ความเชื่อและศรัทธาอยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน และท่ามกลางความผันผวนของปัจจัยรอบด้าน หลายคนต่างมองหาสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจในรูปแบบต่างๆ ส่งผลให้เทรนด์ ‘มูเตลู’ ก้าวข้ามความเชื่อเฉพาะกลุ่ม สู่การเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘ตลาดเครื่องประดับสายมู’ ที่กำลังมาแรง
ข้อมูลจาก Transparency Market Research ระบุว่า ภายในปี 2574 ตลาดเครื่องประดับสายมูทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตแตะ 22.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนโอกาสการเติบโตของตลาด ‘มูเก็ตติ้ง’ ที่นำความเชื่อมาต่อยอดเป็นสินค้าที่จับต้องได้และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักชอปยุคใหม่
สำหรับประเทศไทย ตลาดมูเตลูมีมูลค่าราวๆ 10,800-15,000 ล้านบาท โดยมีผู้บริโภค Gen Z เป็นแรงขับเคลื่อนหลักด้วยสัดส่วนสูงถึง 73.2% ซึ่งเป็นกลุ่มที่นิยามตัวเองว่าเป็น ‘สายมู’ อย่างชัดเจน พฤติกรรมของผู้บริโภคกลุ่มนี้ได้เปลี่ยนผ่านจากการบูชาความเชื่อแบบดั้งเดิม สู่สินค้าเสริมพลังใจที่ผสานวัฒนธรรมป๊อป จนกลายเป็นไอเทมแฟชั่นที่สะท้อนตัวตน
‘Harmenstone’ คือหนึ่งในแบรนด์ไทยที่มองเห็นอินไซต์นี้และหยิบมาตีโจทย์เพื่อสร้างความแตกต่างในตลาด ด้วยการดีไซน์เครื่องประดับที่ผสานความเชื่อและความศรัทธาเข้ากับความร่วมสมัยได้อย่างลงตัว เพื่อตอบโจทย์สายมูยุคใหม่โดยเฉพาะ
Harmenstone เป็นแบรนด์เครื่องประดับสายมู ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2560 โดย หัสวีร์ วิรัลสิริภักดิ์ และ นันท์ธร พรกุลวัฒน์ สองวิศวกรที่มองเห็นช่องว่างในตลาดเครื่องประดับสายมูที่ยังขาดความโมเดิร์นและไม่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน จึงพัฒนาเครื่องประดับภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘มูมินิมอล’ ที่ผสานพลังจากธรรมชาติและความเชื่อเข้ากับดีไซน์แบบมินิมอลที่สามารถใส่ได้ทุกวัน ทุกโอกาส ภายใต้ชื่อแบรนด์ ‘Harmenstone’ (ฮาร์เมนสโตน) ที่มาจากคำว่า ‘Harmony’ ซึ่งหมายถึงความกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน บวกกับ ‘Stone’ หินธรรมชาติ เพื่อส่งต่อพลังให้แก่ผู้สวมใส่

‘ศรัทธา x ดีไซน์’ สมการความสำเร็จ
หัวใจสำคัญของแบรนด์คือความเป็น ‘มูมินิมอล’ ดีไซน์แบบมินิมอลที่ผสานศรัทธาจากองค์เทพและหินมงคลเข้ากับดีไซน์ร่วมสมัย เน้นความเรียบหรูและเท่ ทำให้ลูกค้ารู้สึกสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่ในโอกาสพิเศษ
ขณะเดียวกันให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา (R&D) โดยขับเคลื่อนแบรนด์ด้วยแนวคิดแบบวิทยาศาสตร์ที่ให้ความสำคัญกับข้อมูล ตั้งแต่การวิเคราะห์เทรนด์ผู้บริโภคไปจนถึงความถูกต้องตามหลักความเชื่อ เพื่อให้ทุกชิ้นงานตอบโจทย์ทั้งในเชิงสัญลักษณ์และตรงตามความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ และที่สำคัญ Harmenstone ถือเป็นหนึ่งในแบรนด์แรกๆ ที่เปิดให้ลูกค้าสามารถเลือกอัญมณีหินและชาร์มตามราศีหรือความต้องการได้เอง (Customization) ซึ่งช่วยสร้างความผูกพันและมูลค่าเฉพาะตัวให้กับลูกค้า และสร้างเอกลักษณ์ของแบรนด์ได้เป็นอย่างดี
“พวกเราอยากให้ผู้สวมใส่ได้เสริมความมั่นใจ และได้รับพลังงานที่ดี ซึ่งเป็นคุณค่าที่แตกต่างจากแบรนด์เครื่องประดับทั่วไป” นี่คือสิ่งที่สองผู้ก่อตั้งเน้นย้ำ
นั่นทำให้เครื่องประดับแบรนด์ Harmenstone ได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ จนกลายเป็นหนึ่งในผู้นำในตลาดเครื่องประดับสายมูของประเทศไทย หลายคอลเลกชันของแบรนด์มียอดขายดีจน Sold Out หลายครั้ง

ปัจจุบันเครื่องประดับสายมูภายใต้แบรนด์ Harmenstone ครอบคลุมทั้งแหวน สร้อยข้อมือ กำไลข้อมือ กำไลหินมงคล และสร้อยคอ มีทั้งบูชาพระพิฆเนศ, พระแม่ลักษมี, สร้อยพระ, เจ้าแม่กวนอิม, พญานาคราช, พระแม่อุมาเทวี, ปี่เซียะ, บ่วงนาคบาศ รวมถึงท้าวเวสสุวรรณ
โดยหนึ่งในคอลเลกชันที่สร้างปรากฏการณ์ให้กับแบรนด์ Harmenstone คือ ‘The Mantra Rings’ หรือแหวนซ่อนยันต์ ที่ถ่ายทอดมนต์ศักดิ์สิทธิ์ ‘โอม มณี ปัทเม หุม’ ผ่านดีไซน์ร่วมสมัย ที่ได้รับความนิยมจากสายมูรุ่นใหม่ กลายเป็นไอเทมที่ทั้งสวยและเป็นเครื่องเตือนใจ รวมถึงคอลเลกชัน ‘แชกงหมิว’ ที่แบรนด์ลงทุนเดินทางไปประกอบพิธีปลุกเสกถึงวัดแชกงที่ฮ่องกง เพื่อเพิ่มพลังแห่งศรัทธาและความศักดิ์สิทธิ์ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มมูลค่าทางศรัทธาให้กับสินค้า
ไม่เพียงเท่านั้น ในปี 2565 สองผู้ก่อตั้งยังต่อยอดแนวคิดสายมูด้วยการสร้างแบรนด์ใหม่อย่าง ‘Karava’ หรือ คารวะ แบรนด์ที่ต้องการถ่ายทอดเรื่องราวของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผ่านมุมมองของคนรุ่นใหม่ ภายใต้การออกแบบองค์เทพ วัตถุมงคล และพระพุทธรูปในสไตล์โมเดิร์น โดยไม่ยึดติดกับขนบธรรมเนียมแบบเดิมๆ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีเช่นเดียวกัน

ยอดขายทะลุ 100 ล้าน พร้อมโตต่อ
ด้วยสินค้าที่ตอบโจทย์ตลาด ทำให้แบรนด์เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยในปี 2567 บริษัท คารวะ โกลบอล จำกัด (Karava Global) ซึ่งมีแบรนด์ในเครืออย่าง Harmenstone และ Karava Thailand สร้างรายได้รวมไปถึง 100,540,703 บาท พร้อมกำไร 7,454,799 บาท ส่วนในปี 2568 ที่ผ่านมา เฉพาะแบรนด์ Harmenstone สามารถสร้างยอดขายนิวไฮทะลุ 100 ล้านบาท ได้เป็นผลสำเร็จ
ความสำเร็จดังกล่าวนอกจากจะมาจากการพัฒนาเครื่องประดับที่ผสานศรัทธาเข้ากับดีไซน์ได้อย่างลงตัวและตอบโจทย์คนรุ่นใหม่แล้ว อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่เร่งการเติบโตให้กับ Harmenstone คือการรุกตลาดผ่านอีคอมเมิร์ซ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนลาซาด้าที่แบรนด์ได้รับเลือกให้อยู่บน LazMall Luxury ที่รวบรวมแบรนด์พรีเมียมระดับโลกเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้แบรนด์สามารถเข้าถึงฐานลูกค้าที่มีทั้งความสนใจและกำลังซื้อได้โดยตรง ซึ่งเป็นช่องทางที่สร้างยอดขายสูงสุดของแบรนด์ในลำดับต้นๆ ด้วยยอดขายเฉลี่ยหลักล้านบาทต่อเดือน
นอกจากนั้น แบรนด์ยังใช้ประโยชน์จากเครื่องมือและข้อมูลเชิงลึกของแพลตฟอร์ม ทำให้เข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคได้ลึกขึ้น และสามารถต่อยอดสู่การพัฒนาสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ควบคู่กับการยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์สู่ตลาดพรีเมียม ที่สร้างความแตกต่างผ่านสินค้าที่มีคุณภาพ ถูกต้องตามหลักความเชื่อ และผสานศิลปะเข้ากับความศรัทธาอย่างมีชั้นเชิง ซึ่งช่วยสร้างการเติบโตให้กับแบรนด์ได้อย่างน่าจับตา
Harmenstone จึงถือเป็นกรณีศึกษาของการผสมผสานระหว่าง ศรัทธา, ดีไซน์ และข้อมูล ให้กลายเป็นธุรกิจที่เติบโตได้จริง โดยหลังจากนี้ทางแบรนด์มีแผนพัฒนาคอลเลกชันใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง และยังมีแผนขยายการเติบโตสู่ตลาดต่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ด้านงานฝีมือและวัฒนธรรมไทยสู่เวทีโลกต่อไป.
