10 ก.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

ทำไม Webull ถึงกล้าซื้อ Pi Securities ย้อนรอยเส้นทางจากแอปดูราคาหุ้นสู่บริษัทมูลค่าเกือบ 3 หมื่นล้านดอลลาร์

ทำไม Webull ถึงกล้าซื้อ Pi Securities ย้อนรอยเส้นทางจากแอปดูราคาหุ้นสู่บริษัทมูลค่าเกือบ 3 หมื่นล้านดอลลาร์

(1) Webull Enters Next Phase of Growth in Thailand Following Pi Securities Acquisition - Copy.jpg

ปี 2016 ที่เมืองฉางซา ประเทศจีน หวัง อันฉวน (Anquan Wang) อดีตผู้บริหารจาก Alibaba และ Xiaomi เริ่มต้นสร้างแพลตฟอร์มเล็ก ๆ ที่ทำหน้าที่เพียงอย่างเดียวคือรวบรวมข้อมูลราคาหุ้นแบบเรียลไทม์ให้นักลงทุนทั่วโลกเข้าถึงได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

เกือบ 10 ปีต่อมา บริการเล็ก ๆ นี้เติบโตกลายเป็นบริษัทโบรกเกอร์ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้น Nasdaq ด้วยมูลค่าเกือบ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และล่าสุดคือการเข้าซื้อกิจการโบรกเกอร์ไทยที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 50 ปีด้วยเงินกว่า 3,200 ล้านบาท

นี่คือเรื่องราวของ Webull บริษัทที่มีจุดกำเนิดในจีน แต่เติบโตในสหรัฐอเมริกา และกำลังเขียนบทใหม่ของตัวเองในตลาดทุนไทย

จากฉางซาสู่ฟลอริดา

ปี 2017 หวัง อันฉวน เดินหน้าเข้าสู่ธุรกิจโบรกเกอร์เต็มรูปแบบ ผ่านการก่อตั้ง Webull Financial LLC ในรัฐเดลาแวร์ สหรัฐอเมริกา ก่อนวางสำนักงานใหญ่ที่เมือง St. Petersburg รัฐฟลอริดา และเปิดตัวแอปพลิเคชันสำหรับเทรดจริงในปี 2018 ช่วงเวลานั้นตรงกับจังหวะที่โลกเข้าสู่การระบาดของโควิด-19 ในปี 2020-2021 ซึ่งผลักดันให้คนจำนวนมากหันมาลงทุนด้วยตัวเองผ่านมือถือ ปรากฏการณ์ที่รู้จักกันในชื่อ Retail Trading Boom กลายเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้ Webull เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนถึงสิ้นปี 2023 มีบัญชีที่ฝากเงินแล้วกว่า 4.3 ล้านบัญชี และสินทรัพย์รวมกว่า 8.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

จุดที่ทำให้ชื่อ Webull เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้นคือเดือนเมษายน 2568 เมื่อบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น Nasdaq ผ่านการควบรวมกับบริษัท SPAC อย่าง SK Growth Opportunities Corp. ภายใต้ชื่อย่อ BULL โดยราคาหุ้นพุ่งขึ้นเกือบ 375% ในวันซื้อขายวันที่สอง หลังเข้าตลาดวันแรกในราคา 16 ดอลลาร์ ดันมูลค่าบริษัทแตะเกือบ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ปักธงในไทยได้ 2 ปี ก่อนก้าวสู่การเป็นผู้ซื้อกิจการ

Webull เลือกประเทศไทยเป็นหมุดหมายที่ 5 ในเอเชีย เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2567 ภายใต้บริษัทหลักทรัพย์ วีบูลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ทุนจดทะเบียน 1,000 ล้านบาท นับเป็นโบรกเกอร์สัญชาติอเมริกันรายแรกที่ได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงการคลัง และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต. ไทย นำทัพโดย ชลเดช เขมะรัตนา ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Webull Thailand

ในเวลาเพียง 2 ปี Webull ไทยก็เดินจากสถานะผู้เล่นหน้าใหม่มาสู่การเป็นผู้ซื้อกิจการ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ด้วยการเข้าซื้อบริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) หรือ Pi Securities เสร็จสมบูรณ์ ด้วยมูลค่ารวมประมาณ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3,200 ล้านบาท โดยซื้อหุ้นจาก Country Group Holdings (CGH) ในสัดส่วน 90.98% มูลค่า 90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และซื้อเพิ่มจากผู้ถือหุ้นรายอื่นอีก 8.38% มูลค่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมเป็นสัดส่วนการถือหุ้นทั้งหมด 99.36% ผ่าน Webull Holdings (Singapore) Pte. ซึ่งเป็นบริษัทแม่ในเครือเดียวกับ Webull Thailand โดยการชำระเงินบางส่วนดำเนินการผ่านหุ้นสามัญ Class A ของ Webull จำนวน 7,091,780 หุ้น ธุรกรรมทั้งหมดได้รับการอนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต. ไทยเรียบร้อยแล้ว

(2) Webull Enters Next Phase of Growth in Thailand Following Pi Securities Acquisition - Copy.jpg

เหตุผลของการเข้าซื้อพาย

หลายฝ่ายตั้งคำถามว่าเหตุใดโบรกเกอร์ต่างชาติจึงเลือกเข้าซื้อกิจการโบรกเกอร์ไทยที่มีความมั่นคงอยู่แล้ว ชลเดช เขมะรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Webull Thailand ระบุว่า

"เราไม่ได้ซื้อเพราะต้องการใบอนุญาต เพราะเรามีใบอนุญาตอยู่แล้ว แต่เราซื้อเพื่อดึงศักยภาพของทีมงานและฐานลูกค้าที่มีคุณภาพ"

ชลเดชระบุเพิ่มเติมว่าเหตุผลหลักของการเข้าซื้อครั้งนี้คือทีม Relationship Manager (RM) และ Investment Consultant (IC) ของพายที่มีอยู่กว่า 300 คน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญที่ Webull ยังไม่มีในตลาดไทย โดยเฉพาะในธุรกิจ Wealth Management ที่ต้องอาศัยความสัมพันธ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง

"การลงทุนครั้งนี้จะช่วยให้เราผสานจุดแข็งด้านเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาแพลตฟอร์มของ Webull เข้ากับความเชี่ยวชาญในตลาดทุนไทย ผลิตภัณฑ์การลงทุน และประสบการณ์การบริการลูกค้าของ Pi Securities ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว"

ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 2 แบรนด์จะยังคงดำเนินธุรกิจแยกกันภายใต้ชื่อเดิมของตัวเอง บริษัทเรียกกระบวนการนี้ว่าขั้นตอน Transform และ Migrate ซึ่งวางกรอบเวลาไว้ราว 1 ปี ก่อนจะเห็นการรวมตัวที่ชัดเจนขึ้น พร้อมยืนยันว่าไม่มีนโยบายลดพนักงานหรือดึงทีมงานออกจากพาย รายได้และค่าคอมมิชชันของ RM และ IC เดิมจะยังคงในอัตราเดิม พร้อมมีแผน Up-skill ให้ทีม IC ขยับบทบาทเป็น RM ได้ ขณะที่ทีมนักวิเคราะห์จะถูกรวมเข้าสู่หน่วยงานใหม่ชื่อ Webull Research ที่จะนำ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล

ตั้งเป้า AUM แตะ 2 แสนล้านภายในปี 2570

ตัวเลขที่สะท้อนทิศทางของดีลนี้คือเป้าหมายสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร หรือ AUM รวมกันของทั้งสองบริษัท ปัจจุบันพายมี AUM ราว 100,000 ล้านบาท ส่วน Webull มีอยู่ราว 20,000 ล้านบาท รวมเป็นฐานเริ่มต้นราว 120,000 ล้านบาท โดยตั้งเป้าดันให้แตะ 200,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นได้ภายในปี 2570

กลยุทธ์ที่วางไว้แบ่งเป็น 3 แนวทาง ได้แก่ ธุรกิจ Wealth Management ผ่านทีม RM และ IC ของพาย กลุ่มลูกค้าสถาบัน และการจับมือกับพันธมิตรอย่าง ttb และ TrueMoney เพื่อเข้าถึงลูกค้ากลุ่มแมสผ่านแอปพลิเคชันของทั้งสองแบรนด์ ซึ่งมีกำหนดเปิดตัวในเดือนกันยายนนี้

จุดขายที่แตกต่างจากโบรกเกอร์ไทยรายอื่น

ผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้หลักให้ Webull มากกว่า 90% ยังคงเป็นหุ้นสหรัฐฯ ร่วมกับผลิตภัณฑ์ออปชันบนหุ้นอเมริกา เช่นกลยุทธ์ Covered Call และ Short Put ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มลูกค้า High Net Worth และ Ultra High Net Worth บริษัทยังมีบริการเฉพาะกลุ่ม เช่น การลงทุนใน Crypto ETF หรือ Leverage & Inverse ETF สำหรับลูกค้าที่ผ่านเกณฑ์ความเสี่ยง และมีแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับกองทุน TISA ในปีหน้า

จุดต่างที่ Webull มองว่าเป็นข้อได้เปรียบคือเครือข่ายที่ครอบคลุม 18 ประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะฮ่องกงและสิงคโปร์ ที่สามารถดูแลลูกค้าไทยที่ต้องการลงทุนข้ามพรมแดน รวมถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในชื่อ "Vega" ที่ใช้ในแอปพลิเคชัน และทีมงาน Webull ฮ่องกงที่พร้อมสนับสนุนดีล Investment Banking ให้บริษัทไทยที่ต้องการนำหุ้นไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศอย่าง Nasdaq หรือฮ่องกง

เลือกไม่แข่งขันด้านราคา

ในช่วงที่อุตสาหกรรมโบรกเกอร์ไทยแข่งขันด้านค่าธรรมเนียมกันอย่างเข้มข้นมาหลายปี Webull ยืนยันจุดยืนว่าจะไม่ปรับลดค่าธรรมเนียมลงสู่ระดับ 0% หรือ 0.01% ตามคู่แข่งบางราย โดยยังคงอัตราไว้ที่ประมาณ 0.1% หรือล้านละพันบาท เลือกแข่งขันด้วยคุณภาพบริการและผลิตภัณฑ์แทน

เรื่องราวของ Webull ตั้งแต่จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่เมืองฉางซา จนถึงการเป็นเจ้าของโบรกเกอร์ไทยอายุ 50 ปี สะท้อนรูปแบบการเติบโตในธุรกิจการเงินที่อาศัยทั้งเทคโนโลยีและการควบรวมกิจการ คำถามที่ยังรอคำตอบคือ การซื้อทีมงานครั้งนี้จะรักษาบุคลากร RM และ IC ของพายไว้ได้มากน้อยแค่ไหนหลังการควบรวม และตัวเลข AUM 200,000 ล้านบาทที่ตั้งเป้าไว้ภายในปี 2570 จะเป็นจริงได้หรือไม่ คำตอบทั้งสองข้อนี้จะเป็นบทพิสูจน์ว่าโมเดลผสานเทคโนโลยีระดับโลกเข้ากับความเชี่ยวชาญท้องถิ่นจะได้ผลจริงในตลาดทุนไทยหรือไม่