วันจันทร์, มิถุนายน 22, 2026
Home > Green > “ไม่มีน้ำ ไม่มีเรา” คิดแบบ ‘วัน ซันโทรี่’ ปลูกฝังเด็ก 10-12 ขวบ แก้โจทย์วิกฤตน้ำด้วยสิ่งแวดล้อมศึกษา

“ไม่มีน้ำ ไม่มีเรา” คิดแบบ ‘วัน ซันโทรี่’ ปลูกฝังเด็ก 10-12 ขวบ แก้โจทย์วิกฤตน้ำด้วยสิ่งแวดล้อมศึกษา

ท่ามกลางวิกฤตการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายรอบด้านเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก น้ำท่วมฉับพลันที่มีความถี่สูงขึ้น ตลอดจนคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติที่เสื่อมโทรมลงอย่างต่อเนื่อง

ปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ แต่ยังสั่นคลอนถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชากรในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คำถามสำคัญคือ “เราจะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงได้อย่างไร?”

คำตอบอาจไม่ได้เริ่มจากเมกะโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐานมูลค่ามหาศาล แต่เริ่มต้นจากเมล็ดพันธุ์เม็ดเล็กๆ ในใจของเยาวชนคนรุ่นใหม่ ดังเช่นแนวคิดหลักของโครงการ “วัน ซันโทรี่ มิซุอิกุ: เรารักษ์น้ำ” ประจำปี 2569 (One Suntory Mizuiku Program 2026) ที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายใต้แนวคิด “ไม่มีน้ำ ไม่มีเรา” (No Water, No Life)

โครงการ “วัน ซันโทรี่ มิซุอิกุ: เรารักษ์น้ำ” ซึ่งดำเนินต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 เป็นความร่วมมือของ 2 บริษัทยักษ์ใหญ่ ได้แก่ บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัท ซันโทรี่ โฮลดิ้งส์ จำกัด พร้อมผนึกกำลังเครือข่ายพันธมิตรภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา ทั้งกรมทรัพยากรน้ำ กรมควบคุมมลพิษ และกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษา (Environment Education Centre หรือ EEC) จัดกิจกรรม “ค่ายมิซุอิกุ ผู้พิทักษ์รักษ์น้ำ” รุ่น 3 (Mizuiku Water Hero Camp: Year 3) ระหว่างวันที่ 10-12 มิถุนายน 2569 ณ จังหวัดนครนายก เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำผ่านรูปแบบการเรียนรู้ผ่านห้องเรียนธรรมชาติที่สนุกสนาน (Edutainment) และส่งเสริมการมีส่วนร่วม เปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างผืนป่า พื้นที่ต้นน้ำ และทรัพยากรน้ำ พร้อมต่อยอดองค์ความรู้สู่การประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

จุดกำเนิด ‘มิซุอิกุ’ จากปรัชญาญี่ปุ่นสู่ห้องเรียนธรรมชาติไทย

คำว่า Mizuiku มาจากคำว่า “มิซุ” (Mizu) ในภาษาญี่ปุ่นหมายถึง “น้ำ” และ “อิกุ” (Iku) หมายถึง “การให้ความรู้” เมื่อรวมกันจึงกลายเป็นปรัชญาแห่งการสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำแก่เยาวชน ซึ่งทางซันโทรี่ โฮลดิ้งส์ ได้ริเริ่มขึ้น ณ ประเทศญี่ปุ่นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 ก่อนจะขยายโมเดลการเรียนรู้นี้ไปยัง 9 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ ญี่ปุ่น เวียดนาม ไทย ฝรั่งเศส จีน สเปน อังกฤษ นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย

สำหรับประเทศไทย จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2562 โดยซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย และตามมาด้วย ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด ประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2564 จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2567 ทั้งสององค์กรได้ตัดสินใจผสานพลังรวมกันเป็นหนึ่งภายใต้ร่มใหญ่ “วัน ซันโทรี่ มิซุอิกุ” เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกที่ทวีคูณและครอบคลุมยิ่งขึ้น สอดคล้องกับค่านิยมองค์กรที่หยั่งรากลึกอย่าง “Growing for Good” (การเติบโตอย่างยั่งยืน) และ “Giving Back to Society” (การตอบแทนกลับคืนสู่สังคม)

ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2567 – 2568) โครงการสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์น้ำให้แก่ครูและนักเรียนได้เกือบ 20,000 คน จาก 60 โรงเรียนในพื้นที่จังหวัดชลบุรีและระยอง

นายโอเมอร์ มาลิค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประเทศไทยและอินโดไชน่า บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ทรัพยากรน้ำคือหัวใจหลักในการดำเนินธุรกิจและชีวิตของผู้คน ซันโทรี่จึงมุ่งมั่นผสานความเชี่ยวชาญภายใต้แนวคิด ‘วัน ซันโทรี่’ เพื่อยกระดับโครงการนี้สู่แพลตฟอร์มความยั่งยืนระยะยาว

“เราต้องการเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้เรียนรู้และเติบโตผ่านประสบการณ์จริงในห้องเรียนธรรมชาติ เพื่อเป็นพลังสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ สอดรับกับเป้าหมายระดับโลกของซันโทรี่ในการเข้าถึงโครงการอนุรักษ์น้ำและแหล่งน้ำสะอาดแก่ประชากร 5 ล้านคนทั่วโลกภายในปี 2573”

ด้านนายทานุจ ชาดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด เผยถึงการขยายพื้นที่โครงการสู่จังหวัดสระบุรีในปีนี้ว่า เป็นการสะท้อนค่านิยมองค์กร ‘Growing for Good’ และ ‘Giving Back to Society’ ที่มุ่งสร้างคุณค่าให้สังคมควบคู่กับธุรกิจ

“ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา เราได้ถ่ายทอดองค์ความรู้แก่นักเรียนและครูไปแล้วเกือบ 20,000 คน ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในครั้งนี้ จะช่วยเสริมพลังให้คนรุ่นใหม่เติบโตเป็นกำลังสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างอนาคตที่ดีให้กับชุมชนและสังคมไทยต่อไป”

ขณะที่นายอเล็กซานเดอร์ ไซมอน เรนเดลล์ ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษา (Environmental Education Thailand Centre: EEC) เผยถึงแนวคิดการจัดค่ายครั้งนี้ว่า การปลูกฝังความเข้าใจเรื่องน้ำตั้งแต่วัยเยาว์ท่ามกลางวิกฤต Climate Change เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

“กิจกรรมในรุ่นที่ 3 นี้ เราดีไซน์ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ ‘การเดินทางของน้ำ’ แบบเห็นภาพชัดเจน ผ่านการลงพื้นที่จริงทั้งเขื่อนขุนด่านปราการชล น้ำตกสาริกา และป่าชุมชน เพื่อให้พวกเขาเห็นความเชื่อมโยงระหว่างระบบนิเวศและวิถีชีวิตผู้คนอย่างเป็นรูปธรรมที่สุดครับ”

“ค่ายมิซุอิกุ ผู้พิทักษ์รักษ์น้ำ” รุ่นที่ 3 จัดขึ้นเป็นเวลา 3 วัน 2 คืน ณ จังหวัดนครนายก ซึ่งได้รับการคัดเลือกให้เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญเนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีผืนป่าสมบูรณ์และเป็นแหล่งต้นน้ำที่สะท้อนวัฏจักรน้ำได้อย่างเด่นชัด มีนักเรียนอายุระหว่าง 10-12 ปี และครูจาก 30 โรงเรียนในจังหวัดชลบุรีและสระบุรี รวมกว่า 500 คน เข้าร่วมโครงการ

โดยกิจกรรมดำเนินในรูปแบบ Edutainment ร่วมกับ ศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษา (EEC) ที่โฟกัสไปที่เด็กกลุ่มอายุ 10-12 ปี เพราะจากการทำวิจัยของญี่ปุ่นพบว่าเป็นช่วงอายุที่เหมาะสมที่สุด เด็กวัยนี้สามารถเรียนรู้และเข้าใจเรื่องราวที่ซับซ้อนได้ดี มีความพร้อมในการรับรู้ และที่สำคัญคือสามารถนำไปส่งต่อให้คนรอบข้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้นักสื่อสารสิ่งแวดล้อมอย่าง อเล็กซ์ เรนเดลล์ มาเป็นผู้ขับเคลื่อนกิจกรรม

“หลักการทำงานของเราคือ Environmental Education หรือสิ่งแวดล้อมศึกษา ผ่านกระบวนการ Edutainment (Education + Entertainment) และ Experience-based ในยุคปัจจุบันความรู้หรือ Knowledge เป็นสิ่งที่หาได้ง่ายมากผ่านระบบเทคโนโลยีหรือ AI แต่สิ่งที่ขาดแคลนคือ ‘ประสบการณ์ตรง’ การสร้าง Experience จึงเป็นปัจจัยหลักที่กระตุ้นให้เด็กอยากเรียนรู้ ในปีนี้เราพาน้องๆ มาที่นครนายก ซึ่งเป็นโมเดลที่สมบูรณ์แบบในการมองเห็นการกระจายน้ำและการใช้ประโยชน์ในหลายรูปแบบ โดยเราแบ่งพื้นที่การเรียนรู้ออกเป็น 3 จุดหลัก คือ ต้นน้ำ กลางน้ำ และป่าชุมชน เพื่อให้เห็นฟังก์ชันของธรรมชาติแบบครบวงจร”

การจัดค่ายครั้งนี้ได้จำแนกโครงสร้างหลักสูตรธรรมชาติออกเป็น 3 สถานที่เรียนรู้สำคัญ:

1. น้ำตกสาริกา (พื้นที่ต้นน้ำ และระบบป่าไม้): เรียนรู้เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ความสำคัญของป่าต้นน้ำต่อการรักษาความสะอาดของแหล่งน้ำ พร้อมฝึกทำโมเดลกรองน้ำธรรมชาติเพื่อความเข้าใจเชิงโครงสร้าง

2. เขื่อนขุนด่านปราการชล (พื้นที่กลางน้ำ และการบริหารจัดการ): เรียนรู้ระบบกักเก็บน้ำและการกระจายน้ำเพื่อชุมชน การรับมือกับปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมในประเทศไทย ตลอดจนความสำคัญของเขื่อนต่อวิถีชีวิตและการเกษตรกรรม

3. ป่าชุมชนนครนายก (ระบบนิเวศดิน และทางออกธรรมชาติ): มุ่งเน้นแนวคิด Nature-based Solution (การใช้ธรรมชาติบำบัดธรรมชาติ) เรียนรู้วิธีการเพาะกล้าไม้ การตรวจวิเคราะห์สภาพดิน และความเข้าใจเรื่องการที่ดินทำหน้าที่กรองและรักษาฟังก์ชันของระบบน้ำ

 ‘Mizuiku Water Model School’ ขยายผลสู่โรงเรียนต้นแบบ

สิ่งที่สร้างความแตกต่างให้โครงการในประเทศไทยโดดเด่นกว่าประเทศอื่นๆ คือการไม่ปล่อยให้ความรู้จบลงพร้อมกับระยะเวลาของค่ายกิจกรรม แต่มีการต่อยอดสู่โครงการ “โรงเรียนต้นแบบรักษ์น้ำ มิซุอิกุ” (Mizuiku Water Model School)

โดยมีการสนับสนุนงบประมาณตั้งต้นจำนวน 10,000 บาท ให้แต่ละโรงเรียนไปจัดตั้ง ‘มิซุอิกุ คลับ’ (Mizuiku Club) นำความรู้ไปลงมือทำโครงการจริงในโรงเรียนและชุมชน เกิดการขยายผลแบบพี่สอนน้อง บางโรงเรียนทำดีมากจนกลายเป็นโชว์เคส (Showcase) ระดับท้องถิ่นที่ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมและศึกษาดูงาน ยิ่งไปกว่านั้น โรงเรียนที่ชนะเลิศการประกวดจากทั้ง 2 จังหวัด จะได้รับสิทธิ์เดินทางไปศึกษาดูงานด้านการอนุรักษ์น้ำ ณ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเปิดโลกทัศน์และนำนวัตกรรมกลับมาประยุกต์ใช้ และเพื่อนำองค์ความรู้กลับมาต่อยอดสร้างผลกระทบเชิงบวกให้แก่โรงเรียนและชุมชนของตน

กระบวนการคัดเลือกโรงเรียนที่จะได้เดินทางไปศึกษาดูงานที่ประเทศญี่ปุ่นนั้น ทางโครงการใช้แนวทางที่เรียกว่า Flow Approach Model ซึ่งเป็นการบูรณาการเกณฑ์การวัดผลอย่างรอบด้าน 4 มิติสำคัญ ได้แก่:

1. มิติด้านนโยบาย (Policy): ผู้บริหารสูงสุดของโรงเรียนต้องให้ความสำคัญและกำหนดเป็นนโยบายที่ชัดเจน เพื่อให้โครงสร้างยั่งยืนและไม่หยุดชะงักเมื่อนักเรียนรุ่นเดิมจบการศึกษาไป

2. มิติด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure): การปรับปรุงทางกายภาพในโรงเรียนเพื่อเอื้อต่อการอนุรักษ์น้ำ เช่น ระบบบำบัดน้ำเสีย หรือจุดประหยัดน้ำ

3. มิติด้านการมีส่วนร่วมของชุมชน (Community Engagement): การขยายผลจากโรงเรียนออกไปสู่บ้านเรือนและชุมชนรอบข้างอย่างเป็นรูปธรรม

4. มิติด้านพฤติกรรมและการเรียนรู้ (Behavior & Education): นักเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในชีวิตประจำวันจริงและมีการบันทึกผลอย่างเป็นระบบ

โครงการ “วัน ซันโทรี่ มิซุอิกุ: เรารักษ์น้ำ” กำลังพิสูจน์ว่า การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนที่สุดคือการลงทุนใน “มนุษย์” โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กๆ ที่จะเป็นกำลังสำคัญของประเทศ ผ่านกระบวนการเรียนรู้เพื่อเพาะพันธุ์ต้นกล้าของจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้เติบโต

โดยบริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด เชื่อมั่นว่าพลังของความร่วมมือและการปลูกฝังจิตสำนึกให้แก่เยาวชนตั้งแต่วันนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างสังคมไทยที่ยั่งยืนในระยะยาว