Home > Myanmar

เมียนมาเร่งพัฒนาฝีมือแรงงาน รองรับงานการบริการ-ท่องเที่ยวบูม

สถานการณ์การท่องเที่ยวเมียนมาตั้งแต่ปี 2012-2015 ที่จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้น น่าจะเป็นอานิสงส์จากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในและการเปิดประเทศ ที่เคยซ่อนเร้นความงดงามของวิถีชีวิต วัฒนธรรม และความสมบูรณ์ของทรัพยากรทางธรรมชาติเอาไว้จากสายตาคนภายนอก จากสถิตินักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศเมียนมาในปี 2012 จำนวน 1,058,995 คน และเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในปี 2013 ที่จำนวน 2,044,307 คน ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2014 และ 2015 ที่จำนวน 3,081,412 คน และ 4,681,020 คนตามลำดับ ทั้งนี้ภาคการท่องเที่ยวเมียนมาดูจะมีภาษีดีสุด เมื่อจำนวนอาคันตุกะที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี และยังสร้างรายได้ให้ประเทศ โดยปี 2011 เมียนมามีรายได้จากการท่องเที่ยวจำนวน 319 ล้านดอลลาร์ ปี 2012 มีรายได้ 534 ล้านดอลลาร์ ปี 2013 มีรายได้ 926 ล้านดอลลาร์ ปี 2014 มีรายได้ 1,789 ล้านดอลลาร์ และปี 2015

Read More

ออง ซาน ซูจี เยือนไทย และจังหวะก้าวที่กว้างไกลของอาเซียน?

  ข่าวการเยือนประเทศไทยของออง ซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐและรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศเมียนมา ระหว่างวันที่ 23-25 มิถุนายน ที่ผ่านมา ต้องถือเป็นปรากฏการณ์สำคัญของทั้งไทยและเมียนมา ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะในด้านหนึ่งนี่คือการเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกของออง ซาน ซูจี ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนและที่ปรึกษาแห่งรัฐเมียนมา หลังจากต่อสู้จนสามารถนำพาประเทศกลับเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตยอีกครั้ง ความน่าสนใจของการเยือน นอกจากจะอยู่ที่พิธีการเข้าพบปะกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐไทยและปาฐกถาพิศษที่กระทรวงการต่างประเทศในหัวข้อ “Myanmar, ASEAN and the World: The Way Forward” แล้ว ฉากแห่งการเดินทางเยี่ยมเยือนและพบปะแรงงานพม่าที่ตลาดทะเลไทย จังหวัดสมุทรสาคร ยังเป็นประหนึ่งการกระตุ้นเตือนถึงความสำคัญและเปราะบางในประเด็นว่าด้วยแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาข้อเสนอเรียกร้องของเครือข่ายแรงงานชาวเมียนมา ผ่านทางออง ซาน ซูจี ที่ปรากฏในเวลาต่อมา ข้อเสนอเรียกร้องดังกล่าวประกอบด้วย 1. ขอให้เปิดจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติและผู้ติดตามรอบใหม่ ภายใต้เหตุผลว่ายังมีแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมายและลักลอบทำงานในไทย ประมาณ 1-2 ล้านคน โดยให้รัฐบาลเมียนมาจัดส่งทีมเจ้าหน้าที่และจัดตั้งศูนย์พิสูจน์สัญชาติแรงงานพม่าร่วมกับทางการไทย เพื่อให้สามารถออกเอกสารรับรองสถานะและสัญชาติเป็นไปอย่างรวดเร็ว ในลักษณะของหนังสือแสดงตัวบุคคล ซึ่งไม่ใช่หนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ก่อน และออกเป็นพาสปอร์ตภายหลัง ทั้งกลุ่มแรงงานเมียนมา ที่จดทะเบียนใหม่ และกลุ่มที่ขึ้นทะเบียนไว้แล้ว แต่อยู่ระหว่างรอพิสูจน์สัญชาติ 2. ขอให้ไทยบังคับใช้กฎหมาย ให้นายจ้างไทยจ่ายค่าจ้างตามข้อกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300

Read More

ถอดรหัสเลือกตั้งเมียนมา “ประชาธิปไตยแบบมีวินัย”

 โฉมหน้าทางการเมืองของประเทศเพื่อนบ้านทางทิศตะวันตกของไทย ในนามเมียนมา กำลังเข้าสู่ห้วงเวลาที่น่าสนใจติดตาม ซึ่งอาจเป็นการกำหนดบทบาทและทิศทางการขับเคลื่อนประเทศบนหนทางประชาธิปไตยที่สำคัญที่สุดอีกครั้งหนึ่ง การเลือกตั้งทั่วไปที่กำหนดให้มีขึ้นในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2558 ได้รับความสนใจและเป็นที่จับตามองจากประชาคมนานาชาติว่าจะดำเนินไปอย่างสุจริตเที่ยงธรรมและเป็นประชาธิปไตยมากน้อยเพียงใด ซึ่งความคาดหวังเหล่านี้อาจเป็นเพียงแนวคิดอุดมคติ เพราะในความเป็นจริงที่ปรากฏในปัจจุบัน กระบวนการเปลี่ยนผ่านตาม Roadmap to Discipline-flourishing Democracy ของเมียนมาที่ประกาศไว้ตั้งแต่เมื่อปี 2003 ยังต้องเผชิญกับอุปสรรคและความไม่แน่นอนอยู่พอสมควร เงื่อนไขสำคัญอีกประการหนึ่งที่เป็นเสมือนเครื่องหมายของการกระชับอำนาจของฝ่ายทหารในการรักษาอำนาจไว้ก็คือ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ระบุให้มีการแต่งตั้งสมาชิกรัฐสภาในสัดส่วนที่มากถึงหนึ่งในสี่ของจำนวนสมาชิกที่พึงมี โดยสมาชิกแต่งตั้งเหล่านี้มีสิทธิที่จะยับยั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ฝ่ายทหารเป็นผู้ยกร่างอีกด้วย แม้ความเป็นไปในบทบัญญัตินี้จะได้การวิพากษ์และท้วงติงจากประชาคมประชาธิปไตย แต่ฝ่ายกุมอำนาจในเมียนมา ระบุว่านี่คือการสร้างประชาธิปไตยแบบมีวินัย หรือ Discipline-flourishing Democracy ซึ่งทำให้ผลการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น นอกจากจะได้รับการประเมินในมิติของความโปร่งใสและสะท้อนเจตจำนงที่แท้จริงของประชาชนเมียนมาเพียงใดแล้ว ยังต้องประเมินต่อไปอีกว่าจะสามารถมีนัยความหมายมากพอที่จะสร้างกระบวนการประชาธิปไตยที่แท้จริงให้เกิดขึ้นได้หรือไม่ ขณะเดียวกัน ท่ามกลางพรรคการเมืองจำนวนมากถึง 91 พรรค พรรค NLD (National League for Democracy) ที่นำโดยออง ซาน ซู จี (Aung San Suu Kyi) ผู้นำฝ่ายค้านคนสำคัญ ได้รับการคาดหมายว่าจะได้รับคะแนนเสียงท่วมท้น แต่นั่นก็เป็นการคาดการณ์จากผลการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อครั้งที่เกิดขึ้นในปี 1990 ที่

Read More

Bawah โมเดลดูแลชุมชน บนนิคมอุตสาหกรรมทวาย

 การเข้ามารับสัมปทานในโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายของบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) นั้นต้องทำมากกว่าการศึกษาถึงความเป็นไปได้ของโครงการรวมไปถึงผลกระทบต่อชุมชนบริเวณใกล้เคียง เมื่อโครงการข้างต้นจำเป็นต้องใช้พื้นที่ในการพัฒนามหาศาล แม้จะเคยผ่านงานอย่างนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดมาแล้ว หากแต่ อิตาเลียนไทยยังต้องพยายามทำความเข้าใจธรรมชาติของชาวทวาย ดูเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกครั้งที่มีการพัฒนาพื้นที่เพื่อภาคอุตสาหกรรม จำเป็นต้องมีการเวนคืนที่ดิน ซึ่งในส่วนนี้เองที่อาจจะส่งผลกระทบต่อชาวชุมชน  Relocation Area คือพื้นที่ที่ภาครัฐจัดสรรเพื่อรองรับการอพยพย้ายถิ่นฐานของประชาชน โดยมีรายงานระบุว่า รัฐบาลเมียนมามีพื้นที่ต้องจัดการ 3 พื้นที่หลัก คือ 1. ปะกอว์ซูน (Pagaw Zoon) ขนาด 2,160 ไร่ เพื่อรองรับการย้าย 10 หมู่บ้าน 2,300 ครอบครัว 2. บาวาห์ (Bawah) พื้นที่ 1,855 ไร่ รองรับการย้าย 5 หมู่บ้าน 1,850 ครอบครัว และ 3. ปันดินอิน (Pandin in) มีเพียงชาวประมงพื้นถิ่นเพียง 52 ครอบครัว ขณะที่ผู้รับผิดชอบโครงการสร้าง

Read More

เช็กสุขภาพ ITD โปรเจ็กต์ทวายจะสบายดีไหม

 หลายคนอาจเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “ธุรกิจที่เริ่มต้นจากศูนย์เป็นเรื่องยาก” และเข้าใจว่ากว่าจะประสบความสำเร็จคงต้องเจอกับปัญหาและอุปสรรคนานัปการ โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายก็ไม่ต่างกัน เมื่อโครงการนี้มีจุดเริ่มต้นที่ “ศูนย์” กิโลเมตร โครงการมูลค่ามหาศาลบนเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ หรือ Southern Corridor ที่เกี่ยวพันสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ไทย และญี่ปุ่น เข้าไว้ด้วยกัน แม้ในช่วงแรกญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญกับโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษติลาวาในนครย่างกุ้ง มากกว่าก็ตาม เขตเศรษฐกิจพิเศษทวายอาจเรียกได้ว่าเป็นมหากาพย์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เมื่อโครงการนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2008 หากนับเวลาจนถึงปัจจุบันกลับปรากฏความคืบหน้าเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ นับว่าล่าช้ามากเมื่อเทียบกับโครงการขนาดเดียวกัน สาเหตุของความล่าช้าที่เกิดขึ้นอาจมาจากรูปแบบการทำงานระบบราชการของเมียนมาที่ค่อนข้างใส่ใจในรายละเอียดปลีกย่อย ซึ่งอาจส่งผลให้บริษัทที่รับผิดชอบโครงการไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้สะดวกนัก และแม้ว่าโครงการนี้จะเป็นโครงการระดับ G2G แต่การขาดเสถียรภาพของรัฐบาลทั้งสองประเทศก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้โครงการทวายก้าวหน้าไปได้ช้ามาก  ทั้งนี้บริษัท อิตาเลียน ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ผู้ที่ได้สิทธิ์ในการพัฒนาพื้นที่ภายใต้สัมปทานระยะเวลา 50 ปี และสามารถขยายได้อีก 25 ปี ดูจะมีเรื่องให้น่ากังวลไม่น้อย เมื่อแรกเริ่มจำเป็นต้องควักเงินลงทุนไปล่วงหน้า ทั้งๆ ที่ ITD และคู่สัญญากลุ่มธุรกิจร่วมทุนเพิ่งจะจรดปากกาในสัญญาสัมปทานโครงการทวายในระยะแรกกับคณะกรรมการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายไปเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2558

Read More

ทวาย: ความเคลื่อนไหวในสายลมแล้ง กลางสนามประลองของมหาอำนาจ

 ข่าวความคืบหน้าเกี่ยวกับโครงการลงทุนเพื่อพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย กลับมาอยู่ในความสนใจและเป็นประเด็นให้ผู้ที่ติดตามใฝ่ถามหาข้อมูลกันอย่างคึกคัก หลังจากที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาโครงการดังกล่าวดูจะอุดมไปด้วยความคลุมเครือและไม่ปรากฏท่วงทำนองในทิศทางที่แจ่มชัด ควบคู่กับความล่าช้าที่ทำให้หลายฝ่ายกังวลและสงสัยว่าโครงการนี้จะเดินหน้าต่อหรือไม่ ย้อนหลังกลับไปอภิมหาโครงการแห่งนี้ ได้รับการประเมินจากหลายฝ่ายว่าเป็นความทะเยอทะยาน และกำลังจะเป็นการวางรากฐานการรุกคืบในเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนาครั้งสำคัญของสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประกอบส่วนกับข้อเท็จจริงที่ว่าโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายมิได้มีนัยความหมายจำกัดอยู่เฉพาะบริบทความเป็นไปในเมียนมาร์ หรือแม้แต่ประโยชน์ของเอกชนรายใดรายหนึ่งแต่เพียงลำพัง หากแต่โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายกำลังปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ทั้งด้านการค้าการลงทุน อุตสาหกรรมและการคมนาคมทั้งในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอาจขยายไปสู่บริบทที่กว้างขวางกว่านั้นด้วย ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจประการหนึ่งก็คือ ด้วยระยะทาง 160 กิโลเมตรของเส้นทางที่เชื่อมโยงระหว่างท่าเรือน้ำลึกทวายกับด่านพุน้ำร้อน จังหวัดกาญจนบุรี จะมีสถานะเป็น land bridge เชื่อมโยงการค้าระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิกที่สั้นที่สุด ยังไม่นับรวมเส้นทางที่จะเชื่อมท่าเรือทวาย-กาญจนบุรี-แหลมฉบัง ในลักษณะที่จะเป็นอภิมหาโครงการที่เชื่อมโยงตะวันตก-ตะวันออกของไทย รวมถึงการต่อเชื่อมเข้ากับ Southern Corridor ที่จะมีท่าเรือน้ำลึกปากบาราที่อยู่ในแผนพัฒนาเข้ามารองรับโครงการนี้ กระนั้นก็ดี ด้วยพื้นฐานและความสืบเนื่องของโครงการที่เกิดขึ้นจากรากและผลของการที่บริษัทเอกชนไทย ได้รับสัมปทานในการพัฒนาพื้นที่ ก่อสร้าง และหาแหล่งทุน ที่มีลำดับขั้นและพัฒนาการมาตั้งแต่เมื่อช่วงกลางปี 2551 ก่อนที่จะมีการลงนามในข้อตกลงเรื่องสิทธิในการพัฒนาและดำเนินการบริหารโครงการทวายตามระยะเวลาการเช่าที่ดิน เป็นเวลามากกว่า 75 ปี ในช่วงปลายปี 2553  ทำให้ความเป็นไปของโครงการที่ว่านี้ ได้รับการประเมินในมิติที่โครงการดังกล่าวเป็นเพียงเรื่องราวระหว่างเอกชนไทยรายหนึ่ง ที่ได้เข้าไปเป็นคู่สัญญากับรัฐบาลแห่งเมียนมาร์ โดยที่เอกชนรายที่ว่าก็คงอยู่ในตำแหน่งและบทบาทไม่แตกต่างจาก “นายหน้าที่วิ่งเร่ขายโครงการ” ให้กับผู้ร่วมทุนหรือผู้ประกอบการรายอื่นๆ การดำเนินการของรัฐบาลไทย เพื่อผลักดันโครงการดังกล่าวในช่วงก่อนหน้านี้ จึงถูกประเมินอย่างเคลือบแคลงว่าเป็นไปเพื่อการโอบอุ้มผลประโยชน์ของกลุ่มธุรกิจในเครือข่ายอำนาจหรือไม่ หรือเป็นการเข้าร่วมโครงการอย่างมีวิสัยทัศน์ในเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะการกำหนดบทบาทและการพัฒนาในระดับภูมิภาค ซึ่งต้องยอมรับว่ากระบวนการสารนิเทศเกี่ยวกับโครงการทวายนี้มีความด้อยประสิทธิภาพและไม่สามารถสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชน หรือแม้แต่ฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้อย่างชัดเจนว่า รัฐบาลมีแนวทางและกำหนดบทบาทในเชิงยุทธศาสตร์ในเรื่องนี้ไว้อย่างไร และเมื่อ คสช. เข้ายึดอำนาจรัฐอย่างเบ็ดเสร็จ ก็ดูเหมือนว่าโครงการทวายจะเป็นโครงการลำดับต้นๆ ที่

Read More

พม่าย้อนรอยไทย เปิดมหากาพย์เพย์ทีวี

 การเซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรระหว่างบริษัท ชเวตันลวิน มีเดีย จำกัด (Shwe Than Lwin Media) ผู้บริหารธุรกิจสื่อโทรทัศน์รายใหญ่ในพม่ากับบริษัท ตี๋ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด มุมหนึ่งเป็นการช่วงชิงโอกาสรุกตลาดของนักธุรกิจไทยในอุตสาหกรรมสื่อพม่าที่กำลังก้าวผ่านจากยุคปิดกั้นข่าวสาร แต่อีกมุมหนึ่งสะท้อนภาพการแข่งขันอย่างดุเดือดในสมรภูมิธุรกิจในพม่า ทั้งทีวีดิจิตอล ทีวีดาวเทียม ทั้งระบบฟรีทูแอร์ (Free-to-Air) และเพย์ทีวี (Pay TV) ผู้สันทัดกรณีที่เข้ามาฝังรากในตลาดทีวีของประเทศพม่าสะท้อนสถานการณ์การแข่งขันไม่ต่างอะไรกับตลาดเพย์ทีวีของไทยเมื่อ 20 ปีก่อนและมีคู่แข่งรายใหญ่ห้ำหั่นกันเพียง 2 ค่าย โดยมีประชากร 50 กว่าล้านคน เป็นกลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคข่าวสารอย่างหิวกระหาย หลังจากทางการควบคุมข่าวสารมานานหลายสิบปี  ปัจจุบัน ช่องโทรทัศน์ในพม่ามี 4 สถานีหลัก เป็นของทางการ 2 ค่ายและเอกชน 2 ค่าย โดยการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารทางโทรทัศน์เริ่มครั้งแรกเมื่อประมาณ 30 กว่าปีก่อน  ช่องแรกเป็นช่องของรัฐบาลพม่า “MRTV” ออกอากาศครั้งแรกในเดือนเมษายน 2523 เน้นข่าวสารของรัฐบาล ทั้งภาษาพม่าและภาษาอังกฤษ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงย่างกุ้ง เมืองหลวงเก่าของพม่า ก่อนที่จะย้ายสถานีหลักไปยังกรุงเนปิดอว์ในปี 2550

Read More

น่านฟ้าเปิดที่เมียนมาร์ สายการบินรุมยึดหัวหาด

หลังจากที่เมียนมาร์เดินเครื่องปฏิรูปและเปิดประเทศ บรรดานักลงทุนและนักท่องเที่ยวจำนวนมากต่างพุ่งความสนใจไปยังอัญมณีแห่งอาเซียนแห่งนี้ รวมถึงบรรดาสายการบินต่างๆ ที่เตรียมขยับปีกเร่งเพิ่มจำนวนเที่ยวบินและเปิดเส้นทางการบินใหม่ๆ เพื่อยึดหัวหาดตามเมืองหลักๆ ของเมียนมาร์ เตรียมพร้อมรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจที่กำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวของธุรกิจการบินที่น่าติดตาม เป็นเวลาหลายสิบปีที่เมียนมาร์ปิดประเทศด้วยเหตุผลความไม่สงบทางการเมืองภายในประเทศ ตัดขาดความสัมพันธ์กับโลกภายนอกมาเป็นเวลานาน จนในที่สุดรัฐบาลทหารของเมียนมาร์ยอมถอนอำนาจ เปิดให้พลเรือนเข้ามาบริหารประเทศ เกิดการปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมครั้งใหญ่ของเมียนมาร์ แน่นอนว่าประเทศที่ปิดตัวเองมานาน แต่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติและรุ่มรวยทางวัฒนธรรม เมื่อถึงคราวเปิดประเทศต้อนรับการมาเยือนจากต่างชาติ จึงเปรียบเสมือนเพชรเม็ดงามและเป็นขุมทรัพย์ที่นักลงทุนทั่วโลกต่างหมายตา ซึ่งรวมถึงบรรดาสายการบินต่างๆ ของไทย ที่เร่งเปิดเส้นทางการบินใหม่ๆ และเพิ่มจำนวนเที่ยวบินเพื่อเตรียมพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจที่จะเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันสายการบินของไทย 3 แห่งคือ การบินไทย บางกอกแอร์เวย์สและไทยแอร์เอเชีย ได้ให้บริการบินเข้าเมียนมาร์เป็นประจำอยู่แล้ว โดยเที่ยวบินส่วนใหญ่จะมีจุดหมายปลายทางที่เมืองย่างกุ้ง อดีตเมืองหลวงและเมืองศูนย์กลางธุรกิจของเมียนมาร์ แต่นับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2555 ที่ผ่านมา บรรดาสายการบินต่างๆ ได้ขยับขยายเพิ่มจำนวนเที่ยวบินและจุดหมายปลายทางไปยังเมืองอื่นๆ ของเมียนมาร์เพิ่มขึ้น เพื่อหวังช่วงชิงจำนวนผู้โดยสารที่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น เดือนตุลาคม 2555 สายการบินไทยแอร์เอเชียโลว์คอสต์ยอดนิยม ประเดิมเปิดเที่ยวบิน บินตรง กรุงเทพฯ–มัณฑะเลย์ ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญของเมียนมาร์ และเพิ่มความถี่ของเที่ยวบิน กรุงเทพฯ–ย่างกุ้ง ต่อวันให้มากขึ้น โดยเจาะกลุ่มคนวัยเกษียณที่ต้องการไปทำบุญ นายทัศพล แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชีย เปิดเผยว่า ได้เปิดเส้นทางบินใหม่ กรุงเทพฯ-มัณฑะเลย์ โดยทำการบินเป็นประจำทุกวัน รวมทั้งเพิ่มเที่ยวบินกรุงเทพฯ-ย่างกุ้ง

Read More

เมียนมาร์ ปูพรมเปิด 3 ด่านหลัก รับ AEC-ท่องเที่ยว-การค้า

 เงื่อนกำหนดของเวลาว่าด้วยการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ที่กำลังขยับใกล้เข้ามาในปี 2015 กลายเป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่ทำให้แต่ละประเทศต่างเร่งปรับปรุงและปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ ซึ่งรวมถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อบรรลุสู่เป้าหมายการเชื่อมโยง Connectivity ที่อาเซียนตั้งไว้ความเคลื่อนไหวที่เห็นชัดที่สุดในมิติที่ว่านี้ ปรากฏขึ้นในกรณีของเมียนมาร์ ซึ่งกำลังเร่งเปิดประตูการค้าหลังจากที่เปิดประเทศทั้งในมิติของเศรษฐกิจและการเมือง ไปก่อนหน้านี้ โดยความคลี่คลายดังกล่าวในเมียนมาร์ได้หนุนนำให้เมียนมาร์กลับมาเป็นที่สนใจของประชาคมนานาชาติอย่างกว้างขวางในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาก้าวย่างของรัฐบาลเมียนมาร์คืบหน้าไปสู่การประกาศที่จะเปิดด่านการค้าถาวร 3 จุดหลักกับประเทศไทยทั้งที่ด่านแม่สาย จ.เชียงราย ด่านแม่สอด จ.ตาก และที่เกาะสอง จ. ระนอง ซึ่งหากพิจารณาในมิติทางภูมิศาสตร์ ต้องยอมรับว่านี่คือการเปิดด่านที่นำไปสู่การเชื่อมโยงเมียนมาร์เข้ากับโลกภายนอกโดยผ่านประเทศไทยที่ทรงพลังอย่างยิ่งแม้ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor: EWEC) เชื่อมทะเลจีนใต้ หรือทะเลตะวันออก ผ่านเวียดนาม-สปป.ลาว-ไทย กับอันดามัน เชื่อมต่อมหาสมุทรอินเดีย ผ่านทางสาธารณรัฐสหภาพเมียนมาร์ (The Republic of Union of Myanmar) จะถูกพูดถึงกันมานานแต่พื้นที่ปลายทางฝั่งตะวันตกของ EWEC ที่อยู่ในเมียนมาร์ ตั้งแต่เมียวดี กอกาเร็ก หรือกรุกกริก พะอัน รัฐกะเหรี่ยง-เมาะละแหม่ง รัฐมอญ

Read More

ค่ายรถมะกันเหยียบคันเร่ง รุกขยายตลาดในเมียนมาร์

 ตลาดรถยนต์ในเมียนมาร์กำลังกลายเป็นสมรภูมิการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้น เมื่อผู้ประกอบการค่ายรถยนต์จากซีกโลกตะวันตกต่างโหมสรรพกำลังเข้ารุกทำตลาดหลังจากรัฐบาลตะวันตกคลายมาตรการคว่ำบาตรและกดดันเมียนมาร์มายาวนานการขยับตัวของค่ายรถยนต์จากอเมริกาดูจะเป็นไปอย่างคึกคักและต่อเนื่องมากเป็นพิเศษ เมื่อฟอร์ดร่วมกับ “แคปิตัล ออโตโมทีฟ” บริษัทในเครือแคปิตัล ไดมอนด์ สตาร์ กรุ๊ป ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจระดับแถวหน้าของพม่า เปิดตัวโชว์รูมผู้แทนจำหน่าย ฟอร์ด อย่างเป็นทางการในย่างกุ้ง เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมากลยุทธ์การตลาดของฟอร์ดในเมียนมาร์ นอกจากจะอยู่ที่การสร้างความหลากหลายและการจับกลุ่มลูกค้าระดับบนที่มีกำลังซื้อสูงแล้ว เป้าหมายของฟอร์ดยังอยู่ที่การเบียดชิงพื้นที่การตลาดในกลุ่มรถกระบะที่คาดการณ์ว่าจะเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตสูง ควบคู่กับความจำเริญทางเศรษฐกิจภายหลังการเปิดประเทศ“รถยนต์ฟอร์ดที่จะจำหน่ายในเมียนมาร์จะนำเข้าจากทั้งโรงงานในอเมริกาเหนือ และประเทศไทย โดยรถกระบะรุ่น เอฟ-ซีรี่ส์ และฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ จะเป็นหนึ่งในรถรุ่นแรกๆ ที่ฟอร์ดจะเปิดตัวในเมียนมาร์” เดวิด เวสเตอร์แมน ผู้จัดการระดับภูมิภาค ตลาดเอ็กซ์ปอร์ต แอนด์ โกร๊ธ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ระบุแม้ว่าฟอร์ดจะเพิ่งเริ่มเข้าไปทำตลาดในย่างกุ้ง แต่แผนของฟอร์ดย่อมไม่ได้จำกัดอยู่เท่านั้น หากแต่เตรียมพร้อมที่จะขยายไปสู่หัวเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจอื่นๆ ของเมียนมาร์ด้วยการขยายเครือข่ายของผู้แทนจำหน่ายในอนาคตเป้าหมายของฟอร์ดย่อมไม่ใช่สิ่งเกินความคาดหวัง โดยเฉพาะจากข้อเท็จจริงที่ว่า พันธมิตรของฟอร์ดในเมียนมาร์ ที่ชื่อ แคปิตัล ออโตโมทีฟ เป็นบริษัทในเครือแคปิตัล ไดมอนด์ สตาร์ กรุ๊ป ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญและประสบผลสำเร็จในฐานะผู้กระจายสินค้าจากโลกตะวันตกอย่าง “เป๊ปซี่

Read More