11 ก.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

EVEANDBOY จากร้านเครื่องสำอาง 2 คูหาในมหาสารคาม สู่การแตะประตู SET

EVEANDBOY จากร้านเครื่องสำอาง 2 คูหาในมหาสารคาม สู่การแตะประตู SET

13. ภาพบรรยากาศหน้าร้าน EVEANDBOY.jpg

เมื่อพูดถึงร้านเครื่องสำอางมัลติแบรนด์ที่คนไทยคุ้นเคยที่สุด ชื่อ EVEANDBOY มักถูกเอ่ยถึงเป็นอันดับต้น ๆ เสมอ แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่ทันสังเกตคือ เบื้องหลังแบรนด์ที่ดูทันสมัยนี้เริ่มต้นจากร้านโชห่วยเล็ก ๆ ในจังหวัดมหาสารคาม และวันนี้กำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สุดในรอบสองทศวรรษ นั่นคือการยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (แบบ 69-1) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา เพื่อเตรียมเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก หรือ IPO ภายใต้ชื่อย่อ "EB"

ผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมดคือ "บอย" หิรัญ ตันมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีฟ แอนด์ บอย จำกัด (มหาชน) ทายาทของครอบครัวที่ทำธุรกิจร้านซูเปอร์มาร์เก็ต "สารคามซูเปอร์มาร์เก็ต" มาก่อน ภาพจำในวัยเด็กที่เห็นร้านโชห่วยไม่กี่คูหาของครอบครัว ทำให้เขาสังเกตเห็นสิ่งหนึ่งที่คนอื่นอาจมองข้าม นั่นคือสินค้ากลุ่มเครื่องสำอางมีอัตรากำไรสูงกว่าสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปอย่างชัดเจน

จากข้อสังเกตนั้นเอง ปี 2548 หิรัญตัดสินใจร่วมกับพี่สาว "สุธาวัลย์ ตราชู" เปิดร้านเครื่องสำอางเล็ก ๆ ในตึกแถว 2 คูหาใกล้ร้านเดิมของครอบครัว ตั้งชื่อร้านจากการรวมชื่อเล่นของทั้งสองคนคือ "อีฟ" และ "บอย" เข้าด้วยกัน เพื่อรวบรวมเครื่องสำอางหลากหลายแบรนด์เข้าไว้ด้วยกันและจำหน่ายในราคาที่เข้าถึงง่าย โดยนำแนวคิดจากต่างประเทศมาใช้ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

9. คุณหิรัญ ตันมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีฟแอนด์บอย จำกัด.JPG

ที่น่าสนใจคือ บริษัท อีฟ แอนด์ บอย จำกัด (มหาชน) ในรูปแบบนิติบุคคลปัจจุบัน เพิ่งจดทะเบียนก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2559 ต่อยอดมาจากธุรกิจครอบครัวและร้านสาขาแรกที่มหาสารคามซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2548 นั่นหมายความว่ากว่าจะเดินทางมาถึงวันที่ยื่นไฟลิ่งเข้าตลาดหลักทรัพย์ บริษัทผ่านการบ่มเพาะธุรกิจมาแล้วมากกว่าสองทศวรรษเต็ม

จุดเปลี่ยนที่กรุงเทพฯ และการขยายตัวแบบมีจังหวะ

หลังประสบความสำเร็จในต่างจังหวัด หิรัญมองเห็นโอกาสที่ใหญ่กว่าเดิม เขาเล่าถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญไว้ว่า "จุดเปลี่ยนของเรา เกิดขึ้นเมื่อตัดสินใจเปิดสาขาที่กรุงเทพฯ เพราะมองว่า ขนาดทำที่ต่างจังหวัดยังขายได้ดี หากมาเมืองใหญ่โอกาสทางธุรกิจน่าจะดีกว่า และถ้าทำ ต้องทำให้สุด" คำพูดนี้สะท้อนแนวทางการตัดสินใจที่ไม่ประนีประนอมของเขา และนำไปสู่การเปิดสาขาที่สยามสแควร์ ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้แบรนด์ EVEANDBOY เป็นที่รู้จักในวงกว้างทั่วประเทศ

จากจุดนั้น การขยายสาขาของ EVEANDBOY เดินตามแนวทางที่วงการค้าปลีกเรียกว่า "ป่าล้อมเมือง" คือปูพรมสร้างฐานลูกค้าในต่างจังหวัดก่อนรุกเข้าสู่กรุงเทพฯ อย่างมั่นคง แต่จังหวะการเติบโตก็ไม่ได้ราบรื่นตลอดเวลา ช่วงวิกฤตโควิด-19 ธุรกิจค้าปลีกที่พึ่งพาหน้าร้านได้รับผลกระทบหนัก EVEANDBOY เองก็ต้องชะลอแผนขยายลงชั่วคราว ก่อนจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งในเวลาต่อมา

และเมื่อฟื้นตัวแล้ว บริษัทก็ไม่ได้กลับมาเดินช้าเหมือนเดิม นับจากปี 2567-2568 เป็นต้นมา จังหวะการขยายสาขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ในปี 2568 บริษัทลงทุนกว่า 600 ล้านบาท เปิดสาขาใหม่ถึง 25 แห่ง ซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดเท่าที่เคยเปิดมา ปัจจุบัน ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 EVEANDBOY มีสาขารวมทั้งสิ้น 71 แห่งทั่วประเทศ และตามแผนที่เปิดเผยในไฟลิ่ง IPO บริษัทมีเป้าหมายเปิดสาขาเพิ่มอีก 68 แห่งภายในปี 2570 ก่อนจะขยายต่อเนื่องให้ครอบคลุมถึง 320 สาขาภายในปี 2574

19. ภาพบรรยากาศร้าน EVEANDBOY.JPG

กลยุทธ์ที่ทำให้แบรนด์ไทยยืนหยัดได้ในตลาดที่มีคู่แข่งต่างชาติ

สิ่งที่น่าสนใจคือ EVEANDBOY เป็นร้านมัลติแบรนด์ความงามสัญชาติไทยแท้ ๆ ที่สามารถแข่งขันได้กับเชนต่างประเทศที่เข้ามาทำตลาดในไทย และกลยุทธ์ที่ทำให้แบรนด์นี้แตกต่างจากคู่แข่งก็มีอยู่หลายชั้น เริ่มจากการดึงแบรนด์ดังระดับโลกมาวางขายแบบเอ็กซ์คลูซีฟในไทย การให้แบรนด์เจ้าของสินค้ายืนยันความเป็นของแท้กับลูกค้าโดยตรงเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ไปจนถึงการปรับสัดส่วนสินค้าให้สอดคล้องกับเทรนด์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนจากการแต่งหน้าไปสู่การดูแลผิวมากขึ้น

หิรัญเคยเปิดเผยไว้เมื่อปี 2566 ว่าลูกค้าของ EVEANDBOY มีอายุน้อยลงเรื่อย ๆ เฉลี่ยอยู่ที่ 18-24 ปี แม้จะไม่ได้จ่ายหนักต่อครั้ง แต่กลับมาซื้อซ้ำอย่างสม่ำเสมอ และสิ่งที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงคือ หน้าร้านยังคงมีความสำคัญมากกว่าที่คิด โดยยอดขายกว่า 87% ของบริษัทยังคงมาจากช่องทางออฟไลน์ ไม่ใช่ออนไลน์อย่างที่หลายคนเข้าใจ ด้วยเหตุนี้บริษัทจึงเริ่มทดลองปรับหน้าร้านให้มีโซนคาเฟ่และป๊อปอัพสโตร์รูปแบบใหม่ เพื่อดึงกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ให้เข้ามาใช้เวลาในร้านมากขึ้น

โดยภายในร้านมีสินค้าจำหน่ายมากกว่า 24,000 SKU ครอบคลุม 4 กลุ่มหลัก ได้แก่

  • ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว (Skincare)
  • เครื่องสำอาง (Makeup)
  • น้ำหอม (Fragrance)
  • ผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล (Personal Care)
17. ภาพบรรยากาศร้าน EVEANDBOY.JPG

ตัวเลขที่พิสูจน์การเติบโต

ผลประกอบการย้อนหลัง ปี 2566 รายได้รวม 3,291.70 ล้านบาท ปี 2567 รายได้รวม 4,425.71 ล้านบาท (+34.45% YoY) ปี 2568 รายได้รวม 5,339.27 ล้านบาท (+20.64% YoY) งวด 6 เดือนแรกปี 2569 รายได้รวม 2,762.52 ล้านบาท (+16.54% YoY จาก 2,370.39 ล้านบาท)

ด้านกำไรสุทธิ ปี 2566-2568 เท่ากับ 747.5 ล้านบาท 1,101.5 ล้านบาท และ 1,218.7 ล้านบาท ตามลําดับ

ความสามารถในการทำกำไรขั้นต้นปรับปรุง (Adjusted Gross Margin) ขยับขึ้นต่อเนื่อง จาก 37.17% ในปี 2566 เป็น 38.71% ในปี 2568 และเพิ่มเป็น 40.38% ในงวด 6 เดือนแรกปี 2569 เป็นผลจากการปรับสัดส่วนการขายสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง (High Margin Products) และการเพิ่มขึ้นของรายได้จากข้อตกลงทางการค้ากับคู่ค้า เช่น ค่าเช่าพื้นที่ชั้นวางสินค้าและค่าสนับสนุนการเปิดสาขาใหม่

ตัวเลขนี้ยังไม่ใช่จุดสูงสุดที่บริษัทตั้งใจไปถึง เพราะหิรัญเคยประกาศความมุ่งมั่นที่จะผลักดันรายได้ให้แตะระดับหมื่นล้านบาทในอนาคตอันใกล้ ผ่านการขยายสาขาและช่องทางขายรูปแบบใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในตลาดความงามไทยที่มีมูลค่ารวมกว่า 2.8 แสนล้านบาท ตามข้อมูลของ Euromonitor International EVEANDBOY เป็นผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกเฉพาะทางด้านผลิตภัณฑ์ความงามที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงเป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย โดยส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากระดับราว 2.3% ในอดีต มาอยู่ที่ 15.6% ในปี 2568

เปิดรายละเอียดไฟลิ่ง IPO: เตรียมเงินขยายสาขา ไม่ใช่ใช้หนี้

เมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา บริษัท อีฟ แอนด์ บอย จำกัด (มหาชน) ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวนต่อสำนักงาน ก.ล.ต. อย่างเป็นทางการ เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก จำนวนไม่เกิน 170.354 ล้านหุ้น คิดเป็น 25.05% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดหลังการเสนอขาย และจะใช้ชื่อย่อในการซื้อขายว่า "EB"

ก่อน IPO ณ วันที่ 1 กันยายน 2569 โครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัทประกอบด้วยบริษัท อัลติม่า บีพี โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลของตระกูลตันมิตร ถือหุ้น 33.36% นายหิรัญ ตันมิตร ถือส่วนตัว 28.11% นายปริญญา วะนะศุข ถือ 25.94% และ Ultimate Bliss Holdings Limited ถืออีก 11.77%

หลัง IPO สัดส่วนการถือหุ้นจะเปลี่ยนไปดังนี้ อัลติม่า บีพี โฮลดิ้ง จะถือหุ้น 25% นายหิรัญ ตันมิตร 21.07% นายปริญญา วะนะศุข 19.44% และ Ultimate Bliss Holdings 8.82% ส่วนที่เหลือ 25.05% จะเป็นของประชาชนทั่วไปที่เข้าซื้อผ่านการทำ IPO ครั้งนี้

ในแง่นโยบายเงินปันผล บริษัทระบุว่าจะจ่ายไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิ ส่วนวัตถุประสงค์หลักของการระดมทุนครั้งนี้คือการนำไปใช้ขยายสาขาตามแผนที่วางไว้ สะท้อนว่าเงินที่ได้จากตลาดทุนจะถูกนำไปหมุนสร้างการเติบโตของธุรกิจโดยตรง ไม่ใช่เพื่อชำระหนี้หรือคืนทุนให้ผู้ถือหุ้นเดิมเป็นหลัก

15. ภาพบรรยากาศหน้าร้าน EVEANDBOY.JPG

สิ่งที่ตลาดยังต้องรอ

แม้ไฟลิ่งจะเปิดเผยรายละเอียดเชิงโครงสร้างไว้ค่อนข้างครบถ้วน แต่รายละเอียดที่นักลงทุนให้ความสนใจมากที่สุดยังไม่ถูกเปิดเผยในขั้นตอนนี้ ทั้งช่วงราคาเสนอขาย (Price Range) ราคาสุดท้ายที่จะใช้จริง (Final Price) วันจองซื้อหุ้น และวันซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ โดยปกติแล้วรายละเอียดเหล่านี้จะถูกกำหนดหลังจากที่ ก.ล.ต. อนุมัติแบบไฟลิ่งอย่างเป็นทางการ และหลังกระบวนการสำรวจความต้องการซื้อจากนักลงทุนสถาบัน (Book Building) เสร็จสิ้นแล้วเท่านั้น