Home > Cover Story (Page 175)

แสตมป์ในยุคดิจิตอล ความโรแมนติกที่เลือนราง

  “การไปรษณีย์ของเรา ซึ่งได้ใช้อยู่เฉพาะแต่ที่กรุงเทพฯ นั้น บัดนี้ได้ขยายออกไปตามหัวเมืองทั้งปวงตลอดลำน้ำเจ้าพระยาฝ่ายเหนือจนถึงเมืองเชียงใหม่ บัดนี้ เราได้เตรียมการที่จะเข้าสัญญา ชื่อว่า สากลไปรษณีย์ ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าโลกทั้งปวงจะมีประโยชน์ทั่วกัน แลเมืองเรานี้จะได้ประโยชน์วิเศษด้วย” พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และกงสุลต่างประเทศในวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2426 ถูกจัดแสดงอยู่ในนิทรรศการ “แสตมป์นิทรรศน์ 100 ปี สถานีรถไฟกรุงเทพฯ” ที่พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากรสานเสนใน  ในยุคสมัยที่การติดต่อสื่อสารกันทางจดหมายยังคงมีความสำคัญและเป็นเครื่องมือสำคัญช่วยในการเชื่อมโยงผู้คนที่อยู่คนละซีกโลกหรือคนละจังหวัด ให้สามารถส่งข่าวคราวถึงกันได้  ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ในห้วงเวลานั้นการรอคอยการมาถึงของบุรุษไปรษณีย์เพื่อนำส่งจดหมาย จึงเป็นช่วงเวลาที่มีค่า เมื่อเนื้อความในจดหมายอัดแน่นไปด้วยข้อความสำคัญที่อาจจะมาจากการเขียนด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย ทั้งการแสดงความห่วงใย ความคำนึงถึง หรือการบอกเล่าเรื่องราวความเป็นไปในชีวิตของแต่ละฝ่าย เมื่อไม่ได้พบปะกันเป็นเวลานาน  นอกเหนือจากจดหมายที่เป็นสื่อกลางในการส่งข่าวระหว่างผู้รับและผู้ส่งแล้ว ไปรษณียบัตรเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของคนที่ชื่นชอบการเขียน ซึ่งกระดาษเปลือยเปล่าที่ผู้ส่งมักเขียนถ่ายทอดความรู้สึกหรือความประทับใจจากสถานที่ท่องเที่ยวและส่งต่อไปยังผู้รับหรือแม้กระทั่งตัวเอง  นอกจากเนื้อความในจดหมายที่เฝ้ารออ่านอย่างใจจดใจจ่อ แสตมป์เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่หลายคนให้ความสนใจ นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2423-2426 ที่มีการทดลองและเริ่มต้นกิจการไปรษณีย์ครั้งแรกในสยาม โดยแสตมป์ชุดแรกของไทยถูกจัดพิมพ์ขึ้นในประเทศอังกฤษ พ.ศ. 2426 ชื่อชุด “โสฬศ” โดยเป็นภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีด้วยกันทั้งหมด 6 ราคา คือ 1 โสฬส 1

Read More

อสังหาฯ รับผลเศรษฐกิจทรุด รอครึ่งหลังส่งสัญญาณกลับหัว

  ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2559 ที่แม้จะได้รับการโหมประโคมว่ากระเตื้องตื่นขึ้นมาบ้างแล้ว ยังไม่สามารถบ่งบอกทิศทางและสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคได้มากนัก โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาผ่านความเป็นไปของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่ดูเหมือนจะอยู่ในภาวะชะลอตัวต่อเนื่องยาวนาน ความพยายามของภาครัฐที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่ผ่านมาดูจะได้รับความสนใจและผลักให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีความเคลื่อนไหวขยับขยายตัวขึ้นบ้าง แต่หลังจากมาตรการดังกล่าวสิ้นสุดลงเมื่อเดือนเมษายน สถานการณ์ของธุรกิจก็กลับมาสู่สภาวะที่น่าจับตามองอย่างยิ่งว่าจะดำเนินไปในทิศทางใด ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจประการหนึ่งก็คือ ผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หลายรายยังมีปริมาณสินค้าล้นเกินอยู่ในมือเป็นจำนวนมาก และส่งผลให้เกิดการชะลอตัวที่จะเปิดโครงการใหม่ๆ ออกสู่ตลาด และบางส่วนได้ปรับเปลี่ยนวิถีธุรกิจและกลุ่มเป้าหมายไปสู่ตลาดระดับกลางและบนมากขึ้น ด้วยเหตุที่เชื่อว่าผู้บริโภคในกลุ่มนี้ยังมีสุขภาพทางเศรษฐกิจที่ดีอยู่พอสมควร กระนั้นก็ดี แนวโน้มการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยในช่วงเดือนพฤษภาคมมีทิศทางชะลอตัวลงจากก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด หลังจากสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของภาครัฐ ซึ่งมีส่วนดึงกำลังซื้อล่วงหน้าไปบางส่วนและทำให้ประชาชนชะลอการซื้อบ้านใหม่ลงไปพอสมควร และเป็นเหตุให้ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องเร่งจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายด้วยหวังจะระบายสต็อกที่อยู่อาศัยที่เหลืออยู่ พร้อมกับการลดหย่อนยกเว้นค่าโอน ค่าจดจำนอง ในอัตราพิเศษให้ใกล้เคียงกับช่วงมีมาตรการกระตุ้น ซึ่งอาจหนุนเสริมยอดจำหน่ายได้อีกบางส่วน ปรากฏการณ์ของความชะลอตัวในการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคม และอาจจะทอดยาวออกไปอีก 1-2 เดือนจากนี้ ไม่ใช่สิ่งที่เหนือความคาดหมายของผู้เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนของผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และสถาบันการเงิน ซึ่งต่างพยายามกระตุ้นยอดปล่อยสินเชื่อด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าที่มีความมั่นคงทางการเงิน  แต่สำหรับลูกค้ากลุ่มเสี่ยง อัตราดอกเบี้ยกลายเป็นประหนึ่งน้ำหนักที่พร้อมจะหน่วงนำให้ต้องจ่อมจมกับภาระหนี้หนักขึ้นไปอีก และมีโอกาสที่จะทำให้สัดส่วนรายได้กับหนี้สินดำเนินไปแบบที่ไม่มีหนทางจะออกจากวังวนของการก่อหนี้เพิ่ม และจะยิ่งทำให้สถานการณ์การแบกหนี้เพิ่มขึ้นด้วยอัตราที่รวดเร็วกว่าเดิมอีกด้วย ความป่วยไข้ทางเศรษฐกิจของผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ในห้วงเวลาปัจจุบัน ว่าด้วยภาวะหนี้สินครัวเรือน ได้รับการยืนยันล่าสุดว่าเพิ่มขึ้นไปสู่ระดับ 11 ล้านล้านบาทหรือกว่าร้อยละ 81 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และกลายเป็นปัจจัยหลักที่ไม่เพียงส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจทั้งระบบไม่สามารถขยายตัวได้ในช่วงที่ผ่านมาเท่านั้น หากยังจะเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถก้าวเดินไปสู่อนาคตอีกด้วย ผลพวงจากสถานการณ์เศรษฐกิจและปัญหาหนี้ครัวเรือนดังกล่าวนี้ ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในกลุ่มคอนโดมิเนียมระดับราคาต่ำกว่า 5 หมื่นบาทต่อตารางเมตรหรือมีราคาขายอยู่ที่ยูนิตละ 2 ล้านบาท กลายเป็นกลุ่มน่าจับตามองเป็นพิเศษ เพราะเป็นกลุ่มที่มียูนิตเหลือขายอยู่เป็นจำนวนมากคิดเป็นกว่าร้อยละ 60 ของสต็อกที่มีมูลค่ารวมมากถึง 8

Read More

The Exploratorium นิยามใหม่สยามดิสคัฟเวอรี่

  ภายหลังจากใช้ระยะเวลาในการวางแผน 18 เดือน และใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างออกแบบปรับโฉม 12 เดือน สยามพิวรรธน์ฉีกทุกกฎการค้าปลีกและสร้างบันทึกหน้าใหม่ด้วยคอนเซ็ปต์ The Exploratorium ให้สยามดิสคัฟเวอรี่ แม้ว่าตลอดเส้นทางของถนนพระราม 1 ถนนเพลินจิต จนกระทั่งถึงถนนสุขุมวิท เป็นถนนที่ถูกกลุ่มธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ของไทยเลือกทำเลปักหมุดใช้เป็นสนามประลองกำลัง และต่อสู้กันด้วยชั้นเชิงกลยุทธ์ทางธุรกิจ ที่ต้องยอมรับว่าแม้แต่ผู้นำด้านธุรกิจรีเทลอย่าง ชฎาทิพ จูตระกูล ยังเอ่ยปากว่า “ธุรกิจรีเทลในประเทศไทยมีการต่อสู้ทางกลยุทธ์ทางการตลาดอย่างหนักมากกว่าประเทศอื่นๆ”  ในขณะที่สภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนจุดที่มีความมั่นคงและเสถียรภาพน้อยที่สุด หากแต่บนหน้าข่าวเศรษฐกิจยังคงปรากฏให้เห็นถึงการขยับตัวของบรรดากลุ่มธุรกิจชั้นนำของไทย ไม่ว่าจะด้านอสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีก ซึ่งบริษัทสยามพิวรรธน์ คือหนึ่งในบรรดากลุ่มธุรกิจที่ตัดสินใจเปิดเผยโฉมหน้าของ “สยามดิสคัฟเวอรี่” หลังปรับปรุงนานถึง 12 เดือน อาคารกระจกที่ตั้งอยู่หัวมุมถนนพระราม 1 กลายเป็นประหนึ่งพื้นที่จัดแสดงความคิดสร้างสรรค์ที่สยามพิวรรธน์ส่งมอบคอนเซ็ปต์ให้กับ Nendo ที่สามารถตอบโจทย์และแปลงโฉมสยามดิสให้ออกนอกกรอบความเป็นห้างค้าปลีกแบบเดิม ชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด พร้อมด้วย โอกิ ซาโตะ หัวหน้านักออกแบบและผู้ก่อตั้งเนนโดะ พร้อมเปิดสยามดิสคัฟเวอรี่ ให้เป็นสนามทดลองพลังอำนาจแห่งความคิดสร้างสรรค์ในมิติของ The Exploratorium โดยหวังให้เข้าถึงใจลูกค้ามากที่สุด อย่างไรก็ตาม หากจะพิจารณาจากความสามารถที่อุดมไปด้วยความคิดอันแยบยลในเชิงธุรกิจของผู้นำหญิงจากสยามพิวรรธน์แล้ว คงจะมีเครื่องพิสูจน์ถึงความสามารถของเธอได้เป็นอย่างดี เมื่อยังปรากฏผลงานที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนถนนพระราม

Read More

100 ปี “สถานีรถไฟกรุงเทพ” สุดสายปลายทางของหัวลำโพง?

  ในห้วงยามที่ไทยกำลังเร่งพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานภายในปี ค.ศ. 2020 โดยเน้นไปที่กระทรวงคมนาคม ที่มุ่งหวังให้เกิดศักยภาพด้านการคมนาคมภายในประเทศ ในขณะเดียวกันก็สามารถสร้างเส้นทางโลจิสติกเพื่อเชื่อมประสานไทยกับประเทศอื่นๆ ด้วยเส้นทางตามแนวระเบียงเศรษฐกิจอาเซียน โดยมีเป้าประสงค์จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งหลังการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทั้งนี้โครงการที่นับเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของกระทรวงคมนาคมและสร้างให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศได้ในระดับหนึ่ง คือโครงการรถไฟความเร็วสูง รถไฟรางคู่ รถไฟฟ้า ถนนทางหลวง ถนนทางหลวงชนบท  นโยบายต่างๆ ที่ประกาศออกมาดูเหมือนว่าการให้น้ำหนักของรัฐบาลแต่ละชุดที่เข้ามาบริหารประเทศจะมุ่งเน้นไปที่การขนส่งระบบราง ทั้งนี้ก็เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภค และคาดหวังให้ประชาชนสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายค่าครองชีพในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งคงเป็นไปได้ยากเมื่อในบางพื้นที่การขนส่งระบบรางไม่มีจุดที่สามารถเชื่อมต่อกับการขนส่งมวลชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ประชาชนบางส่วนจำต้องใช้บริการรถรับจ้างเอกชน นำมาซึ่งภาระค่าครองชีพที่มากขึ้น กระนั้นการพัฒนาที่กำลังเกิดขึ้นทำให้คาดหวังถึงผลสำเร็จที่จะตามมาในไม่ช้าไม่นาน ซึ่งหากกำหนดการก่อสร้างรถไฟสายสีแดง บางซื่อ-รังสิต เสร็จสมบูรณ์ตามกำหนดในปี พ.ศ. 2560 การรถไฟแห่งประเทศไทยมีแผนที่จะย้ายการเดินรถจากสถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) ไปยังสถานีกลางบางซื่อ ทั้งนี้มีการคาดการณ์เบื้องต้นว่าภายในปี พ.ศ. 2563 จะใช้สถานีกลางบางซื่อเป็นชุมทางรถไฟหลักแทนสถานีรถไฟกรุงเทพ ซึ่งจะทำให้สถานีกลางบางซื่อเป็นสถานีที่มีรถไฟ 4 ระบบ ทั้งรถไฟทางไกล รถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง และรถไฟใต้ดิน  ซึ่งจะทำให้สถานีรถไฟกรุงเทพมีขบวนรถไฟที่วิ่งเข้ามาน้อยลงไปประมาณ 80-90 เปอร์เซ็นต์ โดยจะเหลือเฉพาะรถไฟดีเซลท่องเที่ยว และรถไฟที่มาจากชานเมืองอย่างรถไฟสายใต้จากแม่กลอง-นครปฐม ทั้งนี้ในปัจจุบันสถานีรถไฟกรุงเทพรองรับรถไฟประมาณ 200 ขบวนต่อวัน ทั้งจากรถไฟสายเหนือ สายตะวันออกเฉียงเหนือ สายใต้  และแม้ว่าปัจจุบันสถานีรถไฟกรุงเทพจะเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้ามหานคร หรือรถไฟใต้ดินสายสีน้ำเงินและส่วนต่อขยายใหม่ก็ตาม หากแต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตคือ

Read More

“สตาร์ทอัพ” บูม Wazzadu รุกออนไลน์สู้ยักษ์

  ทั้งกระแสธุรกิจสตาร์ทอัพ (Start Up) และธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (E-commerce) ที่ขยายตัวหลายเท่า โดยคาดการณ์ตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย ปี 2559 จะมีเงินสะพัดมากกว่า 2.1 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นผลพวงจากตลาดสมาร์ทโฟนและราคาแพ็กเกจบริการ 4จี ที่ถูกลง กระตุ้นให้ปริมาณการใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือพุ่งพรวดแบบก้าวกระโดด ดึงดูดทุกธุรกิจ ทั้งค่ายยักษ์ใหญ่และกลุ่มสตาร์ทอัพเข้ามาช่วงชิงเม็ดเงินมูลค่ามหาศาล     มีข้อมูลล่าสุดจากบริษัท โธธ โซเชียล จำกัด (Thoth Zocial) พบว่า จากปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 38 ล้านคน หรือ 55.84% ของประชากร และยอดผู้ใช้เฟซบุ๊กในไทยพุ่งไปถึง 41 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 17% จากทั้งโลก 1,590 ล้านคน ไทยเป็นอันดับ 8  สำหรับโซเชียลมีเดียที่มีผู้ใช้ในไทยเพิ่มสูงสุด คือ อินสตราแกรม เพิ่มขึ้น 74% จากปีก่อน คาดปีนี้จะมีผู้ใช้

Read More

ศึกออนไลน์แข่งเดือด “ซีพี-เซ็นทรัล” ชิง 2 ล้านล้าน

  ตลาดค้าปลีกออนไลน์กลายเป็นสมรภูมิดุเดือดยิ่งขึ้น ทั้งมูลค่าเม็ดเงินที่คาดว่าจะพุ่งทะลุ 2.1 ล้านล้านบาท และผู้เล่นที่เข้ามาเปิดเกมรุกล่าสุด ทุกค่ายล้วนเป็นยักษ์ค้าปลีก โดยเฉพาะเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) และกลุ่มเซ็นทรัลที่ประกาศต่อยอดขยายจากแนวรบในประเทศไทยสู่สงครามอาเซียนด้วย ถ้าดูตัวเลขตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยเมื่อปี 2558 เกือบๆ 2.1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.65% จากปี 2557 ที่มีมูลค่า 2 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นอีคอมเมิร์ซระหว่างธุรกิจด้วยกัน (B2B) ประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท, ระหว่างธุรกิจกับผู้บริโภค (B2C) 4.7 แสนล้านบาท และระหว่างธุรกิจกับภาครัฐ (B2G) 4 แสนล้านบาท โดยการใช้จ่ายอีคอมเมิร์ซของ B2C กับ B2G เพิ่มขึ้น 15.2% และ 3.9% ตามลำดับ ยกเว้น B2B ที่ปรับตัวลดลง  ที่สำคัญตัวเลข 2 ล้านล้านบาทเมื่อปีก่อนสามารถเติบโตมากกว่านั้น หากไม่เจอสถานการณ์ทางการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงภาวะเศรษฐกิจโลก เนื่องจากอัตราการใช้อินเทอร์เน็ต

Read More

ปลุกแผน ดิวตี้ฟรีซิตี้ เจาะฐาน “คิง เพาเวอร์”

  แม้สาเหตุหลักหนึ่งที่ฉุดธุรกิจค้าปลีกไทยทรุดหนักต่ำสุดในรอบ 20 ปี มาจากวิกฤตกำลังซื้อกลุ่มผู้บริโภคระดับกลางถึงล่างหดตัวหนัก แต่แย่มากไปกว่านั้น กลุ่มคนไทยระดับไฮเอนด์ เศรษฐีกระเป๋าหนัก แห่เดินทางไปหว่านเม็ดเงินในต่างประเทศเพิ่มขึ้นทุกปี ปีละ 9% เฉพาะปี 2558 มีมูลค่าสูงถึง 170,032 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการชอปปิ้งสินค้าแบรนด์เนมที่มีจำหน่ายในประเทศไทยสูงถึง 50,840 ล้านบาท ทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหารบริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด มักย้ำกับสื่อทุกครั้งว่า ตัวเลขการชอปปิ้งสินค้าแบรนด์เนมในต่างประเทศของคนไทยเติบโตสูงทุกปี ทั้งที่ผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้าในไทยลงทุนเม็ดเงินจำนวนมหาศาลสร้างโครงการระดับไฮเอนด์รองรับกลุ่มลูกค้า ระดมสินค้าแบรนด์เนมยอดนิยมทุกเซกเมนต์และปลุกภาพลักษณ์ “Shopping Destination” ดึงนักท่องเที่ยวได้ส่วนหนึ่ง แต่กลับไม่สามารถลดตัวเลขการจับจ่ายสินค้าในต่างประเทศของนักชอปไทย กระแสเงินที่ควรเข้ามาหมุนเวียนในประเทศรั่วไหลจำนวนมาก  จากข้อมูลการนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย 9 หมวดจาก 17 หมวด ตามนิยามของของกรมศุลกากร ในปี 2558 ได้แก่ เสื้อผ้าแฟชั่น เครื่องสำอาง นาฬิกา แว่น กระเป๋าหนัง รองเท้าหนัง เครื่องประดับคริสตัล ปากกา น้ำหอม สุราต่างประเทศ ผลไม้

Read More

โรงเรียนนวดแผนโบราณเชตวัน สืบสานตำรานวดไทยตำรับวัดโพธิ์

  ความเคร่งเครียดในการทำงานประกอบกับวิถีชีวิตปัจจุบันที่เวลาส่วนใหญ่ผูกติดอยู่กับสมาร์ทโฟนเป็นหลักจนก่อให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัว รวมถึงความตึงเครียดทางอารมณ์ หลายคนเลือกใช้วิธีการนวดเพื่อบำบัดอาการปวดเมื่อยดังกล่าว ซึ่งดูเหมือนจะเป็นที่นิยมอย่างมากทั้งจากคนไทยและต่างชาติ จนทำให้ธุรกิจร้านนวดเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น เมื่อเอ่ยถึงการนวดแล้ว “นวดแผนโบราณวัดโพธิ์” มักจะเป็นชื่อแรกที่เรานึกถึง เพราะถือเป็นต้นตำรับการนวดที่มีมาแต่อดีตสืบทอดต่อมาจนเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน โดยมีโรงเรียนนวดแผนโบราณ “เชตวัน” หรือโรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เป็นผู้ทำหน้าที่รักษาและถ่ายทอดองค์ความรู้ที่มีคุณค่าเหล่านี้ สำหรับความเป็นมาของโรงเรียนนวดแผนโบราณเชตวัน หรือหลายคนมักนิยมเรียกว่าโรงเรียนนวดวัดโพธิ์นั้น ต้องย้อนกลับไปสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์ “วัดโพธาราม” หรือ “วัดโพธิ์” ขึ้นเป็นพระอารามหลวง ทรงรวบรวมการแพทย์แผนโบราณและโปรดเกล้าฯ ให้ปั้นรูปฤๅษีดัดตนในท่าต่างๆ เอาไว้ด้วย  ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 3 มีการบูรณปฏิสังขรณ์วัดโพธิ์ครั้งใหญ่ พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมสรรพวิชาแขนงต่างๆ ทั้งความรู้ทางการแพทย์ ตำรายา ตำราโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ศาสนา การปกครอง รวมถึงตำราการนวด จารึกลงบนแผ่นศิลาประดับไว้ตามศาลาราย รวมถึงปั้นรูปฤๅษีดัดตนเพิ่มเติม เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้ศึกษา จนเมื่อปี 2498 ได้มีการก่อตั้งโรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพนขึ้นตามดำริของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณสมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณณสิริ) เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านการแพทย์แผนโบราณ ในด้านเวชกรรม เกสัชกรรม

Read More

ทุกข์เกษตรกร ผจญภัยแล้งแถมเศรษฐกิจฟุบ

  พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ผ่านพ้นไปแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และเป็นประหนึ่งสัญญาณของการเริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูกครั้งใหม่ที่เปี่ยมไปด้วยขวัญและกำลังใจสำหรับเกษตรกร ในการประกอบสัมมาชีพหล่อเลี้ยงสังคมและผู้คนต่อไป เพราะท่ามกลางผลการเสี่ยงทายที่ปรากฏว่าพระโคได้กินข้าว ข้าวโพด งา เหล้า น้ำ และหญ้า พยากรณ์ว่า ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร จะบริบูรณ์ดี น้ำท่าจะบริบูรณ์สมควร การคมนาคมสะดวกยิ่งขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดี เศรษฐกิจรุ่งเรืองขึ้น และในการเสี่ยงทายผ้านุ่งเสี่ยงทาย พระยาแรกนาหยิบเสี่ยงทาย ผ้านุ่ง 5 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำปริมาณพอดี ข้าวกล้าได้ผลบริบูรณ์ ผลาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี ดูจะเป็นแรงกระตุ้นความหวังและความฝันครั้งใหม่ได้ไม่น้อยเลย หากแต่ข้อเท็จจริงที่เกษตรกรไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ อาจอาศัยเพียงกำลังใจและความคาดหวังจากการพยากรณ์ตามลำพังไม่ได้ เพราะปัญหาของเกษตรกรไทยในห้วงปัจจุบันมิได้มีเพียงประเด็นว่าด้วยการเพิ่มผลผลิตหรือการปรับโครงสร้างราคาพืชผลทางการเกษตรให้สอดรับกับต้นทุนการผลิตเท่านั้น หากยังมีปัจจัยว่าด้วยความสามารถในการแข่งขันเพื่อการส่งออกไปยังตลาดระดับนานาชาติด้วย ปัญหาเฉพาะหน้าของเกษตรกรในช่วงของภาวะภัยแล้งที่ผ่านมา อยู่ที่ต้นทุนการผลิต ปริมาณการผลิต ต้นทุนการหาแหล่งน้ำ รายได้จากการทำการเกษตร หนี้สินของครัวเรือน และการจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน ซึ่งประชาชนประมาณ 80.5% ที่ตอบแบบสำรวจของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เมื่อช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายนที่ผ่านมา ระบุว่าในการแบกรับภาระหรือการรับมือต่อภัยแล้ง ทำได้น้อย หรือทำไม่ได้เลย  ขณะเดียวกัน สถานการณ์ภัยแล้งที่มีแนวโน้มจะยืดยาวไปถึงช่วงมิถุนายน 2559 จะทำให้เม็ดเงินหายไปจากระบบเศรษฐกิจประมาณ

Read More

BASEM แห่ง รพ. กรุงเทพ บริการเพื่อคนรักการออกกำลังกาย

  เพราะการบาดเจ็บอาจเกิดขึ้นได้กับผู้ที่เป็นนักกีฬาหรือผู้ที่ชอบการออกกำลังกายทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายประเภทใดก็ตาม การรักษาอาการบาดเจ็บและฟื้นฟูสภาพให้สามารถกลับมาเล่นกีฬาและออกกำลังกายได้โดยเร็วจึงเป็นสิ่งสำคัญ  อีกทั้งการดูแลรักษาสุขภาพ ออกกำลังกาย เล่นกีฬา ยังคงเป็นกระแสฮอตฮิตของคนรุ่นใหม่ และไม่มีทีท่าจะแผ่วลงง่ายๆ ในทางกลับกันกลับมีแนวโน้มได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้เกิดธุรกิจและบริการต่างๆ ขึ้นเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ดังกล่าว ซึ่งบริการทางการแพทย์ก็เป็นหนึ่งในนั้น สถาบันเวชศาสตร์การกีฬาและออกกำลังกายกรุงเทพ (Bangkok Academy of Sports and Exercise Medicine) หรือ BASEM คือหนึ่งในบริการทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลกรุงเทพทุ่มทุนกว่า 70 ล้านบาท เพื่อสร้างสถาบันด้านเวชศาสตร์การกีฬาและออกกำลังกายที่ครบครัน และต้องการยกระดับให้เป็นผู้นำด้านการรักษาอาการบาดเจ็บและวิเคราะห์ผู้ที่มีปัญหาด้านการเล่นกีฬาโดยเฉพาะ จุดมุ่งหมายของ BASEM คือให้การรักษาและให้คำปรึกษาเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเพิ่มประสิทธิภาพทางการกีฬา ดูแลรักษานักกีฬาที่เกิดการบาดเจ็บ ฟื้นฟูและเพิ่มสมรรถภาพด้านร่างกาย รวมถึงให้คำปรึกษาด้านเทคนิคการเตรียมความพร้อม เทคนิคการเล่นกีฬา ออกแบบด้านการออกกำลังกาย อีกทั้งยังครอบคลุมงานด้านโภชนาการ และจิตวิทยาการกีฬาด้วยเช่นกัน เพื่อให้สามารถเล่นกีฬาและออกกำลังกายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ตั้งแต่การทดสอบ ประเมินสมรรถภาพร่างกาย วิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุ รักษาอาการบาดเจ็บทั้งด้วยยา ผ่าตัด และกายภาพบำบัด โดยกลุ่มเป้าหมายหลักคือนักกีฬาทุกประเภท ผู้ป่วยที่ได้รับการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา รวมถึงคนทั่วไปที่สนใจการออกกำลังกาย และต้องการเทคโนโลยีและวิทยาการเข้ามาช่วยดูแลรักษา ฟื้นฟู และป้องกันการบาดเจ็บ โดยให้บริการเครื่องออกกำลังกายที่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ สำหรับการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นแม่เหล็กของ BASEM

Read More