วันอาทิตย์, กรกฎาคม 21, 2024
Home > Cover Story > “กรณ์ ณรงค์เดช” ย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ RML เผยโฉม ‘OCC’ อาคารสำนักงานระดับ A+ 

“กรณ์ ณรงค์เดช” ย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ RML เผยโฉม ‘OCC’ อาคารสำนักงานระดับ A+ 

“กรณ์ ณรงค์เดช” ก้าวขึ้นเป็นซีอีโอแห่งไรมอน แลนด์ หรือ RML ตั้งแต่มกราคม 2564 พร้อมภารกิจหลักคือการปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ทันสมัยเข้าถึงง่าย เพื่อขยายฐานลูกค้าสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ และทำให้ไรมอน แลนด์กลับมาผงาดในฐานะผู้นำวงการอสังหาริมทรัพย์ระดับไฮเอนด์ โดยล่าสุดได้เผยโฉม “OCC – One City Centre” อาคารสำนักงานระดับ A+ แลนด์มาร์กแห่งใหม่บนถนนเพลินจิต เพื่อตอกย้ำความลักชัวรีของ RML ให้เข้มข้นขึ้นไปอีกขั้น

บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2530 ในฐานะผู้นำในตลาดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรีและอัลตราลักชัวรีในประเทศไทย ทั้งอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัย ธุรกิจเชิงพาณิชย์ งานบริการ และพื้นที่ค้าปลีก

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไรมอน แลนด์ ถือเป็นแบรนด์อสังหาฯ ระดับลักชัวรีที่แข็งแกร่ง และมีฐานลูกค้าในวัย 45 ปีขึ้นไป จนกระทั่งมาถึงยุคเปลี่ยนผ่าน เมื่อบริษัท เคพีเอ็น แลนด์ จำกัด (KPNL) เริ่มเข้ามาถือหุ้นในปี 2561 และได้กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในที่สุดเมื่อปี 2563 ซึ่งนั่นทำให้ไรมอน แลนด์ เข้าสู่ยุคของแม่ทัพคนใหม่อย่าง “กรณ์ ณรงค์เดช” ทายาทคนเล็กของครอบครัวณรงค์เดช

ก่อนหน้านั้นกรณ์ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของไรมอน แลนด์ ตั้งแต่ปี 2561 เพื่อเรียนรู้ระบบและโครงสร้างขององค์กร ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ในเดือนมกราคม 2564 โดยตำแหน่งล่าสุดก่อนที่จะขึ้นเป็นซีอีโอของเขาคือประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ (COO) ซึ่งกรณ์ถือเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ด้านการพัฒนาอสังหาฯ ระดับลักชัวรี และยังเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของโครงการต่างๆ อย่างโครงการเดอะ ดิโพลแมท 39, เดอะ ดิโพลแมท สาทร, เดอะ แคปปิตอล เอกมัย-ทองหล่อ และเดอะ แคปปิตอล ราชปรารภ-วิภาวดี

ภารกิจหลักของแม่ทัพคนใหม่คือการเข้ามาปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ดูทันสมัย จับต้องได้มากขึ้น เพื่อขยายฐานลูกค้าโดยมุ่งเจาะกลุ่มเจเนอเรชันใหม่ที่มีอำนาจในการซื้อ หรือกลุ่ม Young Affluent เพิ่มขึ้น แต่ยังคงไว้ซึ่งความหรูหราอันเป็น DNA ของแบรนด์ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และทำให้ไรมอน แลนด์ กลับมาผงาดในฐานะผู้นำวงการอสังหาริมทรัพย์ระดับไฮเอนด์อีกครั้ง

สิ่งที่แม่ทัพคนใหม่แห่งไรมอน แลนด์ ให้ความสำคัญคือการโฟกัสการพัฒนาอสังหาฯ ระดับซูเปอร์ลักชัวรีเป็นหลัก โดยการพัฒนาโครงการจะอยู่ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Luxury Reimagined” สิ่งที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักจะถูกตัดขายออก รวมถึงแคมเปญการตลาดที่เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่แต่ยังคงไว้ซึ่งความเอ็กซ์คลูซีฟที่ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง

มีการใช้กลยุทธ์ Collaboration Strategy เพื่อดึงพันธมิตรทางธุรกิจทั้งจากในและต่างประเทศ มาร่วมเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ เช่น กลุ่ม Mesa Thai ผู้ถือหุ้นรายใหม่จากสิงคโปร์, Tokyo Tatemono และ Mitsubishi Estate บริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่จากประเทศญี่ปุ่นที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่าศตวรรษ รวมถึง Rosewood Hotels & Resorts® (โรสวูด โฮเต็ลส์ แอนด์ รีสอร์ทส์) เจ้าของเชนโรงแรมหรูระดับโลก เพื่อต่อยอดและขยายธุรกิจ

อีกทั้งยังใช้กลยุทธ์ Asset Light โดยจะร่วมมือกับพันธมิตรที่เป็นเจ้าของที่ดิน เพื่อนำที่ดินมาพัฒนาโครงการร่วมกัน ซึ่งกลยุทธ์นี้จะช่วยให้บริษัทฯ สามารถบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เน้นการเปิดโครงการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการแนวราบที่รับรู้รายได้ได้เร็ว ที่น่าสนใจคือการพัฒนาโครงการในแบบ Branded Residences ที่ร่วมกับเชนโรงแรมระดับโลก ซึ่งเป็นตลาดที่กำลังเติบโตสูง

นอกจากนั้น ยังเพิ่มการสร้างรายได้ประจำจากการเช่าพื้นที่ในอาคารสำนักงาน รวมถึงขยายฐานธุรกิจสู่กลุ่ม New Economy ด้วยการเปิดธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มเติมอีกด้วย

โดยโครงการที่อยู่ภายใต้กลยุทธ์ใหม่และเปิดขายอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ The Estelle Phrom Phong (ดิ เอสเทลล์ พร้อมพงษ์) โครงการร่วมทุนระหว่างไรมอน แลนด์ และโตเกียว ทาเทโมโนะ โดยมีสัดส่วนการลงทุน 51 : 49 เป็นคอนโดมิเนียมอัลตราลักชัวรี ความสูง 37 ชั้น จำนวน 146 ยูนิต มูลค่าโครงการ 5,200 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 350,000 บาท/ตร.ม. ยอดขายปัจจุบันอยู่ที่ 85%

อีกหนึ่งโครงการคือ Tait Sathorn 12 (เทตต์ สาทร ทเวลฟ์) คอนโดมิเนียม High-rise ระดับลักชัวรีใจกลางสาทร ซอย12 สูง 40 ชั้น จำนวน 231 ยูนิต ราคาเฉลี่ย 280,000 บาท/ตร.ม. ยอดขายปัจจุบัน 92%

ล่าสุดกับการเปิดตัว “OCC (One City Centre)” อาคารสำนักงานลักชัวรี Grade A+ ที่สูงที่สุดในไทย ซึ่งเป็นบิ๊กโปรเจกต์ที่ไรมอน แลนด์ ร่วมทุนกับ มิตซูบิชิ เอสเตท หนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาฯ ชั้นนำของญี่ปุ่น ด้วยมูลค่าโครงการถึง 8,800 ล้านบาท

OCC สร้างบนพื้นที่กว่า 6 ไร่ ด้วยความสูง 61 ชั้น พื้นที่ประมาณ 1,300 ตร.ม. ต่อชั้น และไม่มีเสากั้น โดยออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ “Reimagine Your World” ชูจุดเด่นสุดยอดทำเลติด BTS เพลินจิต ที่มีสะพานเชื่อมตรงสู่อาคารได้เลย มีพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่กว่า 5,000 ตร.ม. ที่รวมถึงการเปิดพื้นที่หน้าอาคารที่เปิดให้เป็นพื้นที่สีเขียว และเป็นระบบอาคารอัจฉริยะ เช่น แอปพลิเคชันในการเข้าอาคาร ระบบไร้สัมผัสภายในอาคาร เป็นต้น โดยไรมอน แลนด์ ปักหมุดให้เป็น Happy Workplace และ Lifestyle Destination ศูนย์กลางแห่งใหม่ของโลก และเป็นที่สุดแห่งออฟฟิศยุคใหม่

โดย OCC ได้บริษัทที่ปรึกษาและดีไซน์ระดับโลกมาร่วมงาน อย่าง สกิดมอร์, โอวิงส์ และเมอร์ริล ไทยแลนด์ (Skidmore, Owings & Merrill (Thailand)) หรือ SOM Thailand ซึ่งได้สร้างอาคารที่สูงที่สุดในโลกมามากมาย ทั้งอาคารเบิร์จ คาลิฟา (Burj Khalifa) ที่ดูไบ และอาคารวันเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ที่นิวยอร์ก รวมถึงบริษัทดีไซน์ชั้นนำในไทย อย่าง ดีไซน์ 103 อินเตอร์เนชั่นแนล และแทนเดม อาร์คิเท็ค (2001) (Tandem Architects) โดยมี ฉมา (Shma) เป็นที่ปรึกษาด้านภูมิทัศน์ และซีบีอาร์อี (ประเทศไทย) เป็นตัวแทนจัดหาผู้เช่าและบริหารอาคาร

อาคารมีพื้นที่เช่าสุทธิ 61,000 ตร.ม. แบ่งออกเป็นพื้นที่สำนักงาน 86% และพื้นที่ค้าปลีก 14% พื้นที่สำนักงานแต่ละชั้นประมาณ 1,144 -1,377 ตร.ม. อัตราค่าเช่าอยู่ที่ 1,500 บาท/ตร.ม. ปัจจุบันมีอัตราเช่าพื้นที่สำนักงานและพื้นที่ค้าปลีกแล้วกว่า 70% แบ่งสัดส่วนเป็นบริษัทระดับโลก 80% และบริษัทชื่อดังในไทย 20% เช่น มิตซูบิชิ เอสเตท (Mitsubishi Estate), มิตซูบิชิ เฮฟวี่ (Mitsubishi Heavy), มิตซูบิชิ พาวเวอร์ (Mitsubishi Power), มารูเบนิ (Marubeni), จัสโค (JustCo), ซีบีอาร์อี (CBRE), อะมาดิอุส (Amadeus), คอร์ติน่า วอทช์ (Cortina Watch), และโคคูโย (Kokuyo)

มีร้านค้าที่พร้อมเปิดให้บริการในไตรมาส 2 เช่น ดีน แอนด์ เดลูก้า (DEAN & DELUCA), โอ ปอง แปง (Au Bon Pain), %Arabica, คาซาน่า (Ksana) คาเฟ่ชาเขียวมัทฉะชื่อดังจากญี่ปุ่น, แบลคโบบา (BLK.BOBA) ร้านชาไข่มุกออร์แกนิค, โฟคาฟิเซีย (Focaficial) ร้านขนมปังพรีเมียมจากอิตาลี และลอว์สัน (Lawson)

นอกจากนี้ ในไตรมาส 4 ยังเตรียมเปิด Sky Bar ที่ชั้น 61 และร้านอาหารรูปแบบใหม่ที่ชั้น 58 รวมถึงฟูดคอร์ต กินนี่ฟู้ด (Kinnie Food) ที่รวมร้านอาหารชื่อดังในราคาที่จับต้องได้ ซึ่งกรณ์มั่นใจว่าหลัง Sky bridge ที่เป็นทางเชื่อมจากรถไฟฟ้าสร้างเสร็จ จะผลักดันให้อัตราการเช่า OCC เต็มพื้นที่ในต้นปี 2567 และหลังจากที่เปิดใช้บริการ OCC เต็มรูปแบบ จะส่งผลให้ไรมอน แลนด์ มีสัดส่วนรายได้ประจำเพิ่มขึ้นถึง 15-25% ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้สถานะทางการเงินของบริษัทเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ไม่เพียงเท่านั้นภายในปลายปี 2566 ไรมอน แลนด์ ยังมีแผนเปิดตัวโครงการอัลตราลักชัวรีใหม่อีก 3 โครงการ รวมมูลค่าโครงการทั้งสิ้นกว่า 18,000 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการโรสวูด เรสซิเดนซ์เซส กมลา (Rosewood Residences Kamala) จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็น Branded Residences โครงการแรกที่ไรมอน แลนด์ ร่วมมือกับเชนโรงแรมระดับโลกอย่าง Rosewood ประกอบด้วยวิลล่าจำนวน 14 หลัง มูลค่าโครงการ 7,000 ล้านบาท ราคาเริ่มต้นเฉลี่ย 600 ล้านบาทต่อหลัง

โครงการอัลตราลักชัวรี แบรนด์เด็ด เรสซิเดนซ์ (Ultra-Luxury Branded Residence) ในรูปแบบ High Rise บนทำเลสุขุมวิท รวมถึงโครงการอัลตราลักชัวรี เรสซิเดนซ์ ในรูปแบบ Low Rise บนทำเลโซนสุขุมวิท โดยทั้งหมดเตรียมเปิดขายรอบพิเศษแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ในไตรมาส 4 ของปีนี้ คาดว่าหลังจากเปิดขายแล้วจะสามารถผลักดันให้ยอดขายปรับเพิ่มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และส่งผลให้บริษัทฯ มีฐานทางการเงินที่แข็งแกร่ง และสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นได้ในระยะยาว

ซึ่งที่ผ่านมา ไรมอน แลนด์ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาสแรกของปี 2566 สามารถกวาดยอดขาย (Presales) รวมถึง 518 ล้านบาท โตขึ้น 63% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่มียอดขาย 318 ล้านบาท มียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) ณ วันที่ 31 มีนาคม 2566 จำนวน 4,959 ล้านบาท ลดลงจาก 4,965 ล้านบาท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2565 สืบเนื่องมาจากการทยอยโอนการกรรมสิทธิ์ของโครงการ ‘ดิ เอสเทลล์ พร้อมพงษ์’ ที่เริ่มโอนตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2565

กรณ์เปิดเผยต่อว่า จากปีที่ผ่านมาจวบจนถึงปีนี้  บริษัทฯ สามารถบริหารต้นทุนทางการเงินได้ดีจากกลยุทธ์แอสเสท ไลท์ (Asset light) ที่ไม่ต้องซื้อที่ดิน แต่ใช้ที่ดินของเจ้าของที่ดินในการพัฒนาโครงการ ซึ่งช่วยลดต้นทุนค่าที่ดินและต้นทุนทางการเงินจากการพัฒนาโครงการในอนาคตได้

และสำหรับปี 2566 ไรมอน แลนด์ ตั้งเป้ายอดขายอยู่ที่ 8.2 พันล้านบาท มุ่งสร้างสมดุลของรายได้ทั้งจากโครงการอสังหาฯ และรายได้ประจำจากอาคารสำนักงานให้เช่าอย่าง OCC ที่จะทำให้บริษัทฯ มีรายได้ประจำและมีกระแสเงินสดเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อก้าวขึ้นเป็นแบรนด์อันดับ 1 ด้านการพัฒนาอสังหาฯ ระดับลักชัวรีและอัลตราลักชัวรี

แต่อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ ท่ามกลางสิ่งที่ยังเป็นความกังวลของหลายๆ ฝ่าย ทั้งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจหลังสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และสถานการณ์การเมือง กรณ์มั่นใจแค่ไหนในการบรรลุเป้ายอดขายที่ตั้งไว้

“อสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรีและอัลตราลักชัวรียังคงเป็นที่ต้องการทั้งจากลูกค้าที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยและนักลงทุน ทั้งจากลูกค้าชาวไทยและกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ พิสูจน์จากยอดขายไตรมาสแรกที่ผ่านมา และเป็นเซกเมนต์ที่ได้รับผลกระทบจากโควิดน้อย เรามั่นใจว่าจะสามารถบรรลุเป้าที่วางไว้ได้อย่างแน่นอน” แม่ทัพใหญ่แห่งไรมอน แลนด์ กล่าวทิ้งท้ายด้วยความมั่นใจ.