Home > USA

ปัญหาเรื่องการเข้าถึงการคุมกำเนิดในประเทศสหรัฐอเมริกา

Column: Women in Wonderland หลังจากมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ของประเทศสหรัฐอเมริกาไปเมื่อสิ้นปีที่แล้ว โดนัลด์ ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งและขึ้นเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาคนที่ 45 เจะเห็นว่าตั้งแต่โดนัลด์ ทรัมป์ได้เข้าพิธีสาบานตนและเริ่มทำหน้าที่ประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐอเมริกา นโยบายต่างๆ ที่ทรัมป์ได้ประกาศออกมาทำให้ประชาชนทั้งในประเทศและต่างประเทศแทบจะตั้งรับไม่ทัน และทุกนโยบายต่างก็เป็นที่กล่าวถึงในทุกๆ ประเทศ ยกตัวอย่างเช่น นโยบาย ห้ามคนจาก 7 ประเทศมุสลิมคือ อิรัก ซีเรีย ลิเบีย อิหร่าน โซมาเลีย ซูดาน และเยเมน เข้าประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 90 วัน แน่นอนว่า หลังจากประกาศนโยบายนี้ได้มีผู้คนจากทั้งในประเทศและต่างประเทศออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างท่วมท้น สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมร่วมของสภาคองเกรส ซึ่งในการกล่าวครั้งนี้เป็นการชี้แจงนโยบายการบริหารประเทศของประธานาธิบดีทรัมป์ใน 4 ปีข้างหน้านี้ ซึ่งหนึ่งในเรื่องที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้พูดถึงและจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงคือ ระบบประกันสุขภาพของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยประธานาธิบดีทรัมป์ได้เรียกร้องให้รัฐสภายกเลิกระบบประกันสุขภาพของสหรัฐอเมริกา ที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า รัฐบัญญัติดูแลสุขภาพที่คนส่วนใหญ่รับภาระได้ (Affordable Care Act) หรือที่เรียกกันอย่างสั้นๆ ว่า Obamacare และให้รัฐสภาออกกฎหมายประกันสุขภาพใหม่ ถึงแม้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะยังไม่ได้ประกาศออกมาว่าการเปลี่ยนแปลงระบบประกันสุขภาพจะเปลี่ยนไปในทิศทางใด แต่ประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก็เริ่มกังวลกับการเปลี่ยนแปลงที่จะมีในอนาคตอันใกล้ ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า ถึงแม้ว่าประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย แต่ค่ารักษาพยาบาลในประเทศสหรัฐอเมริกานั้นแพงมาก ทำให้มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้

Read More

ญี่ปุ่น-สหรัฐฯ: มากกว่าเจรจาการค้า แต่คือการแสวงหาอนาคตร่วมกัน

การเจรจาทวิภาคีระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา ที่นำโดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองประเทศ ซึ่งประกอบส่วนด้วย Mike Pence รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับ Taro Aso รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของญี่ปุ่น ในฐานะหัวหน้าคณะในการเจรจา ดำเนินไปท่ามกลางความคาดหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถหาบทสรุปลงตัวร่วมกัน หลังจากที่สหรัฐอเมริกาถอนตัวออกจากกรอบความร่วมมือ 12 ชาติใน Trans-Pacific Partnership: TPP ขณะที่ความตึงเครียดครั้งใหม่บนคาบสมุทรเกาหลีทวีแนวโน้มที่จะเป็นภัยคุกคามเสถียรภาพของภูมิภาคอีกด้วย ท่าทีของ Mike Pence ที่ระบุว่า TPP เป็นเรื่องราวในอดีตและสหรัฐอเมริกาไม่ต้องการที่จะรอคอยความสำเร็จจากการเจรจาครั้งใหม่นี้อย่างเนิ่นนานและหวังที่จะบรรลุข้อตกลงร่วมกันในอนาคตอันใกล้ พร้อมกับสำทับว่า เมื่อประธานาธิบดี Donald Trump ตกลงที่จะเริ่มการเจรจาทวิภาคีนี้ วิสัยทัศน์ของสหรัฐฯ ก็คือการสร้างกลไกในการส่งเสริมความร่วมมือและความจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ซึ่งเขาปรารถนาที่จะเห็นความสำเร็จอย่างใจจดใจจ่อ ขณะที่ Taro Aso ก็ย้ำให้เห็นว่าอุปสรรคทางการค้าระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา ที่ทำให้ความสัมพันธ์ของสองประเทศอยู่ในภาวะเสื่อมถอยตลอดช่วงทศวรรษ 1980-1990 เป็นเพียงภาพอดีตที่ห่างไกลออกไปจากข้อเท็จจริงในวันนี้ ที่ทั้งสองประเทศกำลังแสวงหาความร่วมมือ เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่า ในลักษณะที่ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบงการหรือออกคำสั่งให้อีกฝ่ายดำเนินการ หากแต่เป็นการถกแถลงเพื่อหาบทสรุปที่นำไปสู่ผลประโยชน์ร่วมและมีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ร่วมกัน ท่วงทำนองของทั้ง Mike Pence และTaro Aso ก่อนและหลังการเจรจา สะท้อนให้เห็นความสำคัญของการก้าวเดินไปข้างหน้าพร้อมกันของสหรัฐฯ และญี่ปุ่น

Read More

ปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายสำหรับสถานรับดูแลเด็กเล็กในประเทศอเมริกา

  Column: Women in Wonderland  ช่วงนี้เรียกว่าช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีของประเทศอเมริกา ทำให้แต่ละพรรคการเมืองต่างก็งัดเอานโยบายต่างๆ ออกมาหาเสียง เพื่อให้ประชาชนสนใจและลงคะแนนเสียงให้ตัวเอง นโยบายหนึ่งที่นางฮิลลารี คลินตัน ได้หยิบยกมาพูดถึงคือนโยบายการแก้ไขปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในการดูแลเด็ก คนแก่ ผู้พิการ และคนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ในตอนกลางวันที่มีราคาในการใช้บริการที่ค่อนข้างสูง และทำให้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถจ่ายเงินสำหรับใช้บริการเหล่านี้ได้ ที่ประเทศอเมริกาผู้คนส่วนใหญ่จะพบเจอกับปัญหาที่ว่า รายได้ของพวกเขาไม่เพียงพอต่อความต้องการของครอบครัว โดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็กเล็ก หลังจากคลอดลูกผู้หญิงส่วนใหญ่อาจจะลางานได้  3–6 เดือนในการดูแลลูกหลังคลอดตามกฎหมาย และหลังจากหมดวันลาคลอดแล้วก็จะนำลูกไปฝากไว้ที่สถานรับดูแลเด็กเล็ก (Child Care) ในเวลาที่ตัวเองต้องออกไปทำงาน  ในต่างประเทศสถานรับดูแลเด็กเล็กนั้นสามารถพบเห็นได้เยอะมาก ในมหาวิทยาลัยหรือที่ทำงานบางแห่งจะมีสถานรับดูแลเด็กเล็กอยู่ในที่ทำงานเลย เพื่อให้ผู้หญิงสามารถออกมาทำงานข้างนอกได้สะดวกมากขึ้น ไม่ต้องเป็นกังวลเกี่ยวกับลูกและยังสามารถไปและกลับจากที่ทำงานพร้อมลูกได้เลย สถานรับเลี้ยงเด็กในต่างประเทศนั้นจะมีค่าใช้จ่ายเป็นชั่วโมงสำหรับผู้ปกครองที่ทำงานพาร์ตไทม์และไม่ได้ทำงานทุกวัน หรือจ่ายเป็นสัปดาห์สำหรับผู้ปกครองที่ทำงานเต็มเวลาทุกวัน  แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ รายได้ที่เข้ามาในครอบครัวจากทั้งผู้ชายและผู้หญิงยังคงไม่เพียงพอในการส่งลูกไปอยู่ที่สถานรับดูแลเด็กเล็ก ดังนั้นเมื่อรายได้ที่เข้ามาไม่เพียงพอ ผู้หญิงจึงต้องตัดสินใจว่าจะขอลาหยุดงานต่อเพื่อเลี้ยงดูลูกอยู่ที่บ้านหรือจะต้องเอาลูกไปฝากไว้กับพ่อแม่ แล้วตัวเองออกไปทำงาน  ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าในวัฒนธรรมของฝรั่งนั้นไม่เหมือนกับบ้านเรา ที่ต่างประเทศเมื่อเริ่มทำงานแล้ว คนหนุ่มสาวจะแยกตัวออกมาอยู่เอง และจะกลับไปบ้านพ่อแม่ก็ต่อเมื่อถึงเทศกาลคริสต์มาสหรือวันอีสเตอร์เท่านั้น ดังนั้นการที่จะให้เอาลูกไปฝากพ่อแม่เลี้ยงในตอนกลางวันจึงเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่ทำกัน การที่ต้องตัดสินใจว่าจะหยุดทำงานต่อและทำให้ครอบครัวมีรายได้น้อยลงในขณะที่รายจ่ายจะเพิ่มขึ้นจากการที่มีสมาชิกในครอบครัวเพิ่มขึ้นหรือจะต้องเอาลูกไปฝากพ่อแม่เลี้ยงนั้นจึงเป็นการตัดสินใจที่ยากมาก ปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายสำหรับการดูแลเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ และคนที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษมีราคาที่สูงเกินไปนั้นเป็นปัญหาที่มีมานานแล้ว และยังคงหาทางแก้ไขปัญหานี้ไม่ได้ นางฮิลลารี คลินตัน มองเห็นปัญหานี้ และได้คิดที่สานนโยบายนี้ต่อหลังจากที่นโยบายแก้ไขปัญหานี้ไม่เดินหน้าเท่าที่ควรในรัฐบาลชุดนี้ สาเหตุที่นางคลินตันเห็นความสำคัญของปัญหานี้ก็เพราะในปี 2532 นางคลินตันซึ่งในขณะนั้นยังคงทำงานเป็นทนายความและประธานของกองทุนปกป้องเด็ก (Children’s Defense

Read More