้ขับขี่ในเมืองที่ให้ความสำคัญทั้งด้านสมรรถนะและการปกป้องเครื่องยนต์ โดยใช้แคมเปญเฉพาะกลุ่ม ร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ และโปรแกรมอบรมช่างยนต์ เพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์สมรรถนะสูงเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่เคยถูกมองข้าม

ขณะเดียวกัน พื้นที่เมืองรองและต่างจังหวัดถูกมองว่าเป็นแหล่งเติบโตสำคัญ แม้เดิมจะเป็นตลาดของแบรนด์ท้องถิ่นหรือสินค้าราคาประหยัด แต่เชลล์มองเห็นโอกาสจากความต้องการดูแลเครื่องยนต์ที่มีคุณภาพมากขึ้น และความนิยมในการยืดระยะเวลาการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ช่วยให้ Shell Helix Ultra ซึ่งได้รับการรับรองจากผู้ผลิตรถยนต์ (OEMs) และมีจุดเด่นด้านการประหยัดน้ำมัน ถูกวางตำแหน่งให้เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าในระยะยาว พร้อมกลยุทธ์ช่องทางที่ผสานการอบรมช่าง กิจกรรม ณ จุดขาย และดิจิทัลแคมเปญที่ปรับให้เหมาะกับความต้องการของแต่ละพื้นที่
นอกจากนี้ เชลล์ยังได้ปรับโฉมบรรจุภัณฑ์ใหม่ โดยมี 2 วัตถุประสงค์หลัก คือ ส่งเสริมความยั่งยืน ด้วยการใช้การรีไซเคิลและลดการใช้พลาสติก ผ่านบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลคุณภาพสูง 100% (PCR) และปรับภาพลักษณ์ให้ทันสมัย เพื่อให้โดดเด่นบนชั้นวางสินค้า พร้อมสื่อสารคุณประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
โดยเชลล์มั่นใจว่า ด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่และกลยุทธ์ที่วางไว้ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เชลล์ยังคงรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นได้อย่างต่อเนื่อง
