ความเสียหายเกิน 500 ล้านบาท ปิดอย่างน้อย 6 เดือน เป้าหมายคือกลับมาเปิดก่อนสงกรานต์ 2570 ขณะที่ผู้ก่อตั้งวัย 90 ปี บอกตรง ๆ ว่าอนาคตของสวนสนุกอายุ 46 ปีแห่งนี้ ขึ้นอยู่กับว่าคำว่า "ช่วย" จากภาครัฐและสถาบันการเงินจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่
วันที่ 26 กันยายน 2569 สวนสยาม หรือ Siam Amazing Park ประกาศปิดให้บริการชั่วคราว หลังมวลน้ำเข้าท่วมพื้นที่เกือบทั้งหมดของสวนขนาดกว่า 300 ไร่ ย่านคันนายาว และแช่ขังอยู่นานราว 5 วัน
การประเมินความเสียหายช่วงแรกยังอยู่ในกรอบที่พอรับได้ วันที่ 30 กันยายน นายวุฒิชัย เหลืองอมรเลิศ ให้ตัวเลขเบื้องต้นว่าไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท แต่เพียงวันเดียวถัดมา เมื่อน้ำเริ่มลดและทีมงานเข้าสำรวจพื้นที่ได้จริง ตัวเลขก็เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

ดร.ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ ผู้ก่อตั้งสวนสยาม ระบุเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ผ่านเพจเฟซบุ๊ก "Siam Amazing Park สยามอะเมซิ่งพาร์ค" ว่า
"วันนี้ในฐานะที่ผมเป็นเจ้าของสวนสยาม เป็นเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร เป็นเมืองท่องเที่ยว เราก็มีความเสียหาย ยิ่งใหญ่เท่าไหร่ก็ยิ่งเสียแค่นั้น ประเมินการที่ไปดูแลความเสียหายเนี่ยไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท"
เมื่อแจกแจงรายการ ตัวเลขดังกล่าวแบ่งเป็นสามก้อนหลัก ได้แก่ ค่าซ่อมแซมและปรับปรุงราว 300 ล้านบาท ค่าแรงงานและค่าดูแลพนักงานในช่วงที่ไม่มีรายได้อีกราว 100 ล้านบาท และส่วนที่เหลือเป็นงบปรับปรุงอื่น ๆ ที่จำเป็นต้องทำก่อนกลับมาเปิดบริการ
ความเสียหายที่สูงขนาดนี้อธิบายได้ด้วยธรรมชาติของธุรกิจสวนสนุกเอง เครื่องเล่นแต่ละตัวคืออุปกรณ์เชิงกลที่มีมอเตอร์ ระบบไฟฟ้า ระบบควบคุม และชิ้นส่วนโลหะจำนวนมาก การจมน้ำหลายวันไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะสิ่งที่มองเห็น แต่กระทบถึงอุปกรณ์ที่ต้องผ่านการตรวจรับรองความปลอดภัยก่อนให้ผู้โดยสารขึ้นใช้งาน ซึ่งเป็นงานที่เร่งไม่ได้และข้ามขั้นตอนไม่ได้

นั่นคือเหตุผลที่ระยะเวลาปิดไม่ได้นับเป็นสัปดาห์ แต่เป็น 6 เดือน
"สวนสยามประกาศภัยวิบัติ เราต้องปิดสวนสยามอย่างน้อย 6 เดือน เพื่อจะให้ประชาชนเข้ามาเที่ยวแล้วมีความสุขเหมือนเดิม มีความปลอดภัยเหมือนเดิม"
เป้าหมายที่บริษัทวางไว้คือกลับมาเปิดให้บริการก่อนเทศกาลสงกรานต์ 2570

ต้นทุนที่ไม่ปรากฏในงบดุล
การปิด 6 เดือนมีความหมายมากกว่าการสูญเสียรายได้ตามจำนวนวัน เพราะช่วงเวลาที่เสียไปคาบเกี่ยวกับช่วงปิดภาคเรียนและหน้าร้อน ซึ่งเป็นเวลาที่โรงเรียนจัดทัศนศึกษา ครอบครัวพาเด็กออกมาเที่ยว และมีผู้เข้าเรียนว่ายน้ำหนาแน่น
"ตามหลักแล้วปิดเทอม นักเรียน โรงเรียนต่าง ๆ เนี่ย มาท่องเที่ยว มาศึกษาหาความรู้ มาหัดเรียนว่ายน้ำ แต่น่าเสียดายปีนี้น้ำเกือบมาท่วม"
อีกด้านหนึ่งที่ผู้ก่อตั้งพูดถึงซ้ำหลายครั้ง คือพนักงาน แรงงานของสวนสนุกประกอบด้วยลูกจ้างรายวันจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นคนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ เมื่อสวนไม่เปิด งานรายวันก็หายไปทันที
"ณ ตอนนี้ เจ้าหน้าที่ของเราน่าสงสารมากครับ ผู้ที่มาจากต่างจังหวัด มาทำงานครับ รายวันบ้าง รายเดือนบ้าง เงินเดือนก็น้อย พนักงานมาร้องไห้กับผมเนี่ยมากมาย ทำให้ผมต้องร้องไห้ไปด้วย"
"สวนสยามหยุดไป 6 เดือนแล้วเนี่ย เขาจะเอาอะไรกิน ตัวเองผมไม่ห่วงนะ ผม 90 นะครับ แต่ผมห่วงคนที่อยู่ข้างหลัง"
การตัดสินใจอีกเรื่องที่สะท้อนขนาดของผลกระทบ คือการยกเลิกโซนสวนสัตว์ชมฟรีอย่างถาวร และส่งมอบสัตว์ทั้งหมดให้องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยดูแลต่อ ในจำนวนนี้มีเนื้อทรายที่อพยพออกมาได้ 10 ตัว นี่ไม่ใช่การหยุดให้บริการชั่วคราวเพื่อรอซ่อม แต่เป็นการปิดโซนหนึ่งของสวนอย่างถาวร

45 ปี ของสวนสนุกที่เริ่มจากทะเลกลางกรุง
สวนสยามเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2523 โดย ดร.ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ บนที่ดินกว่า 300 ไร่ ในยุคที่กรุงเทพฯ ยังแทบไม่มีสถานที่พักผ่อนขนาดใหญ่สำหรับครอบครัว และคำว่า "สวนสนุก" ยังไม่ใช่ธุรกิจที่ใครมองว่าทำกำไรได้ง่าย
จุดขายที่ทำให้สวนสยามต่างจากที่อื่นตั้งแต่วันแรก คือ "ทะเล-กรุงเทพฯ" ทะเลเทียมที่สร้างคลื่นได้ ซึ่งในเวลานั้นเป็นแนวคิดที่แทบไม่มีใครในภูมิภาคนี้ทำ และต่อมาวันที่ 20 เมษายน 2552 ก็ได้รับการบันทึกจาก Guinness World Records ว่าเป็นทะเลเทียมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ชื่อ "สวนสยาม ทะเล-กรุงเทพฯ" กลายเป็นความทรงจำร่วมของคนกรุงเทพฯ หลายรุ่น
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2562 เมื่อบริษัทปรับภาพลักษณ์แบรนด์ใหม่เป็น "Siam Amazing Park" ภายใต้แนวคิด "Everyday is Amazing" เป็นความพยายามขยับตำแหน่งทางการตลาดจากสวนน้ำประจำย่าน ไปสู่จุดหมายปลายทางด้านความบันเทิงที่มีเหตุผลให้มาได้มากกว่าหนึ่งอย่าง

ต่อมาในปี 2565 บริษัทเปิดตัว "Bangkok World" บนพื้นที่ 70 ไร่ บริเวณด้านหน้าสวนสนุก เป็นพื้นที่แลนด์มาร์กที่รวมงานสถาปัตยกรรมและร้านอาหาร ทิศทางนี้ชัดเจนว่าต้องการดึงกลุ่มลูกค้าที่ไม่ได้มาเพื่อเล่นเครื่องเล่น ทั้งงานจัดเลี้ยง งานสัมมนา ทัศนศึกษา และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งเป็นรายได้ที่ไม่ผูกกับฤดูกาลและสภาพอากาศมากเท่าสวนน้ำ

ฐานะการเงินก่อนน้ำมา
ปี 2567 บริษัทมีผลประกอบการขาดทุนราว 132 ล้านบาท ส่วนครึ่งแรกของปี 2568 ผลการดำเนินงานลดลงจากปีก่อนหน้าราว 40–50% โดยสภาพอากาศเป็นหนึ่งในปัจจัยกดดัน
หมายความว่าเมื่อน้ำเข้าท่วมในปี 2569 ธุรกิจอยู่ในจุดที่กระแสเงินสดบางอยู่ก่อนแล้ว ความเสียหาย 500 ล้านบาท จึงไม่ใช่ตัวเลขที่ดูดซับด้วยกำไรสะสมหรือสภาพคล่องภายในได้
กรณีสวนสยามยังสะท้อนความเปราะบางเฉพาะตัวของธุรกิจที่มีสินทรัพย์หลักเป็นพื้นที่กายภาพขนาดใหญ่ ร้านค้าปลีกที่ถูกน้ำท่วมอาจย้ายสาขาหรือเปิดช่องทางออนไลน์ทดแทนได้ แต่สวนสนุกย้ายไม่ได้ ขายผ่านหน้าจอไม่ได้ และเมื่อปิด รายได้หยุดเป็นศูนย์ขณะที่ต้นทุนคงที่ยังเดินต่อ ทั้งค่าจ้างพนักงาน ค่าบำรุงรักษา และภาระทางการเงิน
"ถึงแม้ว่าทำสวนสยามขาดทุนทุกปี แต่ผมมีความสุขทุกปี"
ต่อกรณีที่หน่วยงานภาครัฐและกรุงเทพมหานครประกาศมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ดร.ไชยวัฒน์ บอกว่ารับทราบและรู้สึกดีใจ ก่อนปิดท้ายด้วยประโยคที่กำหนดอนาคตของสวนสนุกอายุ 46 ปีแห่งนี้ไว้ว่า
"อย่างไรก็ดี ผมยังไม่รู้เลยว่าเราจะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐเท่าไหร่ ธนาคารที่เราใช้อยู่เท่าไหร่ พอที่จะฟื้นฟูสวนสยามให้ฟื้นขึ้นมาได้หรือไม่ ถ้าช่วยจริงสวนสยามอยู่ได้ตลอดไปครับ แต่ถ้าไม่ สวนสยามก็ต้องขอลาตลอดกาล"
ภาพจากเฟซบุ๊ก Siam Amazing Park สยามอะเมซิ่งพาร์ค