เมื่อพูดถึง อเล็กซ์ เรนเดลล์ ภาพจำของสังคมไทยส่วนใหญ่อาจเป็นภาพของเด็กชายตาโตผู้โลดแล่นในวงการบันเทิงมาตั้งแต่อายุ 4 ขวบ หรือนักแสดงเจ้าบทบาทผู้ฝากผลงานการแสดงระดับแถวหน้าไว้มากมายในแวดวงบันเทิง แต่ในอีกด้านของชีวิต อเล็กซ์ เรนเดลล์ กลับทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษไปกับการลุยป่า ลุยฝน พาเด็กและครอบครัวไปทำความเข้าใจธรรมชาติ พร้อมสวมหมวกอีกใบในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งองค์กรสิ่งแวดล้อมศึกษา EEC Thailand (Environmental Education Centre Thailand)
การเปลี่ยนผ่านบทบาทชีวิตของเขา ไม่ใช่เพียงเรื่องราวของการทำกิจกรรมเพื่อสังคมทั่วไป แต่คือเส้นทางธุรกิจและการบริหารองค์กรที่น่าสนใจ ในฐานะ Social Enterprise หรือธุรกิจเพื่อสังคม ที่พยายามสร้างสมดุลระหว่าง "คุณค่าด้านสิ่งแวดล้อม" และ "ความอยู่รอดทางธุรกิจ" บนเส้นทางที่เต็มไปด้วยความท้าทาย

ภาพจาก EEC Thailand
จุดเริ่มต้นจาก "ช้างป่า" สู่การจัดตั้งองค์กรสิ่งแวดล้อมศึกษา
เส้นทางการขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อมของอเล็กซ์ ไม่ได้เริ่มต้นจากกระแสรักษ์โลกชั่วคราว แต่เกิดจากจุดเปลี่ยนในชีวิตเมื่อสิบกว่าปีก่อน จากการเข้าไปช่วยเหลือช้างป่าพิการและการอุปถัมภ์ช้างที่ภาคใต้
"ตอนนั้นผมอายุ 25 ปี ในปี 2015 เราอุปถัมภ์ช้างก่อน ทำโปรเจกต์ระดมทุนไปช่วยช้างที่ภาคใต้ แล้วเอาช้างมาเป็นเหมือนครูให้คนมาศึกษาเรื่องช้าง นั่นเป็นจุดเริ่มต้น แล้วก็นำมาสู่การตัดสินใจจัดตั้งบริษัทขึ้นมา ตอนนั้นผมยังเป็นนักแสดงอยู่ ไม่ได้คิดว่าบทบาททั้งสองอย่างมันจะสลับที่กันอย่างทุกวันนี้" อเล็กซ์ย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการตั้งองค์กร
จากการลงพื้นที่และเห็นปัญหาจริง เขาตระหนักว่าการระดมทุนหรือการบริจาคเงินเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน การสร้างความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องเริ่มต้นที่ "คน" โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน จึงเกิดเป็นแนวคิดการตั้งองค์กร EEC หรือ Environmental Education Centre ขึ้นมา โดยเปลี่ยนผืนป่าและท้องทะเลให้เป็นห้องเรียนขนาดใหญ่

โมเดลการเรียนรู้ = 55% ความสนุก + 45% ความรู้ และวิชาที่ไม่เน้นบรรยาย
โครงสร้างหลักสูตรของ EEC ไม่เน้นการท่องจำจากตำราหรือการนั่งฟังเลกเชอร์เป็นเวลานาน แต่อาศัยกระบวนการ "Nature-Based Education" หรือการใช้ธรรมชาติเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ เพื่อพาผู้เข้าร่วมลงมือปฏิบัติจริงในพื้นที่
อเล็กซ์เปิดเผยถึงหัวใจสำคัญในการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ว่า "ผมมองว่า 55% คือความสนุก และ 45% คือเรื่องการศึกษา คือต้องเอาความสนุกนำก่อน เพราะถ้าไม่สนุก การให้ความรู้ก็จะไม่รอด ทุกวัยต้องใช้หลักการนี้ การพาตบมือ พาทำกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ทุกคนทำหมด"

"อย่าให้ section มันยาวจนเกินไป อย่าเลกเชอร์ยาว คือพูดแล้ว Get to the point แล้วพาเขาไปทำเลย แล้วค่อยมาสรุปกัน การใช้ดนตรีเข้ามาช่วยก็เป็นเครื่องมือหนึ่ง มีวิจัยรองรับว่าดนตรีช่วยเปิด Sense ให้คนพร้อมที่จะเรียนรู้มากขึ้น" อเล็กซ์กล่าวเพิ่มเติม
หลักสูตรของ EEC ถูกออกแบบมาให้ครอบคลุมหลายกลุ่มเป้าหมาย ตั้งแต่เด็กเล็กอายุ 3-5 ขวบ (Nursery), กลุ่มเด็กโต 5-10 ขวบ, โครงการ SD Program ระยะยาว 7 เดือนสำหรับเด็กที่สนใจทำวิจัยด้านเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) เพื่อเตรียมพอร์ตโฟลิโอเข้ามหาวิทยาลัย ไปจนถึงการจัดค่ายให้กับโรงเรียนนานาชาติ และองค์กรภาคเอกชน
นอกจากนี้ กลุ่มเป้าหมายหลักที่แท้จริงของ EEC ไม่ใช่แค่เด็กเพียงอย่างเดียว แต่คือ "ครอบครัว" โดยมีการสอดแทรกแนวคิดด้านการเลี้ยงลูก (Parenting) และการพัฒนาทักษะชีวิตแบบ Global Citizen เข้าไปในกิจกรรมด้วย

ความท้าทายทางธุรกิจและการบริหารคน: "จริงจังกับงาน จริงใจกับคน"
แม้ EEC จะดำเนินงานเข้าสู่ปีที่ 11 และบริหารจัดการค่ายเรียนรู้ไปแล้วหลายร้อยรอบ แต่อเล็กซ์ยอมรับตรงไปตรงมาในมุมมองของผู้บริหารว่า โมเดลธุรกิจของ Social Enterprise ชนิดนี้ไม่ได้ให้ผลตอบแทนทางตัวเลขที่หวือหวา และกำไรทั้งหมดถูกนำกลับมาลงทุนซ้ำ (Reinvest) เพื่อสร้างการเติบโตขององค์กร
"มันเป็น Social Enterprise ที่ตอบแทนสังคม แต่ในเชิงธุรกิจมันไม่ได้ดีมากขนาดนั้น กำไรที่ได้มาทั้งหมดถูก Reinvest เพื่อการเติบโตทั้งนั้น ผมแทบจะพูดได้เลยว่ามันไม่ใช่ Businessที่ดีในเชิงตัวเลข แต่เรามองว่ามันเป็นงานที่เราชอบเหมือนลูกที่เราเริ่มต้นมาตั้งแต่เล็กๆ"
ความท้าทายสำคัญของ EEC ในช่วงที่ผ่านมา คือการเผชิญกับปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ ตั้งแต่วิกฤตโควิด-19, ปัญหาฝุ่น PM 2.5, สถานการณ์น้ำท่วม, ไฟป่า ไปจนถึงความผันผวนทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้งบประมาณและการตัดสินใจจากองค์กรต่างๆ มีความล่าช้า
นอกจากนี้ การบริหารทรัพยากรบุคคลยังเป็นโจทย์ที่ยากที่สุดสำหรับองค์กร EEC เติบโตจากทีมงานเพียง 3 คน มาสู่พนักงานประจำกว่า 30 คน และเครือข่ายพาร์ตเนอร์อีกนับร้อยคน วัฒนธรรมองค์กรจึงถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนด้วยประโยคที่ว่า "จริงจังกับงาน จริงใจกับคน"
"สกิลการทำงานหาไม่ยาก แต่ทัศนคติ (Attitude) และวินัยที่จะเข้ากับเราได้จริง ๆ มันหายากมาก งานเราหนักมาก วินัยเรื่องการตื่นตี 5 นอนเที่ยงคืนในช่วงจัดค่าย ต้องดูแลเรื่องความปลอดภัย (Safety) สภาพอากาศ หรือสิทธิของเด็ก (Safeguarding) คนทำงานต้องมีใจรักจริง ๆ พนักงานของเรามากกว่าครึ่งหนึ่งอยู่ด้วยกันมา 7-8 ปีแล้ว เราพยายามดูแลเขาให้ดีที่สุด" อเล็กซ์อธิบาย

การยกระดับสู่อาเซียน และเป้าหมาย Education Travel
จากจุดเริ่มต้นที่ตั้งใจทำงานเพื่อการพัฒนาสิ่งแวดล้อมภายในประเทศไทย ปัจจุบัน EEC ได้ขยายขอบเขตการทำงานไปสู่ระดับภูมิภาค ผ่านการร่วมมือกับภาครัฐและองค์กรระหว่างประเทศ
ผลงานล่าสุดคือการได้รับความไว้วางใจจากกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับ ASEAN และมหาวิทยาลัยมหิดล ในการออกแบบและจัดโปรแกรมการเรียนรู้ให้กับผู้นำเยาวชน (Young Leaders) อายุ 18-30 ปี จาก 11 ประเทศในภูมิภาคอาเซียน เพื่อให้เข้าใจการพัฒนาอย่างยั่งยืนในมิติต่างๆ พร้อมนำเสนอแผนนโยบายพัฒนาภูมิภาค ณ จังหวัดระยอง
"ตอนทำ EEC THAILAND ตอนแรก เป้าหมายคือการพัฒนาของประเทศไทย ไม่เคยคิดว่าจะได้ทำระดับภูมิภาคแบบนี้"

ก้าวต่อไปของอเล็กซ์ คือการวางเป้าหมายให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางด้าน Education Travel หรือการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมในระดับสากล เนื่องจากประเทศไทยมีต้นทุนทางทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์และได้เปรียบหลายประเทศ
นอกจากงานด้าน Inbound ที่นำคนต่างชาติเข้ามาเรียนรู้ในไทยแล้ว EEC ยังวางแผนการขยายงานแบบ Outbound ด้วยการพาเยาวชนไทยไปเรียนรู้ธรรมชาติในต่างประเทศ เช่น การวางแผนเดินทางไปเกาะบอร์เนียวเพื่อศึกษาเรื่องลิงอุรังอุตัง รวมถึงการมองหาโอกาสในมาเลเซีย นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่น ควบคู่ไปกับการจัดทำหลักสูตรฝึกอบรมกระบวนกรสิ่งแวดล้อม (Instructor Certification) เพื่อสร้างบุคลากรมาทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้แทนในอนาคต

บทบาทชีวิตจริงที่เลือกเอง
ในวันนี้ แม้อเล็กซ์จะยังไม่ทิ้งงานในวงการบันเทิงเสียทีเดียว โดยพร้อมรับงานแสดงในบทบาทหรือซีรีส์ระยะสั้นที่เหมาะสม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าจุดศูนย์กลางในชีวิตของเขาได้ย้ายมาอยู่ที่งานด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาอย่างเต็มตัวแล้ว
การเดินทางจากนักแสดงหนุ่มผู้สร้างรอยยิ้มบนหน้าจอ สู่ผู้นำองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้รับการแต่งตั้งเป็น ทูตสันถวไมตรีแห่งสหประชาชาติเพื่อสิ่งแวดล้อม (UNEP Goodwill Ambassador) คนแรกของประเทศไทย คือเครื่องพิสูจน์ถึงความตั้งใจจริงตลอด 11 ปีที่ผ่านมา
"ผมไม่ได้เลิกเป็นดารา... ผมแค่เลือกทำสิ่งที่หัวใจเรียกร้อง" อเล็กซ์กล่าวทิ้งทาย ถึงบทบาทชีวิตจริงที่เขากำลังลงมือทำ ด้วยการหว่านเมล็ดพันธุ์ความคิดด้านสิ่งแวดล้อมลงในใจของคนรุ่นใหม่ เพื่อให้เกิดการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนต่อไป
ภาพจาก EEC Thailand