ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจและสังคมโลก ยุคสมัยปัจจุบันกำลังส่งสัญญาณเตือนให้ทุกอุตสาหกรรมต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ไม่เว้นแม้แต่ “ระบบสาธารณสุข” ที่กำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งงบประมาณที่ตึงตัวและภาระโรคที่ซับซ้อนขึ้น ตัวเลขคาดการณ์มูลค่าเศรษฐกิจสุขภาพทั่วโลก ที่จะพุ่งทะยานจาก 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 สู่ 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2029 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) 7.6% ต่อปี กลายเป็นขุมทรัพย์และโอกาสครั้งสำคัญที่ประเทศไทยจะปฏิเสธไม่ได้ในการเข้าร่วมชิงเค้กก้อนมหึมานี้
คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยจะยืนอยู่ตรงจุดไหนในสมการเศรษฐกิจโลกใหม่นี้? ระหว่างการเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เน้นปริมาณ หรือการยกระดับสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพระดับไฮเอนด์ที่มีมูลค่าสูง
ในวาระครบรอบ 55 ปีของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย บริษัท โรช ไทยแลนด์ จำกัด ยักษ์ใหญ่ด้านนวัตกรรมการแพทย์และเวชภัณฑ์ระดับโลก ได้จับมือร่วมกับ 3 พันธมิตรหลัก ได้แก่ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข สมาคมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพไทย (TMWTA) และผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ชั้นนำ ประกาศยุทธศาสตร์ร่วมกันเพื่อดันประเทศไทยสู่การเป็น “ศูนย์กลางสุขภาพระดับพรีเมียมอย่างยั่งยืน” นี่ไม่ใช่เพียงแค่การประกาศความร่วมมือทั่วไป แต่คือการประกาศพิมพ์เขียวชุดใหม่ที่จะพลิกโฉมภาพลักษณ์และโครงสร้างระบบการแพทย์ไทยไปตลอดกาล

ย้อนรอยรากฐาน จากบาเซิลสู่สยาม และเป้าประสงค์แห่งการ “วิจัยยา”
หากจะเข้าใจอนาคต จำเป็นต้องย้อนมองอดีตอันแข็งแกร่ง โรช (Roche) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2439 ณ เมืองบาเซิล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เติบโตจนกลายเป็นผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีชีวภาพและการวินิจฉัยภายนอกร่างกาย จุดเด่นที่ทำให้โรชแตกต่างจากบริษัทยาอื่นคือ “ความบ้าคลั่ง” ในการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) จากรายงาน “Top 500 R&D” ล่าสุดโดย EY ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (พฤษภาคม 2026) จัดอันดับให้โรชอยู่ในอันดับที่ 8 ของโลกจากทุกอุตสาหกรรม และเป็นอันดับ 1 ในทวีปยุโรป โดยทุ่มงบประมาณ R&D สูงถึง 14.3 พันล้านยูโร หรือคิดเป็นสัดส่วน (R&D Intensity) ถึง 23% ของรายได้ทั้งหมด นั่นหมายความว่าเกือบ 1 ใน 4 ของเงินที่หาได้ จะถูกนำไปใช้เพื่อคิดค้นโมเลกุลยาและระบบวินิจฉัยใหม่ๆ เสมอ
สำหรับประเทศไทย โรชได้เข้ามาปักหมุดก่อตั้ง บริษัท โรช ไทยแลนด์ จำกัด ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2514 ในยุคที่ระบบสาธารณสุขไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นพัฒนา ตลอดระยะเวลา 55 ปีที่ผ่านมา เป้าประสงค์หลัก ของโรช ไทยแลนด์ ไม่ใช่เพียงแค่การเป็นบริษัทผู้นำเข้าเวชภัณฑ์มาซื้อมาขายไป แต่คือการวางรากฐานและเน้นหนักในเรื่อง “การวิจัยยาและการทดลองทางคลินิก” ร่วมกับโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแพทย์และสถาบันการแพทย์ชั้นนำในประเทศมาโดยตลอด เพื่อส่งต่อองค์ความรู้ระดับโลกและช่วยให้ผู้ป่วยไทยได้เข้าถึงนวัตกรรมการรักษาชีวิตที่ล้ำสมัยที่สุดไปพร้อมๆ กับผู้ป่วยในประเทศพัฒนาแล้ว

เปลี่ยนเกมด้วย “การแพทย์แม่นยำ” และโมเดลเงินทุนที่ยั่งยืน
ในมุมมองการบริหารจัดการธุรกิจสุขภาพ นวัตกรรมที่ล้ำสมัยมักจะมาพร้อมกับป้ายราคาที่สูงลิ่ว ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงยา ดร.แมทธิว โคตส์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรช ไทยแลนด์ ได้เปิดมุมมองเชิงลึกในการทำลายข้อจำกัดนี้ว่า
“ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ โรงพยาบาล เครื่องมือ และบุคลากรที่แข็งแกร่งมากอยู่แล้ว แต่การจะยกระดับจากระบบที่ดีสู่ระบบที่ยอดเยี่ยมเพื่อเป็นศูนย์กลางสุขภาพระดับพรีเมียมได้นั้น จำเป็นต้องผสานนวัตกรรมการแพทย์ขั้นสูง เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยและการรักษาที่รวดเร็วตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาหายให้ได้มากที่สุด อย่างไรก็ดี นวัตกรรมจะไร้ความหมายหากเข้าไม่ถึงผู้ป่วย สำหรับโรชแล้ว ‘การเข้าถึงการรักษา’ คือตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดของความสำเร็จ”
แนวทางที่ ดร.แมทธิวนำเสนอเพื่อเป็นตัวเปลี่ยนเกมคือการนำ “การแพทย์แม่นยำ” มาร่วมกับการตรวจยีนอย่างครอบคลุม ซึ่งจะช่วยให้แพทย์เลือกยาได้ถูกคน ถูกโรค และถูกเวลา ลดการสูญเสียเงินไปกับยาที่ไม่ได้ผล และเปลี่ยนงบประมาณจากการตาม “ซ่อม” สุขภาพในระยะรุนแรงที่มีค่าใช้จ่ายมหาศาล มาเป็นการดูแลรักษาให้หายขาดตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม
นอกจากนี้ โรชยังเสนอการปรับเปลี่ยนโมเดลการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชน (Public-Private Partnership: PPP) จากเดิมที่เป็นเพียงผู้ซื้อและผู้ขาย ให้กลายมาเป็น “พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์” ที่ร่วมมือกันขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายเดียวกัน ผ่าน 2 แนวทางหลัก หนึ่งคือ ข้อตกลงในการเข้าสู่ตลาดแบบมีการบริหารจัดการ เพื่อบริหารงบประมาณสาธารณสุขให้เกิดผลลัพธ์สูงสุด และสองคือ การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเพิ่มผ่าน ‘การวิจัยทางคลินิก’ ในไทย ซึ่งตัวเลขทางเศรษฐศาสตร์ระบุชัดเจนว่า ทุกๆ 1 บาทที่ลงทุนในการวิจัยทางคลินิก จะสามารถสร้างมูลค่าหมุนเวียนกลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจไทยได้ถึง 2.9 บาท

ภาครัฐหนุนเสริม-การแพทย์เชิงรุก-ท่องเที่ยวระดับพรีเมียม
การขับเคลื่อนภาพใหญ่ระดับประเทศจะสำเร็จไม่ได้หากขาดการบูรณาการ ทางด้านภาครัฐ ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ได้ตอกย้ำถึงทิศทางของรัฐบาลว่า
“กรม สบส. มีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งในการเป็น ‘ภาครัฐที่หนุนเสริม’ เพื่อวางโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับมาตรฐานสถานพยาบาล และสร้างระบบนิเวศด้านสาธารณสุขที่เอื้อต่อการเติบโตในระดับสากล ความร่วมมือในรูปแบบ PPP ระหว่างรัฐกับเอกชนในครั้งนี้จะเป็นตัวเร่งความสำเร็จที่สำคัญ ในการสร้างความมั่นคงทางสาธารณสุข ควบคู่ไปกับการส่งเสริมแบรนด์ประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับบนเวทีโลก”

สอดรับกับมุมมองของคนทำงานหน้างานอย่าง นพ.วิกรม เจนเนติสิน อายุรแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยาและเคมีบำบัด ที่มองเห็นศักยภาพของบุคลากรไทยว่า มีผู้ป่วยต่างชาติจำนวนมากที่เจาะจงบินตรงมารักษาตัวที่ไทยเพราะความเชื่อมั่นในฝีมือแพทย์ แต่หัวใจสำคัญหลังจากนี้คือต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นการแพทย์ “เชิงรุก” ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อคัดกรองโรคตั้งแต่ระยะแรก
เมื่อมองในมิติทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ดร.ทพ.อนุศักดิ์ คงมาลัย นายกสมาคมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพไทย (TMWTA) ได้ชี้ช่องว่างทางการตลาดที่เกิดจากวิกฤตราคาน้ำมันและต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น โดยเปลี่ยนให้เป็นกลยุทธ์ดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวพรีเมียมที่มีพฤติกรรม “เดินทางน้อยลง พำนักนานขึ้น และใช้จ่ายมากขึ้น” (Travel Less • Stay Longer • Spend More) ซึ่งคนกลุ่มนี้พร้อมจ่ายหนักกว่าปกติถึง 30-50% เพื่อแลกกับประสบการณ์สุขภาพและการรักษาที่ดีที่สุด โดยสมาคมฯ ตั้งเป้าดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ให้ได้ 2-3 ล้านคนต่อปี สร้างเม็ดเงินหลักแสนล้านบาทหมุนเวียนลงสู่เศรษฐกิจฐานราก

แผนงานในอนาคต สู่ระบบนิเวศคัดกรองระดับชาติ
เข็มทิศในอนาคตของ โรช ไทยแลนด์ ภายหลังการฉลองก้าวสำคัญ 55 ปีนี้ คือการเดินหน้าทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ในการสร้าง “ระบบคัดกรองโรคระยะแรกเริ่มอย่างครบวงจรระดับชาติ” ผนวกเข้ากับระบบสาธารณสุขอัจฉริยะ เพื่อเปลี่ยนประเทศไทยจากประเทศผู้ซื้อนวัตกรรม ให้กลายเป็น “ฮับ” การวิจัย พัฒนา และบริการทางการแพทย์ชั้นสูงของภูมิภาค
นี่คือฉากทัศน์ใหม่ของสมการสาธารณสุขไทยที่ โรช ไทยแลนด์ และพันธมิตร กำลังร่วมกันขีดเขียน เป็นการยกระดับคุณค่าจาก “การแข่งราคา” ไปสู่ “เทคโนโลยีที่แม่นยำ” ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ พร้อมๆ กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชาติอย่างยั่งยืนตามสไตล์ผู้นำตลาดที่แท้จริง.
