Saturday, December 10, 2022
Home > Cover Story > “ไทยวา” บุกตลาดไทย-ต่างประเทศ รุกไบโอพลาสติก ปักหมุดบลูโอเชียนใหม่

“ไทยวา” บุกตลาดไทย-ต่างประเทศ รุกไบโอพลาสติก ปักหมุดบลูโอเชียนใหม่

“ไทยวา” ประกาศเดินหน้าขยายธุรกิจทั้งในไทยและต่างประเทศ ตั้งเป้าขึ้นเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมอาหารและการเกษตรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมทุ่มงบก้อนโตลงทุนด้านนวัตกรรมและไบโอพลาสติก ปักหมุดบลูโอเชียนแห่งใหม่รับเทรนด์โลกสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

ระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นห้วงเวลาแห่งความท้าทายและยากลำบากทั้งในแง่ของการใช้ชีวิตและการดำเนินธุรกิจอันเนื่องมาจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ทุกอุตสาหกรรมต้องเผชิญกับความท้าทายและต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

แต่สำหรับ “ไทยวา” ผู้ดำเนินธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมรายใหญ่ของเมืองไทย ผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์แป้งมันสำปะหลัง รวมถึงผลิตภัณฑ์วุ้นเส้นและเส้นก๋วยเตี๋ยวที่คุ้นเคยกันในชื่อแบรนด์ มังกรคู่ กิเลนคู่ และโรส ยังคงสามารถนำพาธุรกิจให้ก้าวข้ามโจทย์ยากนี้ไปได้ ด้วยยอดขายมากกว่า 9,105 ล้านบาทในปี 2564 เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ถึง 28%

ซึ่งหัวเรือใหญ่ของบริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน) อย่าง นายโฮ เรน ฮวา เปิดเผยว่า “ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ไทยวาเองก็เผชิญกับความท้าทายเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการของบริษัทฯ ในปี 2564 ถือว่าแข็งแกร่งมาก ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับใช้นวัตกรรมเพื่อลดต้นทุนการผลิต พัฒนาสินค้าเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมถึงการบริหารการขายและการตลาดที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และจุดแข็งของเราคือ การเป็น Developing agent supply chain เราปรับตัวเร็ว ทำงานใกล้ชิดกับลูกค้า มีเทรดดิ้งคัมปานีและทีมงานที่เป็นโกลบอลทีมอยู่ทั้งในจีน เวียดนาม และอินโดนีเซีย”

จากจุดแข็งดังกล่าวส่งผลให้ในปีที่ผ่านมาบริษัทฯ มียอดขายรวมอยู่ที่ 9,105 ล้านบาท กำไรสุทธิ 323 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจแป้งมันสำปะหลัง 4,422 ล้านบาท หรือร้อยละ 49 รายได้จากธุรกิจแป้งมันสำปะหลังมูลค่าเพิ่ม (HVA) 2,910 ล้านบาท หรือร้อยละ 32 และรายได้จากธุรกิจอาหาร 1,767 ล้านบาท หรือร้อยละ 19 โดยมีสัดส่วนรายได้จากในประเทศคิดเป็นร้อยละ 83 และรายได้จากต่างประเทศคิดเป็นร้อยละ 17

ปัจจุบันไทยวาดำเนินธุรกิจมายาวนานถึง 75 ปี และเป็นหนึ่งใน 5 ผู้ผลิตแป้งมันสำปะหลังรายใหญ่ โดยแบ่งโครงสร้างของธุรกิจเป็น 3 เสาหลัก ได้แก่ การผลิตแป้งมันสำปะหลัง อาหารจากแป้งมันสำปะหลัง และไบโอพลาสติก

ส่วนแผนในการดำเนินธุรกิจต่อจากนี้ บริษัทฯ จะเดินหน้าขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ พร้อมทุ่มงบก้อนโตเพื่อต่อยอดธุรกิจผลิตแป้งมันสำปะหลังซึ่งเป็นธุรกิจหลัก และเติมพอร์ตสินค้าอาหารเสิร์ฟกลุ่มเป้าหมายในประเทศ นอกจากนี้ ยังลุยธุรกิจใหม่อย่าง “ไบโอพลาสติก” ปักหมุดบลูโอเชียนแห่งใหม่ เพื่อสร้างการเติบโตของยอดขายและความสามารถในการทำกำไรมากขึ้น รวมถึงปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง เพื่อก้าวสู่ระดับสากล

โดยตั้งเป้าเติบโตต่อเนื่อง ผลักดันรายได้โตขึ้นอีก 50% กำไรสุทธิเติบโต 2 เท่า และตั้งเป้ายอดขายแตะ 10,000 ล้านบาท มีอีบิตดา (EBITDA) เพิ่มขึ้น 70% จาก 571 ล้านบาท เป็น 969 ล้านบาท ส่งผลให้คณะกรรมการได้อนุมัติเงินปันผลในอัตรา 0.2159 บาทต่อหุ้น รวมมูลค่าทั้งหมด 190 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 60% จากปี 2563 ซึ่งจะนำเสนอในที่ประชุมผู้ถือหุ้นต่อไป โดยคาดว่าจะสามารถจ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่องในอีก 2-3 ปีข้างหน้า

แผนการลงทุนในช่วง 3-5 ปีข้างหน้านั้น บริษัทฯ ได้วางงบลงทุนขยายธุรกิจราว 2,000 ล้านบาท โดยแบ่ง 50% ต่อยอดธุรกิจหลัก และอีก 50% ลงทุนในธุรกิจใหม่ ทั้งการขยายโรงงานผลิตสินค้าและตั้งสำนักงานเพิ่มขึ้นจาก 15 แห่ง เป็น 18-20 แห่ง เพื่อลุยตลาดในต่างประเทศให้มากขึ้น โดยจะโฟกัสไปยังตลาดยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์

นายโฮ เผยเพิ่มเติมถึงการทำตลาดในต่างประเทศว่า “ปัจจุบันไทยวาได้ทำการส่งออกสินค้าไปแล้วทั่วโลก โดยมีโรงงานและสำนักงานทั้งหมด 15 แห่ง ตั้งอยู่ในประเทศไทย 9 แห่ง ประเทศเวียดนาม 3 แห่ง และมีสำนักงานตั้งอยู่ในสาธารณรัฐประชาชนจีน กัมพูชา และอินโดนีเซีย ซึ่งเป้าหมายของบริษัทฯ คือการก้าวเป็นผู้นำผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหารของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตั้งเป้าเพิ่มรายได้เป็น 10,000 ล้านบาทในปี 2565 เนื่องจากในช่วงก่อนสถานการณ์โควิด-19 บริษัทฯ ได้ลงทุนในเรื่องการพัฒนาความสามารถของบุคลากรในจีน เวียดนาม กัมพูชา และอินโดนีเซีย ทำให้เราสามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น เราคาดว่าแนวโน้มการส่งออกในปีนี้จะเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และสามารถขยายฐานลูกค้าส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ นอกจากจีนและไต้หวัน เช่น ในสหรัฐฯ และยุโรปได้”

นอกจากการขยายสาขาและโรงงานเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตแล้ว ไทยวายังเสริมแกร่งพอร์ตด้วยการผลิต สินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้โดยมุ่งพัฒนานวัตกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added Products & Services: HVA) และสินค้าอาหารเพิ่มเติม ทั้งในกลุ่มวุ้นเส้น เส้นก๋วยเตี๋ยว กลุ่มแป้งมันสำปะหลังดัดแปรและสาคู

ซึ่งก่อนโควิด-19 ไทยวามีสินค้าอยู่ 20-30 เอสเคยู ปัจจุบันเพิ่มเป็น 50 เอสเคยู และภายในปีนี้บริษัทฯ มีแผนที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่เพิ่มอีก 8-10 รายการ เช่น ผลิตภัณฑ์ส่วนผสมที่ปราศจากกลูเตน (gluten free) เป็นต้น อีกทั้งยังเดินหน้าขยายช่องทางจำหน่ายให้กว้างขึ้นทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่องทางห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) จากที่เคยเน้นขายตามร้านค้าทั่วไป (Traditional Trade)

ไม่เพียงเท่านั้น บริษัทฯ ยังเดินหน้าซื้อและควบรวมกิจการผ่านทาง “ไทยวาเวนเจอร์ส” (Thai Wah Ventures) โดยเน้นลงทุนในธุรกิจสตาร์ตอัปที่มีศักยภาพในการเติบโต โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหารในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเสริมการเติบโตของธุรกิจหลัก ซึ่งจะเน้นสตาร์ตอัปในกลุ่ม นวัตกรรมด้านฟาร์มและเทคโนโลยีการเกษตร การวิเคราะห์ข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจในรูปแบบ B2B พลาสติกชีวภาพและการรีไซเคิลของเสียจากการผลิต และส่วนผสมในอาหารและเทคโนโลยีการแปรรูปแบบใหม่ๆ

แต่อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาและถือเป็น Big Step ของไทยวา คือการรุกธุรกิจผลิตพลาสติกชีวภาพที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ หรือไบโอพลาสติก (Bioplastic) ภายใต้แบรนด์ “ROSECO” เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและตอบโจทย์เทรนด์โลกด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน พร้อมปักหมุดเป็นบลูโอเชียนแห่งใหม่

“เป้าหมายของไทยวา เมื่อ 50 ปีที่ผ่านมาเราวางตัวเป็นเทรดดิ้งคัมปานี แต่ 20 ปีต่อมา ไทยวาเป็นแมนูแฟคเจอริ่ง คัมปานี และประมาณ 5 ปีก่อนหน้านี้ ไทยวาเป็นโกลบอล คัมปานี ส่วน 5 ปีข้างหน้า ไทยวาจะนำเรื่องของอินโนเวชันและเทคโนโลยีมาเป็นธงหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ เพื่อการก้าวสู่ ดิจิทัล อินโนเวทีฟ คัมปานี โดยโฟกัสในเรื่องของความยั่งยืน” หัวเรือใหญ่ของไทยวาเน้นย้ำ

ด้านนายธนชาต เหล่าศิริพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้รับผิดชอบในธุรกิจไบโอพลาสติก กล่าวว่า “ปัจจุบันปัญหาขยะพลาสติกล้นโลกเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสำคัญ มีการคาดการณ์กันว่า ถ้าเรายังใช้พลาสติกอยู่เหมือนเดิม ภายในปี 2050 โลกจะมีพลาสติกในทะเลมากกว่าจำนวนปลา เพราะฉะนั้นเราต้องลดการใช้วัสดุสิ้นเปลืองและหันมาใช้วัสดุตามธรรมชาติที่สามารถย่อยสลายได้ และก่อให้เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด”

โดยผลิตภัณฑ์ไบโอพลาสติกดังกล่าวผลิตมาจากแป้งมันสำปะหลังที่ย่อยสลายได้ และสามารถนำไปขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ เช่น ภาชนะบรรจุอาหาร บรรจุภัณฑ์ พลาสติกคลุมดิน เป็นต้น ซึ่งบริษัทฯ พร้อมที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ภายในไตรมาสแรกของปี 2565 ตั้งเป้ารายได้จากธุรกิจไบโอพลาสติกแตะ 1,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปีข้างหน้า

สำหรับความต้องการของตลาดในผลิตภัณฑ์แป้งมันสำปะหลังของปี 2565 คาดว่าจะยังอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ราคาส่งออกแป้งมันสำปะหลังยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นในทิศทางบวกตามความต้องการใช้แป้งมันสำปะหลังของตลาดจีน

ในขณะที่ข้อกังวลถึงผลกระทบจากวิกฤตความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนนั้น ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตา โดยนายโฮ เรน ฮวา มองว่า แรงกดดันด้านราคาพลังงานเชื้อเพลิงมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้น ซึ่งไทยวาเองได้วางแผนรับมือโดยจะมีการนำพลังงานก๊าซชีวภาพมาใช้ในโรงงานผลิตที่ประเทศไทยเพื่อลดผลกระทบ อีกทั้งยังมองว่าการส่งออกไปยังยุโรปจะไม่กระทบ และความต้องการแป้งมันสำปะหลังจะยังคงเพิ่มมากขึ้น จากแผนรับมือที่ได้เตรียมไว้และแนวโน้มความต้องการของตลาด ทำให้ไทยวาเชื่อว่าจะยังสามารถรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้.

Leave a Reply