อุตสาหกรรมอาหารสัตว์น้ำไทยกำลังเผชิญโจทย์ที่ซับซ้อนกว่าที่เคย ไม่ใช่แค่เรื่องราคาวัตถุดิบขึ้นลงตามฤดูกาล แต่เป็นความไม่แน่นอนที่มาจากหลายทิศทางพร้อมกัน ภาวะโลกร้อนทำให้ปริมาณสัตว์น้ำในทะเลลดลง กระทบซัพพลายปลาป่นซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของอาหารสัตว์น้ำโดยตรง ขณะที่ถั่วเหลืองซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนทางเลือกก็ไม่ได้ปลอดความเสี่ยง เพราะเมื่อความต้องการใช้เพิ่มขึ้นทั่วโลก ซัพพลายก็อาจตามไม่ทันจนดันราคาพุ่งได้เช่นกัน ซ้ำด้วยปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ดันต้นทุนพลังงานให้สูงขึ้น โรคระบาดในสัตว์น้ำที่ยังเป็นความเสี่ยงเรื้อรัง และอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวนตลอดเวลา
สำหรับผู้ผลิตอาหารสัตว์น้ำ ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่ที่การหาวัตถุดิบราคาถูกที่สุดเท่านั้น แต่คือการทำให้มีวัตถุดิบเพียงพอ ต้นทุนแข่งขันได้ และตอบโจทย์มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่ตลาดโลกให้ความสำคัญมากขึ้น ขณะที่อุตสาหกรรมกุ้งของไทยยังต้องแข่งขันกับประเทศผู้ผลิตรายใหญ่อย่างอินเดียและเอกวาดอร์ ซึ่งมีข้อได้เปรียบด้านขนาดการผลิตและต้นทุนบางรายการ
ตลาดปลายทางเองก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ผู้ซื้อไม่ได้พิจารณาเพียงราคาและคุณภาพของอาหารสัตว์ แต่ให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของวัตถุดิบ การตรวจสอบย้อนกลับ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
สำหรับผู้ผลิตอาหารสัตว์น้ำ ความยั่งยืนจึงเริ่มเชื่อมโยงกับเรื่องที่เป็นหัวใจของธุรกิจโดยตรง ตั้งแต่ความมั่นคงของวัตถุดิบ ต้นทุนการผลิต ไปจนถึงความสามารถในการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ
บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่กำลังปรับธุรกิจเพื่อรับโจทย์ดังกล่าว โดยไม่ได้มองเรื่องความยั่งยืนแยกออกจากธุรกิจอาหารสัตว์ แต่เชื่อมเข้ากับการจัดหาวัตถุดิบ การทำงานร่วมกับเกษตรกร การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการขยายตลาดต่างประเทศ
จาก SeaChange® สู่โจทย์วัตถุดิบ
TFM เป็นบริษัทในกลุ่มไทยยูเนี่ยนที่ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์น้ำ ทิศทางด้านความยั่งยืนของบริษัทเชื่อมโยงกับ SeaChange® 2030 ของไทยยูเนี่ยน ซึ่งเปิดตัวในปี 2566 หลังจากกลุ่มบริษัทเริ่มขับเคลื่อนแนวทางด้านความยั่งยืนมาตั้งแต่ปี 2559 โดยกำหนด 11 พันธกิจ ครอบคลุมตั้งแต่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ไปจนถึงการดูแลแรงงานและระบบนิเวศ หนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1, 2 และ 3 ลง 42% ภายในปี 2573 และมุ่งสู่ Net Zero ในปี 2593
แต่เมื่อแนวทางดังกล่าวถูกนำมาพิจารณาในธุรกิจอาหารสัตว์น้ำ ความหมายของความยั่งยืนจึงไม่ได้อยู่เพียงเรื่องการลดคาร์บอน หากยังย้อนกลับมาที่คำถามพื้นฐานว่า บริษัทจะจัดหาวัตถุดิบอย่างไรให้เพียงพอ มีความรับผิดชอบ และรองรับความต้องการของตลาดในระยะยาว
พีระศักดิ์ บุญมีโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TFM มองว่า การทำธุรกิจอาหารสัตว์น้ำไม่สามารถพิจารณาเฉพาะบทบาทของผู้ผลิตอาหารสัตว์ได้อีกต่อไป
“อย่ามองเฉพาะ Feed Manufacturer หรืออาหารสัตว์ที่ขายให้ฟาร์ม แต่เราต้องมองทั้งห่วงโซ่ เพราะมันเกี่ยวข้องและส่งผลกระทบถึงกันหมด”
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนกลับไปถึงการจัดหาวัตถุดิบของบริษัท โดยเฉพาะวัตถุดิบจากพืชและวัตถุดิบทางทะเล ซึ่งมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและการตรวจสอบย้อนกลับ
ในรายงานด้าน ESG ของ TFM บริษัทระบุว่ามีนโยบายและกระบวนการตรวจสอบวัตถุดิบ โดยวัตถุดิบจากพืชต้องไม่มาจากแหล่งที่มีความเสี่ยงต่อการตัดไม้ทำลายป่า ขณะที่วัตถุดิบทางทะเลต้องพิจารณาความเสี่ยงด้านการทำประมงผิดกฎหมาย ไม่รายงาน และไร้การควบคุม หรือ IUU รวมถึงสนับสนุนการจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งที่มีมาตรฐาน เช่น MarinTrust และ MSC
นี่คือจุดที่เรื่องความยั่งยืนเริ่มเปลี่ยนจากประเด็นด้านภาพลักษณ์มาเป็นเรื่องของการบริหารความเสี่ยงด้านวัตถุดิบโดยตรง

พีระศักดิ์ บุญมีโชติ ในงาน Responsible Seafood Summit 2026 ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นที่ประเทศไทย โดย Global Seafood Alliance (GSA) องค์กรระดับนานาชาติที่ขับเคลื่อนแนวปฏิบัติด้านอาหารทะเลอย่างรับผิดชอบ และเป็นเวทีที่เชื่อมโยงผู้นำในอุตสาหกรรมอาหารทะเลจากทั่วโลก
อีกด้านหนึ่ง TFM พยายามขยายบทบาทจากผู้ขายอาหารสัตว์ไปสู่การทำงานร่วมกับเกษตรกร โดยใช้ทีมเทคนิคเข้าไปให้คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดการฟาร์ม โปรแกรมการให้อาหาร และการบริหารจัดการต้นทุน
พีระศักดิ์อธิบายแนวทางดังกล่าวว่า
“เราไม่ได้ขายอาหารสัตว์อย่างเดียว แต่เราต้องเข้าไปให้ความรู้เกษตรกร ต้องไปพร้อมผู้เชี่ยวชาญ ช่างเทคนิค ไปถามไปคุยกับเกษตรกรว่าเขาเลี้ยงยังไง ที่ผ่านมาประสบความสำเร็จไหม เราต้องไป Coaching เขา”
เหตุผลสำคัญไม่ได้มีเพียงเรื่องการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า แต่เกี่ยวข้องกับต้นทุนของเกษตรกรโดยตรง เพราะอาหารเป็นหนึ่งในต้นทุนสำคัญของการเลี้ยงสัตว์น้ำ
ดังนั้น การปรับประสิทธิภาพการใช้อาหาร การบริหารออกซิเจน และการจัดการทรัพยากรในฟาร์ม จึงมีผลต่อเศรษฐศาสตร์ของทั้งฟาร์มมากกว่าการลดราคาอาหารสัตว์เพียงอย่างเดียว
นอกจากนั้น TFM ยังนำเทคโนโลยีและ AI เข้ามาช่วยการจัดการฟาร์ม โดยมีเป้าหมายลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรไม่น้อยกว่า 5% ตามแนวทางที่บริษัทวางไว้
ในมุมของพีระศักดิ์ จุดเริ่มต้นของโมเดลการทำงานร่วมกับเกษตรกรยังคงอยู่ที่คุณภาพของอาหาร
“คุณภาพต้องมาก่อน ถ้าคุณภาพอาหารสัตว์ไม่มีคุณภาพ เกษตรกรเอาไปเลี้ยง ต้นทุนเขาก็จะแพง แถมยังสร้างความเสียหายและไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้”
แนวคิดนี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิตอาหารสัตว์กับเกษตรกรไม่ได้จบลงเมื่อส่งมอบสินค้า แต่ขยายไปถึงประสิทธิภาพของการเลี้ยงและผลลัพธ์ปลายทางของฟาร์ม
ASC ไม่ใช่เพียงเรื่องมาตรฐาน แต่คือประตูสู่ตลาด
หนึ่งในหมุดหมายสำคัญของ TFM คือการได้รับ ASC Feed Standard โดยโรงงานมหาชัยและระโนดได้รับการรับรอง และ TFM กลายเป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์น้ำรายแรกในเอเชียที่ได้รับมาตรฐานดังกล่าวในปี 2567
ASC Feed Standard เป็นมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมในการผลิตอาหารสัตว์น้ำ ซึ่งเชื่อมโยงตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบไปจนถึงกระบวนการผลิต
ในเชิงธุรกิจ มาตรฐานจึงไม่ได้มีความหมายเฉพาะเรื่องความยั่งยืนแต่ยังเกี่ยวข้องกับการเปิดโอกาสให้ผลิตภัณฑ์สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดที่ให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาและมาตรฐานของห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น
TFM ยังได้รับการรับรองฮาลาลสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารกุ้งและอาหารปลาในเดือนมิถุนายน 2569 ซึ่งบริษัทระบุว่าเป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์น้ำรายเดียวในประเทศที่ได้รับการรับรองดังกล่าว และมองว่าจะช่วยเปิดโอกาสทางการตลาดในกลุ่มประเทศมุสลิม
มาตรฐานทั้งสองประเภทจึงสะท้อนคนละมิติของการขยายตลาด ขณะที่ ASC เชื่อมโยงกับความยั่งยืนและความรับผิดชอบของห่วงโซ่อุปทาน ฮาลาลเชื่อมโยงกับข้อกำหนดเฉพาะของผู้บริโภคและตลาดปลายทาง
ปัญหาใหญ่กว่าเรื่องปลาป่น
สำหรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์น้ำ ปลาป่นยังคงเป็นวัตถุดิบสำคัญ และในปี 2569 ต้นทุนปลาป่นกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยกดดันผลประกอบการของ TFM อย่างชัดเจน
ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุว่า TFM ปรับประมาณการยอดขายปี 2569 เหลือเติบโต 5–7% จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้สูงกว่านี้ โดยมีปัจจัยหนึ่งมาจากต้นทุนปลาป่นที่สูงกว่าคาด ขณะที่คาดอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 17–19% แต่การแก้ปัญหาในระยะยาวอาจไม่ใช่เพียงการบริหารต้นทุนปลาป่น เพราะการเปลี่ยนไปพึ่งพาโปรตีนชนิดอื่นทั้งหมดก็ไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงหายไป
พีระศักดิ์มองประเด็นนี้ว่า
“ถ้าทุกคนเปลี่ยนโปรตีนจากปลาป่นไปใช้ถั่วเหลือง แน่นอนเวลาถั่วเหลือง Demand ขึ้น ซัพพลายมันอาจจะไม่พอ ราคามันอาจจะขึ้นก็ได้”
คำพูดดังกล่าวสะท้อนโจทย์สำคัญของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์น้ำ นั่นคือการกระจายแหล่งโปรตีน เพราะการพึ่งพาวัตถุดิบเพียงชนิดเดียวมากเกินไปทำให้ธุรกิจมีความเสี่ยงจากทั้งราคา ปริมาณ และปัจจัยด้านภูมิอากาศ
TFM จึงให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาโปรตีนทางเลือก รวมถึงการพัฒนาสูตรอาหารให้เหมาะกับความต้องการของสัตว์และสภาพแวดล้อมการเลี้ยงที่แตกต่างกัน
ประเด็นนี้มีความสำคัญมากขึ้นเมื่อมองไปข้างหน้า เพราะการแข่งขันของผู้ผลิตอาหารสัตว์น้ำไม่ได้อยู่ที่การผลิตอาหารให้ได้ราคาถูกที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า วัตถุดิบมาจากไหน ใช้ทรัพยากรเท่าไร และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้หรือไม่

จากตลาดไทยสู่เอกวาดอร์
ขณะที่โจทย์เรื่องวัตถุดิบกำลังบีบให้ผู้ผลิตต้องคิดระยะยาว TFM ก็กำลังขยับเกมในอีกด้านด้วยการเพิ่มสัดส่วนธุรกิจต่างประเทศ
ปัจจุบันรายได้หลักของ TFM ยังมาจากประเทศไทย โดยข้อมูลผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2569 ระบุว่ารายได้จากประเทศไทยคิดเป็น 90.4% ของรายได้รวม ขณะที่อินโดนีเซียคิดเป็นประมาณ 7.8% และส่วนที่เหลือมาจากศรีลังกาและตลาดอื่น ๆ บริษัทตั้งเป้ารายได้รวม 10,000 ล้านบาทภายในปี 2573 พร้อมเพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเป็น 50% ของรายได้รวม
หนึ่งในก้าวสำคัญคือการลงทุนในเอกวาดอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานการผลิตกุ้งสำคัญของโลก โดย TFM จัดสรรงบลงทุนปี 2569 ราว 680 ล้านบาท ส่วนใหญ่สำหรับโครงการโรงงานแห่งใหม่ในเอกวาดอร์
การขยายออกไปต่างประเทศจึงไม่ได้มีความหมายเพียงการเพิ่มยอดขาย แต่ยังเป็นการกระจายความเสี่ยงของธุรกิจ
พีระศักดิ์กล่าวถึงแนวคิดนี้ว่า
“ผมอยากจะเพิ่มพอร์ตส่งออกให้มากขึ้น เราต้องบริหารความเสี่ยง ผมไม่เอาไข่ใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียว”
เอกวาดอร์จึงกลายเป็นมากกว่าตลาดใหม่ เพราะบริษัทมองทั้งโอกาสทางธุรกิจและการเรียนรู้จากหนึ่งในตลาดกุ้งขนาดใหญ่ของโลก ขณะเดียวกัน TFM ยังวางเป้าหมายขยายตลาดในอินโดนีเซีย และสร้างฐานรายได้จากต่างประเทศให้มีน้ำหนักมากขึ้นในระยะยาว
โตได้ แต่ต้องรับต้นทุนให้ไหว
ตัวเลขครึ่งปีแรกของปี 2569 สะท้อนภาพธุรกิจที่มีทั้งด้านบวกและแรงกดดันอยู่พร้อมกัน
TFM มีรายได้จากการขาย 2,803.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 2,737.76 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 308.35 ล้านบาท ลดลงจาก 325.60 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 18.78% จาก 22.36% และอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 10.58% จาก 11.60%
กล่าวอีกอย่างคือรายได้ยังเติบโต แต่แรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบ โดยเฉพาะปลาป่น ทำให้กำไรไม่ได้ขยายตัวไปในทิศทางเดียวกัน
นี่จึงเป็นโจทย์สำคัญของ TFM ในระยะต่อไป เพราะเป้าหมายการเติบโตไปสู่รายได้ 10,000 ล้านบาทในปี 2573 จะเกิดขึ้นพร้อมกับความพยายามรักษาความสามารถในการทำกำไร และต้องใช้เงินลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตในต่างประเทศ
สำหรับปี 2569 บริษัทปรับเป้าหมายยอดขายเติบโตเหลือ 5–7% และคาดอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 17–19% จากแรงกดดันด้านต้นทุนปลาป่น ขณะที่ยังคงเป้าหมายรายได้ 10,000 ล้านบาทภายในปี 2573
ภาพนี้ทำให้เห็นว่า “ความยั่งยืน” สำหรับธุรกิจอาหารสัตว์น้ำไม่ได้เป็นโจทย์ที่แยกออกจากผลประกอบการอีกต่อไป การลดการใช้ทรัพยากร การเลือกวัตถุดิบที่มีแหล่งที่มาชัดเจน การพัฒนาโปรตีนทางเลือก การลดต้นทุนของเกษตรกร และการขยายตลาดที่ต้องการมาตรฐานสูง ล้วนเชื่อมโยงกันเป็นเรื่องเดียว
สำหรับ TFM ความท้าทายต่อจากนี้จึงไม่ได้อยู่เพียงการรับมือกับราคาปลาป่นที่ผันผวน หรือการหาแหล่งโปรตีนใหม่มาทดแทน แต่คือการทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตในตลาดที่ต้องการทั้ง “ต้นทุนที่แข่งขันได้” และ “ความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้” ไปพร้อมกัน
เพราะหากโปรตีนคือหัวใจของอาหารสัตว์น้ำ ความมั่นคงของโปรตีนก็อาจกลายเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมในระยะยาว