วันอาทิตย์, กรกฎาคม 21, 2024
Home > Cover Story > ภูมิ จิราธิวัฒน์ เปิดตัว ซีจี แคปปิตอล ตั้งกองทุน Private Equity หมื่นล้าน

ภูมิ จิราธิวัฒน์ เปิดตัว ซีจี แคปปิตอล ตั้งกองทุน Private Equity หมื่นล้าน

“วิกฤตโควิด เรามองว่าเป็นโอกาส ธุรกิจท่องเที่ยวของไทยเป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ในช่วงปี 2562 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนั้นสูงถึง 40 ล้านคน แต่ในปี 2564 ลดลงอย่างมากเหลือแค่ 4 แสนคน และปีที่ผ่านมาจำนวนนักท่องเที่ยวขยับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 28 ล้านคน แต่ทุกครั้งที่ไทยต้องเจอวิกฤต การท่องเที่ยวจะกลับมาได้เสมอ นี่จึงเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจใหม่ๆ โดยเฉพาะธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว”

ภูมิ จิราธิวัฒน์ ทายาทเจน 3 ของตระกูลจิราธิวัฒน์ ผู้มีดีเอ็นเอในการทำธุรกิจอย่างเต็มตัว ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Head of Hotels and Alternative Investments ของบริษัท เซ็นทรัล พัฒนา จำกัด (มหาชน) ตัดสินใจเปิดตัว ซีจี แคปปิตอล (CG Capital) บริษัทที่ทำหน้าที่บริหารจัดการกองทุนในรูปแบบ Private Equity ด้วยมูลค่าการลงทุนเริ่มต้น 10,000 ล้านบาท พร้อมบอกเล่าประสบการณ์การทำงานก่อนจะเข้ามาทำงานในเครือเซ็นทรัล

“เมื่อ 10 ปีที่แล้วผมเคยทำงานในธุรกิจ Private Equity ของ LVMH ซึ่งเป็นการบริหารกองทุน Consumer Private Equity มูลค่า 1,600 ล้านดอลลาร์ จากนั้นช่วงที่เริ่มเข้ามาทำงานที่เซ็นทรัลก็มีความคิดว่าอยากทำธุรกิจนี้ที่เซ็นทรัลด้วย ปรึกษากับผู้ใหญ่อยู่เรื่อยๆ ว่าอยากทำอะไร และเมื่อ 5 ปีที่แล้วจึงเริ่มวางแผนการลงทุนในธุรกิจนี้ ตัดสินใจเริ่มต้นทำธุรกิจนี้อย่างจริงจังในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

“วิกฤตโควิด เรามองว่าเป็นโอกาส ธุรกิจท่องเที่ยวของไทยเป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ในช่วงปี 2562 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนั้นสูงถึง 40 ล้านคน แต่ในปี 2564 ลดลงอย่างมากเหลือแค่ 4 แสนคน และปีที่ผ่านมาจำนวนนักท่องเที่ยวขยับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 28 ล้านคน แต่ทุกครั้งที่ไทยต้องเจอวิกฤต เช่น การแพร่ระบาดของไข้หวัดนก สึนามิ การท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมที่กลับมาได้เสมอ นี่จึงเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจใหม่ๆ

“โดยเฉพาะธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ที่เรามองว่ามีแนวโน้มการเติบโตที่ดีต่อเนื่องในระยะยาว การจัดตั้งบริษัท ซีจี แคปปิตอล ขึ้นมา ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจบริหารจัดการลงทุนในรูปแบบกองทุน Private Equity ถือว่าเป็นทุนใหม่ให้ธุรกิจได้มีการพัฒนาโปรดักต์เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะกลับมาหลังสถานการณ์โควิด” ภูมิ จิราธิวัตน์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการบริหาร บริษัท ซีจี แคปปิตอล จำกัด กล่าว

Private Equity คือการลงทุนในสินทรัพย์ที่อยู่นอกตลาด มีทั้งการลงทุนในธุรกิจที่มีทิศทางการเติบโตหรือกำลังขยายกิจการ ธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น เช่น Startup หรือเพื่อนำธุรกิจออกจากตลาดหลักทรัพย์ การลงทุนประเภทนี้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงได้ยาก เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่ในกองทุนประเภทนี้คือ นักลงทุนสถาบัน

ด้านสรวิศ ชัยโรจน์ ผู้ก่อตั้งและกรรมบริหาร บริษัท ซีจี แคปปิตอล จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้จัดตั้งกองทุนแรกมูลค่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งมีผู้ลงทุนหลักประกอบด้วย 1. ครอบครัวจิราธิวัฒน์ 2. ธนาคารชั้นนำ และ 3. นักลงทุนสถาบันระดับโลก โดยมีวัตถุประสงค์การลงทุนเพื่อสนับสนุนธุรกิจการท่องเที่ยวในประเทศไทยเป็นหลัก ซึ่งจะมีทั้งการลงทุนในโรงแรม คอนโดมิเนียม สวนสนุก สวนน้ำ และMixed-use ที่เกี่ยวข้อง มุ่งเน้นในเมืองท่องเที่ยวหลักของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต สมุย และพัทยา โดยคาดว่าจะลงทุนปีละ 3-5 โครงการ

“กองทุนแรกมีมูลค่า 10,000 ล้านบาท เรามีมหามิตรให้ความสนใจในความสามารถในการดูแลการลงทุนและพัฒนาธุรกิจของเรา เราชวนนักลงทุน เช่น กลุ่มสถาบันที่สนใจและมีความสามารถร่วมลงทุนในรูปแบบและจังหวะที่เหมาะสม กองทุนแรกได้รับการสนับสนุนหลักจากตระกูลจิราธิวัฒน์ โดยสัดส่วนนักลงทุนไทยและต่างชาติคือ 50:50 แม้ว่าเราจะสามารถลงทุนในต่างประเทศได้ แต่เราอยากเน้นการลงทุนในไทยเป็นหลัก” สรวิศ กล่าวเสริม

โดย ซีจี แคปปิตอล จะเปิดตัวโครงการแรกที่ลงทุนโครงการที่พักอาศัย Branded Residences ภายใต้เครือโรงแรมบูทีกไลฟ์สไตล์ระดับโลกอย่าง Standard International โดยใช้ชื่อว่า The Standard Residences Phuket Bang Tao และ The Peri Hotel Phuket Bang Tao ซึ่งเป็นโรงแรมในเครือแบรนด์ Standard International เช่นเดียวกัน ทำเลที่ตั้งถือเป็นไข่แดงของย่านเชิงทะเล-บางเทา ซึ่งเป็นทำเลที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในภูเก็ต ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก อีกทั้งใกล้แหล่งชอปปิ้งและร้านอาหารดังในภูเก็ต เช่น โบ้ท อเวนิว, ลากูน่า กอล์ฟ คลับ, ปอร์โต เดอ ภูเก็ต และสวนน้ำบลูทรี มูลค่าโครงการมากกว่า 5,000 ล้านบาท จะเปิดตัวในเดือนเมษายน 2567 และคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2569

ผู้บริหารของ ซีจี แคปปิตอล ทั้งสองคนมองว่าธุรกิจท่องเที่ยวของไทยยังมีอนาคต จึงเป็นเหตุผลในการจัดตั้งกองทุนและมุ่งเน้นไปในกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเป็นหลักในระยะแรก “เราจัดตั้งกองทุนแรกนี้ขึ้น เพราะเชื่อมั่นว่าธุรกิจท่องเที่ยวของไทยยังมีอนาคตที่ดี เชื่อว่าภายใน 3-5 ปีข้างหน้า นักท่องเที่ยวจะเติบโตต่อเนื่องทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ รวมถึงกลุ่ม Expat และ Digital Nomad ที่มองประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางในอันดับต้นๆ

และการลงทุนในโครงการต่างๆ ที่มีศักยภาพการเติบโตสูง จะช่วยสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยวในไทย ซึ่งผู้ร่วมลงทุนมีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่ดีตามไปด้วยในระยะยาวบนความผันผวนที่ต่ำกว่าการลงทุนในตลาดหุ้น

ปัจจุบันการลงทุนในรูปแบบ Private Equity ถือเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมจากนักลงทุนสถาบันชั้นนำของโลก เพราะมีความคล่องตัวในการบริหาร มีขั้นตอนและหลักเกณฑ์การลงทุนที่เป็นระบบ และให้การเติบโตทางมูลค่าที่แตกต่าง ทำให้นักลงทุนสถาบันชั้นนำทั่วโลกให้น้ำหนักในพอร์ตกันมากขึ้น” สรวิศ ขยายความ

ขณะที่การลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาดของกองทุนประเภท Private Equity คำถามคือผลตอบแทนนั้นจะเป็นเช่นไร สรวิศให้คำตอบในเรื่องนี้ว่า “ในเรื่องการลงทุน ทุกคนย่อมต้องการผลตอบแทนที่สูง แต่เราดูผลตอบแทนของการลงทุน โดยให้ความสำคัญกับความเสี่ยง ซึ่งเราตั้งเป้าหมายผลตอบแทนอยู่ที่ 18 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ซึ่งผลตอบแทนนี้คือระดับมาตรฐานของกองทุนประเภท Private Equity”

แม้ผู้บริหารจะเป็นทายาทเจน 3 ของตระกูลจิราธิวัฒน์ แต่ลักษณะการลงทุนที่มุ่งเน้นไปที่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว โดยเฉพาะโครงการในระยะแรกที่จะลงทุนคือ กลุ่มโรงแรม ที่พัก คำถามที่น่าสนใจคือ แนวทางการดำเนินธุรกิจของ ซีจี แคปปิตอล จะขัดแย้งกับธุรกิจของตระกูลจิราธิวัฒน์อย่างเซ็นทรัลพัฒนา หรือ CPN หรือไม่ ภูมิ จิราธิวัฒน์ ให้คำตอบในประเด็นนี้ว่า

“CPN ไม่ได้ทำเรื่องการลงทุน แต่เป็นนักพัฒนาโครงการมิกซ์ยูส เช่น การสร้างโรงแรมที่เชื่อมต่อกับศูนย์การค้า ซึ่งนี่ไม่ใช่สิ่งที่ ซีจี แคปปิตอล กำลังดำเนินการ เพราะเราโฟกัสในธุรกิจ Hospitality โดยตรง ซึ่งนักลงทุนก็จะเป็นคนละแบบกัน”

แม้ว่ากองทุน Private Equity จะไม่ใช่เรื่องใหม่ในแวดวงธุรกิจ แต่ต้องยอมรับว่ามุมมองของผู้บริหาร ซีจี แคปปิตอล ที่ให้ความสำคัญในการลงทุนแรก โดยมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจกลุ่มการท่องเที่ยว อาจเพราะมองภาพใหญ่ว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยยังมีทิศทางการเติบโตได้ดี และเป็นโอกาสทำเงินจากการลงทุนในอนาคต

นับว่าเป็นคนหนุ่มที่ได้รับดีเอ็นเอการทำงานกับกลุ่มเซ็นทรัล ภายใต้การบริหารงานของตระกูลจิราธิวัฒน์อย่างแท้จริง.