ตัวเลข 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเฉียด 7,000 ล้านบาท ที่ Netflix ประกาศอัดฉีดใส่คอนเทนต์ไทยช่วงปี 2021–2024 ถูกประโคมข่าวประหนึ่งเม็ดเงินกอบกู้อุตสาหกรรมบันเทิงไทย สายตาคนนอกมองเห็นภาพโชติช่วงของโอกาส งานจ้างทะลัก และธงชาติไทยที่ไปโบกสะบัดบนหน้าจอระดับสากล
ทว่าในสมการธุรกิจ เม็ดเงินก้อนนี้ไม่ใช่การสันทนาการ แต่คือการซื้อทรัพยากร และสิ่งที่น่าขบคิดกว่าขนาดของตัวเลข คือ “ทิศทางการไหล” ของเงินก้อนนี้จริง ๆ
เมื่อกะเทาะเปลือก 7,000 ล้านบาท ออกมาดู จะพบว่าเงินไม่ได้หล่นกระจายอย่างเท่าเทียม เงินส่วนหนึ่งหมดไปกับการกว้านซื้อสิทธิ์ คอนเทนต์สำเร็จรูปที่มีอยู่แล้ว อีกส่วนคือทุนรับจ้างผลิต แน่นอนว่าการถ่ายทำซีรีส์สักเรื่อง ย่อมสร้างแรงสั่นสะเทือนเชิงบวกชั่วคราวแก่ธุรกิจรอบข้าง ตั้งแต่ค่ากล้อง รถตู้ให้เช่า ไปจนถึงข้าวกล่องกองถ่ายในต่างจังหวัด
แต่คำถามที่ไร้คำตอบจากแถลงการณ์ คือ เงินตกถึงมือผู้ประกอบการไทยสัดส่วนเท่าใดกันแน่? และที่สำคัญกว่านั้น เรากำลังปิติยินดีกับเงินที่ไหลผ่านมือแล้วหายไป หรือเราได้ชิ้นส่วนโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืนกลับมา?
ประเด็นสำคัญในโมเดลธุรกิจนี้ ไม่ใช่เรื่องฝีมือ ช่างภาพหรือทีมงานไทยพิสูจน์แล้วว่ามีศักยภาพมาตรฐานสากล แต่ปัญหาอยู่ที่ “สิทธิ์การถือครองทรัพย์สินทางปัญญา”
ในโครงสร้างการรับจ้างผลิตของแพลตฟอร์มสตรีมมิงระดับโลก สตูดิโอไทยได้ค่าจ้าง จ่ายทีมงาน เสร็จงาน รับเงิน จบสัญญา ทว่าสิทธิ์ขาดในตัวคอนเทนต์ แฟรนไชส์ ภาคต่อ สินค้าเกี่ยวเนื่อง หรือยอดวิวที่ถล่มทลายทั่วโลก กลับตกเป็นของแพลตฟอร์มฝั่งเดียว ค่ายหนังไทยทำหน้าที่ไม่ต่างจาก "โรงงานOEM" ที่รับจ้างผลิตเสื้อผ้าแบรนด์เนม ได้ค่าแรงขั้นต่ำแต่ไม่ได้ส่วนแบ่งมูลค่าแบรนด์
ความต่างระหว่างธุรกิจที่ตื่นเช้ามาหาลูกค้ารับจ้างผลิตรายใหม่ไปเรื่อยๆ กับธุรกิจที่มีสะสม Asset หรือ IP ไว้เก็บกินระยะยาว คือเส้นแบ่งความเป็นตายของอุตสาหกรรมในอนาคต
ลองตั้งสมมติฐานแบบไม่โลกสวย หากวันหนึ่งยักษ์ใหญ่สตรีมมิงปรับยุทธศาสตร์ ลดงบประมาณ หรือย้ายฐานการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน อุตสาหกรรมภาพยนตร์และซีรีส์ไทยจะเหลืออะไรไว้ในมือ?
หากสิ่งที่เหลืออยู่ มีเพียงทักษะเบื้องหลังของช่างกล้องและทีมไฟ แต่ไร้สตูดิโอไทยที่เข้มแข็งพอจะระดมทุนผลิตงานระดับแม่เหล็กขายเอง ไร้ผู้กำกับและนักเขียนบทที่บริหารสิทธิ์ผลงานตนเองได้ โมเดลนี้ก็เป็นเพียงความมั่งคั่งชั่วคราวที่ผูกติดอยู่กับลมหายใจของคนอื่น
การลงทุนของ Netflix ควรเป็นเพียง "ทางผ่าน" ในการยกระดับมาตรฐานการทำงานและสร้างการยอมรับ แต่ไม่ใช่ "ที่พักพิงถาวร" อุตสาหกรรมไทยจะเติบโตจริงได้ก็ต่อเมื่อผู้ประกอบการไทยกล้าขยับบทบาทจากการเป็นผู้รับรับจ้างผลิตฝีมือดี ขึ้นมาเป็น "เจ้าของธุรกิจคอนเทนต์" ที่มีพอร์ตการลงทุนและลิขสิทธิ์ของตัวเอง
สุดท้ายแล้ว ตัวเลข 7,000 ล้านบาท อาจไม่ใช่มูลค่าความสำเร็จ แต่เป็นบททดสอบวัดใจว่า... ประเทศไทยกำลังพอใจกับการเป็นผู้รับจ้างผลิตคอนเทนต์ราคาถูก หรือพร้อมจะสร้างแพลตฟอร์มของตัวเองออกสู่ตลาดโลกอย่างแท้จริง