ถ้าสำรวจในชั้นวางสินค้าประเภทน้ำผลไม้พร้อมดื่มจะพบว่ามีสินค้าหลากหลายแบรนด์ที่อยู่ในตลาดนี้ เมื่อประกอบกับเทรนด์สุขภาพที่ยังคงมาแรง และมีบทบาทในการกำหนดทิศทางของแบรนด์ต่างๆ ยิ่งทำให้เราได้เห็นแบรนด์ใหม่ๆ และนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาในตลาดน้ำผลไม้พร้อมดื่มมากขึ้น ในขณะที่ผู้เล่นที่อยู่ในตลาดมานานก็ขยับตัวเพื่อรับการแข่งขันในตลาดเช่นกัน
เช่นเดียวกับ “มาลี” แบรนด์น้ำผลไม้พร้อมดื่มที่อยู่คู่กับคนไทยมานานถึง 47 ปี ก็ไม่อยู่นิ่ง ล่าสุดเดินหน้าทรานส์ฟอร์มองค์กรครั้งใหญ่ ก้าวข้ามการเป็นผู้ผลิตน้ำผลไม้และผลไม้กระป๋อง สู่การเป็น ‘Global Well-being Company’ หรือบริษัทที่ส่งมอบสุขภาวะระดับโลกอย่างเต็มรูปแบบ ร่วมขบวนรักสุขภาพเมกะเทรนด์ของโลก
บริษัท มาลี กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MALEE เป็นแบรนด์ไทยที่มีประวัติยาวนานมากกว่า 4 ทศวรรษ ก่อตั้งโดย ‘ฉัตรชัย บุญรัตน์’ ซึ่งเริ่มต้นจากการเป็นธุรกิจครอบครัวขนาดเล็ก ก่อนที่จะจดทะเบียนก่อตั้งเป็นบริษัท โรงงานมาลีสามพราน จำกัด ในปี พ.ศ. 2521 ด้วยทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท เพื่อดำเนินธุรกิจผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารกระป๋องและผลไม้กระป๋อง ต่อมากิจการได้เจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปี 2524 มีการขยายกำลังการผลิต โดยสร้างโรงงานขึ้นบนพื้นที่ 30 ไร่ ที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม หลังจากนั้นในวันที่ 13 มีนาคม 2535 บริษัทได้นำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นผลสำเร็จ กระทั่งเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2559 จึงได้มีการเปลี่ยนแปลงชื่อและตราของบริษัทเป็น ‘บริษัท มาลี กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)’

ปัจจุบัน บริษัท มาลี กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจใน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1. ธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าภายใต้ตราสินค้า ‘มาลี’ และตราสินค้าอื่นๆ ที่บริษัทเป็นเจ้าของหรือได้สิทธิ์ในการผลิตและจัดจำหน่าย (Branded Business) ได้แก่ มาลี ทรอปิคอล, มาลี ฟูดส์ เซอร์วิส, มาลี โคโค่, มาลี ฟรุตเฟรช, มาลีโฮมสไตล์, มาลี ไอคอร์น, เฟิร์สช้อยส์, ชาวสวน, ฟาร์มโชคชัย, good water, Bidrico, A’nuta, Restore, Bi-nest, Yobi และ Bi-coffee โดยจัดจำหน่ายทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ
2. ธุรกิจพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามสัญญาและรับจ้างผลิต (Contract Manufacturing Business: CMG) หรือ OEM Service ซึ่งบริษัทมีฐานการผลิต 3 แห่ง โดยอยู่ในประเทศ 2 แห่ง คือ โรงงานสามพราน จ. นครปฐม และโรงงานปากช่อง จ. นครราชสีมา และโรงงานอีกหนึ่งแห่งในประเทศเวียดนาม โดยเป็นการผลิตสินค้าให้กับเจ้าของแบรนด์ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มรายอื่นๆ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ทั้งผลไม้บรรจุกระป๋อง, ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชนิดต่างๆ เช่น น้ำผลไม้ ชา กาแฟ ผลิตภัณฑ์นม น้ำดื่ม ฯลฯ ในรูปแบบกระป๋องกล่องยูเอชที กล่องพลาสเจอร์ไรส์ ถุง (Pouch) ขวดพลาสติก PET รวมถึงเครื่องดื่มคาร์บอเนตบรรจุขวดพลาสติก PET โดยทั้ง 3 โรงงานรวมกันมีกำลังการผลิตรวมกว่า 749 ล้านลิตร
3. ธุรกิจฟาร์มโคนม ดำเนินกิจการฟาร์มโคนม 1 แห่งที่จังหวัดบึงกาฬ เพื่อผลิตและจำหน่ายน้ำนมที่ไม่ผ่านการแปรรูป (น้ำนมดิบ) ให้กับสหกรณ์
4. ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มีธุรกิจให้เช่าอาคารสำนักงาน
ตลอดเส้นทางธุรกิจที่ผ่านมา มาลีได้สร้างชื่อเสียงในฐานะผู้นำตลาดน้ำผลไม้พร้อมดื่มระดับพรีเมียมในประเทศไทย โดยครองมาร์เกตแชร์เบอร์ 1 ของตลาดมาอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญในเดือนมิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ยังสามารถพาแบรนด์ Malee COCO ขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของตลาดน้ำมะพร้าวในไทยได้เป็นผลสำเร็จในรอบกว่า 10 ปี โดยส่วนหนึ่งมาจากการดึง “จางหลิงเฮ่อ” พระเอกซีรีส์จีนสุดฮอต มาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับเอเชียแปซิฟิก (APAC Brand Ambassador) ของแบรนด์ Malee COCO ซึ่งสร้างการเติบโตให้กับแบรนด์ได้เป็นอย่างดี และถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างการรับรู้และขยายตลาดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
ทั้งนี้ สัดส่วนรายได้แบ่งเป็นตลาดในประเทศ 60% และต่างประเทศ 40% โดยมาจากแบรนด์ของมาลีเอง (Own Brand) 35% รับจ้างผลิต 64% และมีการจำหน่ายสินค้าอยู่ใน 30 ประเทศทั่วโลก

‘Beyond Fruit to Global Well-being’ เมื่อมาลีอยากเป็นมากกว่าน้ำผลไม้
แม้จะอยู่ในตลาดมานานถึง 47 ปี และเป็นผู้นำในตลาดน้ำผลไม้พร้อมดื่มระดับพรีเมียม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมา มาลี กรุ๊ป ต้องเผชิญกับความท้าทายทางธุรกิจ สภาวะตลาดที่มีการแข่งขันสูง รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นั่นทำให้ มาลี กรุ๊ป ตัดสินใจทรานส์ฟอร์มองค์กรครั้งใหญ่ในรอบหลายทศวรรษ ด้วยวิสัยทัศน์ใหม่ ‘Beyond Fruit to Global Well-being’ ทรานส์ฟอร์มองค์กรจากผู้ผลิตน้ำผลไม้ สู่การเป็น ‘Global Well-being Company’ พัฒนานวัตกรรมสุขภาวะที่ดี พร้อมเปิดเซกเมนต์ใหม่ๆ เพื่อรักษาความเป็นเบอร์ 1 ของตลาดในประเทศ และเดินหน้าขยายตลาดต่างประเทศ
เอกรินทร์ พินิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาลี กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการทรานส์ฟอร์มครั้งนี้ว่า กว่า 47 ปีที่ มาลี กรุ๊ป ยืนหยัดในฐานะแบรนด์ที่เชื่อในพลังธรรมชาติจากพืชและนม ส่งผลให้ Malee ครองความเป็นผู้นำตลาดอันดับ 1 ในกลุ่มน้ำผลไม้พรีเมียมพร้อมดื่ม และส่งออกผลิตภัณฑ์ไปจำหน่ายในกว่า 30 ประเทศทั่วโลก ที่ผ่านมามาลีมีการปรับเปลี่ยนให้ทันกับเทรนด์ของผู้บริโภคอยู่เสมอ ด้วยการเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ แต่ครั้งนี้ถือเป็นการทรานส์ฟอร์มครั้งใหญ่ จากภาพเดิมที่ทุกคนคุ้นชินกับแบรนด์ ‘น้ำผลไม้’ หรือ ‘ผลไม้กระป๋อง’ วันนี้มาลีพร้อมเดินหน้าสร้างบริบทใหม่ ด้วยวิสัยทัศน์ ‘Beyond Fruit to Global Well-being’ ทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่ ‘Global Well-being Company’ หรือบริษัทที่ส่งมอบสุขภาวะระดับโลกอย่างเต็มรูปแบบและเป็นแบรนด์ระดับภูมิภาคที่ทั่วโลกไว้วางใจ โดยใช้ Well-being เป็นคีย์เวิร์ดสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ ทั้งในเชิงพัฒนานวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ใหม่ และการทำตลาด
การทรานส์ฟอร์มครั้งนี้ มาลี กรุ๊ป จะใช้ 5 กลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อนเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งประกอบไปด้วย
1. สร้างความแข็งแกร่งและการเติบโตในส่วนของ Own Brand ด้วยเทรนด์สุขภาพ โดยจะมีการปรับภาพลักษณ์แบรนด์และผลิตภัณฑ์ ขยายขอบเขตผลิตภัณฑ์จากเดิมที่เน้นน้ำผลไม้สู่ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่หลากหลายมากขึ้น โดยใช้ประโยชน์จากพลังของธรรมชาติทั้งจากพืชและนม เพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี

เรืองรัตน์ ว่องสุวรรณเลิศ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานการตลาด เผยว่า ผู้บริโภคยุคใหม่หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและเชิงป้องกันมากขึ้น อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับส่วนผสมที่มีคุณประโยชน์ มาลีจึงเดินหน้าพัฒนาสินค้าและนวัตกรรมใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง โดยผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดคือ Malee Power Plants ที่มีความโดดเด่นของนวัตกรรม INNOGUTZ ช่วยเสริมสร้างสุขภาพลำไส้ให้แข็งแรงด้วยพรีไบโอติกส์และโพรไบโอติกส์ ส่วนในปี 2569 ก็พร้อมต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ที่เน้นสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีมากขึ้น นอกจากนี้ จะมีการปรับภาพลักษณ์แบรนด์ Malee และ Malee COCO ให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ ผ่านกิจกรรมการตลาดที่หลากหลาย เช่น การใช้แบรนด์แอมบาสเดอร์ การจัดอีเวนต์ การสื่อสารเชิงนวัตกรรม และขยายช่องทางจำหน่ายใหม่ที่มีศักยภาพสูง ทั้งกลุ่ม Food Service และ Online
ปัจจุบัน มาลี กรุ๊ป มีผลิตภัณฑ์ทั้งน้ำผลไม้ น้ำผัก (Malee) ผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าว Malee COCO ผลไม้กระป๋องมาลี (Malee) และผลิตภัณฑ์นมตราฟาร์มโชคชัย โดยวางแผนจะพัฒนาสินค้าใหม่ออกสู่ตลาด 2-3 รายการต่อปี เพื่อตอบสนองเทรนด์สุขภาพ ทั้งนี้ ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากแบรนด์ของตัวเองให้แซงหน้าธุรกิจรับจ้างผลิต เพื่อเพิ่มความสามารถในการสร้างกำไรให้กับองค์กร โดยตั้งเป้าในปี 2571 เพิ่มสัดส่วนรายได้จากแบรนด์ตัวเองไว้ที่ 55%
2. ยกระดับศักยภาพธุรกิจพัฒนาผลิตภัณฑ์และรับจ้างผลิต (CMG) เพื่อรองรับกับแผนขยายพอร์ตโฟลิโอสู่การเป็นผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์และรับจ้างผลิตสินค้าที่ครบวงจรและหลากหลาย เช่น เครื่องดื่มน้ำมะพร้าว, นมจากพืช (Plant base milk), ผลิตภัณฑ์ที่นำนมวัวเป็นวัตถุดิบหลักไปแปรรูป (Dairy milk), ชาและกาแฟ พร้อมเดินหน้าขยายฐานลูกค้าใหม่เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาด
3. เพิ่มประสิทธิภาพของระบบหลังบ้าน ทั้งการบริหารจัดการต้นทุน นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในกระบวนการผลิต
4. สร้างการเติบโตด้วยอาวุธลับอย่าง Malee Applied Science (MAS) เดิมที MAS คือศูนย์วิจัยและพัฒนาที่ มาลี กรุ๊ป ตั้งขึ้นมาเพื่อพัฒนาส่วนประกอบและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทำให้ผลิตภัณฑ์ของมาลีแตกต่างจากแบรนด์อื่น แต่วันนี้มาลีกำลังต่อยอดให้กับ MAS จากหลังบ้าน สู่ New S Curve ในการหารายได้ใหม่ๆ
“MAS มีบทบาท 3 เรื่อง บทบาทที่ 1 พัฒนาส่วนประกอบให้กับผลิตภัณฑ์มาลี บทบาทที่ 2 MAS สามารถขาย ingredient จากแล็บให้กับบริษัทต่างๆ ได้ ทั้งแบรนด์เครื่องสำอางและอาหารเสริม ซึ่ง ณ วันนี้มีแล้ว และบทบาทที่ 3 คือ นำผลิตภัณฑ์ที่เหลือใช้หรือวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิต มาทำให้เกิดคุณค่ามากขึ้น ซึ่งล้วนเป็นการสร้างรายได้ให้กับบริษัท วันนี้ MAS ไม่ได้เป็นเพียงหน่วยวิจัยที่ทำให้สินค้าของมาลีแตกต่าง แต่กำลังเป็น profit center ที่สามารถหารายได้จากนวัตกรรมที่คิดค้นขึ้นได้”
5. สร้างทีมงานที่แข็งแกร่ง ภายใต้วัฒนธรรมองค์กร ‘One Malee’ ที่สร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันของทั้งบริษัท ทีม และเป้าหมาย เพื่อขับเคลื่อนพันธกิจเดียวกัน

ไม่เพียงเท่านั้น เอกรินทร์ยังทิ้งท้ายอีกว่า มาลีจะเดินหน้าบุกตลาดต่างประเทศแบบเข้มข้นมากขึ้นทั้งด้วยแบรนด์ของมาลีและการรับจ้างผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 4 กลุ่มประเทศ ที่มาลีเลือกแล้วว่าจะไปเติบโตอย่างก้าวกระโดด อันได้แก่ จีน อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ และตะวันออกกลาง
โดยภาพใหญ่ที่ มาลี กรุ๊ป วางไว้จากการทรานส์ฟอร์มครั้งนี้คือ ภายในปี 2571 มาลี กรุ๊ป ต้องเป็นบริษัทที่ส่งมอบสุขภาวะระดับโลกอย่างเต็มรูปแบบและเป็นแบรนด์ระดับภูมิภาคที่ทั่วโลกไว้วางใจ พร้อมวางเป้าหมายสร้างรายได้ปี 2569-2571 ให้มีอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 10-15%
“ปี 2568 เป็นปีแห่งการสร้างฐานใหม่ของมาลี กรุ๊ป เราปรับทัพธุรกิจจัดพอร์ตโฟลิโอสินค้าใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพองค์กรและความสามารถในการทำกำไร ปรับหลังบ้านให้เตรียมพร้อมในการวิ่ง และปี 2569 ทุกคนจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของมาลี เราจะเริ่มเข้าไปแข่งขันในตลาดที่ยังไม่เคยเข้าไป ในผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในประเทศใหม่ๆ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่แค่การปรับภาพลักษณ์ แต่เป็นการเปลี่ยนยุทธศาสตร์ทางธุรกิจครั้งสำคัญเพื่อมุ่งสู่การเป็น Global Well-being Company อย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2571”.
