ท่ามกลางกระแสการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี หรือ Health & Wellness ทั่วโลก ภูมิภาคอาเซียนกำลังกลายเป็นสมรภูมิเดือดที่ทุกประเทศต่างเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เพื่อแย่งชิงเค้กก้อนมหึมานี้ ประเทศไทยในฐานะหนึ่งในตัวแสดงหลักที่ประกาศปักหมุดสู่การเป็น “ศูนย์กลางทางการแพทย์” (Medical Hub) กำลังเผชิญทั้งโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ และแรงกดดันรอบทิศจากคู่แข่งร่วมภูมิภาคที่ขยับเกมไล่บี้อย่างน่ากลัว
“หากมองย้อนดูโครงสร้างและความแข็งแกร่งของไทย จุดเด่นที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ‘ภาคบริการ’ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ ที่ผสมผสานมาตรฐานการรักษาพยาบาลระดับสากลเข้ากับอัตลักษณ์การบริการที่นุ่มนวลและค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่า ทว่าในความโดดเด่นนั้นกลับซ่อนจุดเปราะบางสำคัญ นั่นคือความอ่อนแอในซัปพลายเชนเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะกลุ่ม ‘เครื่องมือแพทย์’ ที่ไทยยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก ส่งผลให้ต้นทุนโดยรวมของอุตสาหกรรมผูกติดอยู่กับปัจจัยภายนอกประเทศ” รุ้งเพชร ชิตานุวัตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการภูมิภาคอาเซียน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ แสดงความเห็น
เมื่อหันไปมองภูมิทัศน์การแข่งขันในกลุ่มประเทศใกล้เคียง จะพบว่าแต่ละประเทศล้วนชูจุดเด่นและนโยบายที่เข้ามาท้าทายสถานะของไทยอย่างมีนัยสำคัญ “สิงคโปร์” โดดเด่นด้วยนโยบายสนับสนุนการวิจัยและเทคโนโลยีขั้นสูง โครงสร้างพื้นฐานที่ล้ำสมัย และระบบกฎหมายที่เอื้อต่อการลงทุน แม้จะมีจุดด้อยเรื่องค่าครองชีพและต้นทุนการบริการที่สูงลิ่วก็ตาม ส่วน “มาเลเซีย” ขยับขึ้นมาเป็นคู่แข่งสายตรงด้วยนโยบายการควบคุมราคาค่ารักษาพยาบาลโดยรัฐบาล ทำให้ขีดความสามารถด้านราคาดึงดูดกลุ่มลูกค้าระดับกลางได้เป็นอย่างดี ประกอบกับความได้เปรียบทางภาษาและวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับกลุ่มประเทศมุสลิม ขณะที่ “ฟิลิปปินส์” แม้จะมีจุดด้อยเรื่องระบบโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคม แต่ก็มีจุดแข็งที่น่ากลัวคือบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล และผู้ดูแล ที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีเยี่ยมและเป็นที่ต้องการในตลาดโลก

ปัจจุบันไทยอยู่ในตำแหน่งไหนในภูมิภาคนี้? ในมิติของความเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ ไทยยังคงครองตำแหน่งผู้นำในแง่ของจำนวนผู้ป่วยต่างชาติและรายได้จากภาคบริการสุขภาพ แต่สถานะผู้นำนี้กำลังสั่นคลอนอย่างหนัก หากภาครัฐและเอกชนยังไม่สามารถแก้โจทย์ “อุปสรรคคอขวด” ที่ฝังรากลึกในระบบได้
อุปสรรคสำคัญประการแรกคือ งานวิจัยและพัฒนาของไทย ที่ผ่านมาประเทศเรามีงานวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์น้ำดีจำนวนมากที่เกิดจากสถาบันการศึกษาและนักวิจัยไทย แต่กลับต้องเผชิญภาวะ “คอขวด” ในขั้นตอนการผลักดันไปสู่เชิงพาณิชย์ นวัตกรรมเหล่านั้นมักติดหล่มอยู่บนหิ้ง ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการหรือข้อกำหนดของภาคอุตสาหกรรมได้อย่างแท้จริง เนื่องจากขาดกลไกเชื่อมโยง ขาดทุนสนับสนุนการทดสอบทางคลินิกในระดับอุตสาหกรรม และกระบวนการขึ้นทะเบียนที่ล่าช้า ยิ่งไปกว่านั้น อุตสาหกรรมสุขภาพของไทยยังโหยหาการสนับสนุนเชิงรุกและการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายจากรัฐบาล ทั้งในแง่มาตรการจูงใจทางภาษี การอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าสำหรับผู้ป่วยต่างชาติระยะยาว และการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่สมบูรณ์
รุ้งเพชรได้สะท้อนภาพและทิศทางสำคัญของวิกฤตและโอกาสในครั้งนี้ไว้ได้อย่างน่าสนใจว่า “ประเทศไทยมีรากฐานที่แข็งแกร่งมากในฝั่งของเมดิคัลทัวริซึมและงานบริการ แต่การจะรักษาความเป็นผู้นำในยุคถัดไป เราไม่สามารถพึ่งพาแค่สิ่งเดิมได้ รัฐบาลจำเป็นต้องเข้ามาทลายกำแพงอุปสรรค โดยเฉพาะการเชื่อมต่อข้อต่อที่ขาดหายไประหว่างงานวิจัยระดับมหาวิทยาลัยกับการผลิตเชิงพาณิชย์ เพื่อให้เราสามารถพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีและเครื่องมือแพทย์ได้มากขึ้น การจัดงานแสดงเทคโนโลยีและเวทีเจรจาธุรกิจระดับภูมิภาค จะเป็นสปริงบอร์ดสำคัญที่ช่วยยกระดับและเปิดประตูให้ผู้ประกอบการไทยได้เห็นช่องว่างและคว้าโอกาสในสมรภูมิ Health & Wellness นี้”
บทสรุปของสมรภูมินี้จึงขึ้นอยู่กับความเร็วในการปรับตัว หากไทยยังคงติดกับดักความสำเร็จเดิมในภาคบริการ โดยไม่เร่งอุดรอยรั่วด้านเทคโนโลยีและการปลดล็อกข้อกฎหมายจากภาครัฐ ตำแหน่ง Medical Hub ของอาเซียนที่เคยเป็นของไทย ก็อาจเปลี่ยนมือไปอยู่ในหมุดหมายใหม่ในอนาคตอันใกล้.
