Sunday, October 2, 2022
Home > Cover Story > แดงเดือด เร่งเครื่องธุรกิจกีฬา วอริกซ์ชิงจังหวะเข้าตลาดหุ้น

แดงเดือด เร่งเครื่องธุรกิจกีฬา วอริกซ์ชิงจังหวะเข้าตลาดหุ้น

อุตสาหกรรมกีฬาที่มีมูลค่านับแสนล้านบาทกลับมาคึกคักขึ้นขีดสุด หลังศึกแดงเดือด “THE MATCH Bangkok Century Cup 2022” ระหว่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ ลิเวอร์พูล เมื่อสัปดาห์ก่อน และเปิดโอกาสให้บรรดาผู้ประกอบการเร่งเครื่องปลุกกระแสต่อเนื่อง โดยเฉพาะการแข่งขันทัวร์นาเมนต์ใหญ่ๆ ที่เตรียมเปิดฉากจนถึงสิ้นปีนี้

หนึ่งในนั้น คือ ศึกบิ๊กแมตช์ ฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน (ASEAN Football Federation Championship) เอเอฟเอฟ มิตซูบิชิ อิเล็กทริก คัพ 2022 หรือซูซูกิคัพเดิม จะฟาดแข้งกันในเดือนธันวาคม 2565

เวลานี้กลุ่มร้านค้าปลีกกีฬา เช่น ซูเปอร์สปอร์ต สปอร์ตมอลล์ สปอร์ตเวิลด์ ต่างลุยขยายสาขา ปรับโฉม เพิ่มสินค้าแบรนด์ดังๆ รวมถึงเหล่าแบรนด์เสื้อผ้า ทั้งวอริกซ์ อาริ แกรนด์สปอร์ต เอฟบีที ทุ่มจัดแคมเปญช่วงชิงกำลังซื้อในยุคต้นทุนสินค้าและน้ำมันแพง ทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์

วิศัลย์ วนะศักดิ์ศรีสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วอริกซ์ สปอร์ต จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นกับ “ผู้จัดการ 360 องศา” ว่า สถานการณ์โควิดทำให้คนใส่ใจสุขภาพมากขึ้น เพราะสิ่งสำคัญที่จะสู้กับ Pandemic ได้ คือสุขภาพ สิ่งที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นวิตามิน อาหารเสริม อุปกรณ์เครื่องออกกำลังกายที่บ้าน เติบโตทั้งหมด หรือหลังหยุดล็อกดาวน์ ผู้คนกลับมาออกกำลังกายมากขึ้น จำนวนคนเข้าฟิตเนสเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 80% ขึ้นแล้ว คนออกกำลังกายตามสวนสาธารณะเยอะขึ้นเช่นกัน

ด้านอุตสาหกรรมเสื้อผ้ากีฬาฟุตบอลมีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นชัดเจน เพราะสิ้นปีนี้จะมีศึกฟุตบอลเอเอฟเอฟ มิตซูบิชิ อิเล็กทริก คัพ 2022 เป็นเรื่องกระแสฟุตบอลระดับภูมิภาคที่จะกลับมาจัดอีกครั้งและเกิดกระแสที่ดี เพราะทีมชาติไทยเป็นแชมป์ฟุตบอล ซูซูกิคัพ 2020

“ถ้าพูดถึงเซกเมนต์กีฬาที่เกี่ยวข้องกับวอริกซ์ แนวโน้มดีขึ้นมาก เนื่องจากกระแสฟุตบอลในประเทศไทยถือว่าดีขึ้น การเกิดมหกรรมบิ๊กแมตช์ ระหว่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ ลิเวอร์พูล มาเตะในประเทศไทย โอ้โหระดับภูมิภาคที่มาเตะในประเทศไทย ไม่ได้เกิดขึ้นมานาน ถือเป็นปัจจัยบวกต่ออุตสาหกรรมเสื้อผ้ากีฬาอย่างมาก ไม่ใช่แค่แบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งด้วย”

ที่สำคัญ กระแสบวกทั้งแดงเดือดและอาเซียนคัพส่งผลต่อการขายเสื้อของวอริกซ์อย่างมาก โดยตั้งแต่วอริกซ์เป็นสปอนเซอร์เสื้อทีมชาติไทย 5 ปี ปรากฏว่า ปลายปีที่แล้วเสื้อทีมชาติไทยขายดีที่สุด เมื่อเทียบกับ 5 ปีที่แล้ว และปีนี้คาดว่าจะมีโอกาสขายเสื้อทีมชาติไทยมากขึ้น 1.5-2 เท่าของปีที่แล้ว แสดงว่าปีที่ 6 ขายได้มากกว่า 5 ปีแรกที่ผ่านมา เพราะปัจจัยการมีทัวร์นาเมนต์ใหญ่ๆ แม้ตลาดรวมกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยความแข็งแรงของการสร้างแบรนด์ถือเป็นตัวชี้ขาดอีกชั้น โดยแบรนด์ที่แข็งแรงจะได้รับยอดขายมาก ส่วนแบรนด์ที่สู้ด้วยราคาหรือใช้ราคาถูกเป็นที่ตั้ง แนวโน้มเป็นปัจจัยลบของแบรนด์เหล่านั้น

ดังนั้น ภาพรวมตลาดเสื้อกีฬาอาจหดตัวเนื่องจากราคาสินค้าเพิ่มขึ้นตามต้นทุนต่างๆ ทั้งต้นทุนเส้นด้ายที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน ต้นทุนวัตถุดิบในแง่เสื้อผ้ากีฬาสูงขึ้น หลายๆ สินค้าต้องขึ้นราคาทำให้ตลาดรวมยังเสี่ยงหดตัว แต่เสื้อผ้าแบรนด์วอริกซ์กลับมีแนวโน้มยอดขายเพิ่มขึ้นถึง 20-30% และมีกำไรเพิ่มขึ้นด้วย

วิศัลย์กล่าวถึงเหตุผลสำคัญมาจากตลาดและฐานลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป โดยตลาดที่พึ่งพิงกำลังซื้อรากหญ้าเกิดภาวะถดถอยตามกำลังซื้อที่หดตัว

แต่ตลาดที่เน้นจับกลุ่มลูกค้าระดับบนและกลางสามารถเติบโตเพิ่มขึ้น เพราะกลุ่มลูกค้าตลาดบนถอยลงมาเล่นสินค้าตลาดกลางมากขึ้นและวอริกซ์เน้นตลาดสินค้าระดับกลางถึงบน จึงได้ทั้งกลุ่มลูกค้าระดับบนและระดับกลางในสัดส่วนรวมกันมากขึ้น

“กำลังซื้อระดับบนที่เคยซื้อเสื้อผ้าแบรนด์อินเตอร์ตัวหนึ่งหลายพันบาท หันมาซื้อแบรนด์ราคาต่ำกว่าพัน แต่ยังไม่ถอยไปซื้อราคาต่ำกว่าร้อย ซึ่งวอริกซ์เน้นสินค้าตลาดกลางถึงบนอยู่แล้ว ในตลาดจึงมีทั้งปัจจัยบวกและลบแตกต่างกัน แต่ในภาพรวม ตลาดหดตัวมาตั้งแต่ปีก่อนโควิดแพร่ระบาดและช่วงโควิดแพร่ระบาด มาร์เก็ตไซส์หดตัวลง แต่เราได้มาร์เก็ตแชร์มากขึ้น”

แน่นอนว่า สถานการณ์ที่มีแนวโน้มดีขึ้น ทั้งอุตสาหกรรมกีฬา กระแสฟุตบอลฟีเวอร์ และตลาดเสื้อผ้ากีฬาที่วอริกซ์สามารถเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะการเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เสื้อฟุตบอลทีมชาติไทยอย่างเป็นทางการ รวมถึงทีมไทยลีก 7 ทีม ถือเป็น “จุดแข็ง” ที่เหนือกว่าคู่แข่ง และกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้วิศัลย์ตัดสินใจนำบริษัทจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในช่วงเวลานี้

ขณะเดียวกัน ช่วง 1-2 ปีที่่ผ่านมา บริษัทเร่งปรับภาพลักษณ์สินค้าสู่ Lifestyle Brand รองรับแผนกลยุทธ์สู่ธุรกิจ Sport – Health & Lifestyle แบบครบวงจร โดยเน้นธุรกิจเกี่ยวข้องกับกีฬา สุขภาพ กิจกรรมการผจญภัยท่องเที่ยว และไลฟ์สไตล์ต่างๆ เพื่อพัฒนาแบรนด์ WARRIX สู่แบรนด์ชั้นนำระดับโลก

ปัจจุบันสินค้าและผลิตภัณฑ์ของวอริกซ์แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1. กลุ่มสินค้า Licensed Product ประกอบด้วย สินค้าและผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับทีมชาติ โดยได้รับสิทธิจากสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย สมาคมบาสเกตบอลแห่งประเทศไทย กีฬาประเภทอื่นๆ และทีมชาติต่างประเทศ รวมทั้งได้รับสิทธิสนับสนุนทีมสโมสรฟุตบอลในประเทศไทย และสินค้าลิขสิทธิ์อื่นๆ สำหรับองค์กร สถานศึกษา และกิจกรรมต่างๆ

2. สินค้า Non – Licensed Product ที่สามารถใช้ในชีวิตประจำวันและปรับเปลี่ยนตามความนิยม ประกอบด้วย สินค้าคอลเลกชัน (Collection) สินค้าคลาสสิก (Classic) สินค้าทำตามคำสั่ง (Made to Order) และสินค้าอื่นๆ

ส่วนช่องทางจัดจำหน่ายหลักมี 6 ช่องทางหลัก ได้แก่ 1. กลุ่มร้านค้าทั่วไป ห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ 2. กลุ่มงานโครงการ (Project Base) 3. ช่องทางออนไลน์ 4. ร้านค้าของบริษัทฯ 5. สัญญาสนับสนุนต่างๆ และ 6. งานจัดรายการสินค้า งานแสดงต่างๆ และการขายอื่นๆ โดยพุ่งเป้าขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์จากนักกีฬาและแฟนกีฬาไปยังกลุ่มผู้บริโภคอื่นๆ ทุกเพศทุกวัย ครอบคลุมมากขึ้น

ล่าสุด บริษัทมีสาขาให้บริการ 16 แห่ง เช่น ฟอร์ต วอริกซ์ ในโครงการสเตเดียม วัน ซอยจุฬาฯ 4 สาขาสาทร สาขาบีซีซีช็อป สาขาพระราม4 สาขาเมืองทองธานี และขยายสาขาแฟรนไชส์ด้วย

สำหรับการพัฒนาธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ บริษัทเปิดให้บริการคลินิกกายภาพบำบัด Warrix Physiotherapy & Performance Studio เน้นการพัฒนาศักยภาพของนักกีฬาอาชีพและบุคคลทั่วไป โดยมีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการรักษาฟื้นฟู เทรนเนอร์มืออาชีพ จัดคอร์สเฉพาะทางสำหรับกลุ่มกิจกรรม เช่น ฟุตบอล มาราธอน กอล์ฟ จักรยาน และออฟฟิศซินโดรม

วิศัลย์ย้ำว่า วอริกซ์ตั้งเป้าเป็นผู้นำในธุรกิจ Sport – Health & Lifestyle แบบครบวงจร ผ่านการสนับสนุนอีเวนต์กีฬาอื่นๆ เทศกาลดนตรี และเพิ่มสินค้าตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์และความต้องการของลูกค้า พัฒนาโครงการหรือกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกัน เช่น ศูนย์สุขภาพ การขยายรูปแบบธุรกิจสู่ Metaverse โดยนำนักฟุตบอลทีมชาติมาสร้างเป็น NFT

ดังนั้น การเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นเป็นช่องทางการระดมเงินลงทุนขยายโปรเจกต์ต่างๆ ซึ่งตามแผนล่าสุด บริษัทแต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงิน ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จํากัด (มหาชน) และยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 180 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 30 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท

แผนงานหลักสำคัญ คือ การลงทุนโครงการก่อสร้างอาคารคลินิกกายภาพและศูนย์ออกกำลังกาย ถนนพระราม 9 เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์สุขภาพและออกกำลังกาย รวมถึงเป็นสำนักงาน ส่วนที่เหลือนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับโครงการต่างๆ

ทว่า ทั้งหมดต้องลุ้นเป้าหมายการเติบโตจะฉลุยฝ่าวิกฤตได้จริงหรือไม่.

Leave a Reply