การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยเป็นหนึ่งในความเคลื่อนไหวที่ถูกจับตามากที่สุดในภาคอุตสาหกรรมปีนี้ เมื่อผู้ประกอบการเทคโนโลยีระดับโลกทยอยส่งสัญญาณเข้ามาลงทุนต่อเนื่อง ขณะเดียวกันภาครัฐก็กำลังเร่งวางกรอบกฎเกณฑ์ให้ชัดเจนขึ้น ทั้งเรื่องผังเมือง การจัดสรรโควตาไฟฟ้า และอัตราค่าไฟที่เหมาะสม
ขณะที่ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมรายใหญ่อย่าง WHA Group ก็กำลังเดินหน้าแผนใหญ่ผลักดัน "Data Center Park" ให้เกิดขึ้นจริงในไทย
จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ “WHA Group” ให้มุมมองต่อทิศทางการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย พร้อมสะท้อนจุดยืนของบริษัทต่อกฎเกณฑ์ใหม่ที่ภาครัฐเตรียมประกาศใช้
เห็นด้วยกับมาตรการควบคุมของภาครัฐ
ที่ผ่านมาดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ถูกจัดอยู่ในหมวดโรงงานอุตสาหกรรมตามกฎหมาย ทำให้สามารถตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ได้กำหนดเป็นสีม่วงบนผังเมืองได้ค่อนข้างอิสระ ส่งผลให้การลงทุนกระจายตัวโดยขาดการควบคุมเชิงพื้นที่ ภาครัฐจึงเตรียมตั้งคณะกรรมการขึ้นมาวางกฎเกณฑ์เฉพาะสำหรับธุรกิจนี้
"เป็นเรื่องที่ดี ที่ภาครัฐตั้งคณะกรรมการขึ้นมา เพื่อกำหนดกฎเกณฑ์เรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ให้ชัดเจน" จรีพรกล่าว
หนึ่งในมาตรการที่ถูกพูดถึงคือการกำหนดให้ผู้ประกอบการวางหลักประกัน (Bank Guarantee) ก่อนได้รับจัดสรรโควตาไฟฟ้า เพื่อป้องกันปัญหาการจองไฟฟ้าไว้โดยไม่ได้ใช้งานจริง ซึ่งจรีพรมองว่าเป็นแนวทางที่เหมาะสม
"ต้องมีการวางเรื่อง Bank Guarantee อันนี้เห็นด้วย เพราะบางครั้งผู้ประกอบการบางรายไปขอไฟเอาไว้ ถึงเวลาไม่ใช้ เอาวางแบงก์การันตีเลย ใครไม่ใช้ก็ยึดเงินเลย"
ค่าไฟฟ้าที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
อีกประเด็นสำคัญคือแนวคิดให้ดาต้าเซ็นเตอร์รับภาระค่าไฟฟ้าในอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไป เนื่องจากการคำนวณค่าไฟเฉลี่ยของประเทศในปัจจุบันมีการนำราคาแก๊สธรรมชาติในประเทศที่ต้นทุนต่ำกว่ามาเฉลี่ยรวมกับแก๊ส LNG นำเข้าที่มีราคาสูงกว่า ทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปต้องแบกรับส่วนต่างต้นทุนร่วมกัน
จรีพรระบุว่าเห็นด้วยกับแนวทางนี้ เพราะดาต้าเซ็นเตอร์เป็นกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาล จึงควรจ่ายในอัตราที่สะท้อนต้นทุนพลังงานนำเข้าจริง แทนที่จะได้อานิสงส์จากราคาแก๊สในประเทศเช่นเดียวกับผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อย

ไทยยังมีทางเลือกในการคัดกรองนักลงทุน
จรีพรมองว่าประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของกระแสการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์เมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค จึงยังมีเวลาเพียงพอที่ภาครัฐจะวางกรอบการจัดสรรพื้นที่ (Zoning) และโควตากำลังไฟฟ้า (MW) ให้ชัดเจน เพื่อคัดกรองเฉพาะนักลงทุนที่สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
"ประเทศไทยเราเป็นสาวงามเลือกได้ ไม่ใช่ทุกบริษัทเข้ามาคุณรับหมด คุณต้องดูเลยว่าบริษัทที่เข้ามามีประโยชน์ต่อประเทศไทยยังไง เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนยังไงขึ้นมา" เธอกล่าว
หลักคิดนี้สอดคล้องกับแนวทางที่หลายประเทศเริ่มนำมาใช้พิจารณาการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ โดยไม่ได้มองแค่การให้สิทธิประโยชน์ แต่พิจารณาถึงการพัฒนาเทคโนโลยี การจ้างงาน และการต่อยอดสู่อุตสาหกรรม Cloud และ AI Hub ในระยะยาว
รอความชัดเจนจากภาครัฐ แต่เป้าหมายทางธุรกิจยังคงเดิม
ระหว่างที่ภาครัฐอยู่ระหว่างพิจารณากฎเกณฑ์ใหม่ WHA ได้ขอให้ลูกค้ากลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ที่ติดต่อเข้ามาชะลอการตัดสินใจไว้ก่อน เพื่อรอความชัดเจนซึ่งภาครัฐประกาศว่าจะสรุปกรอบกฎเกณฑ์ภายใน 1 เดือน
"ลูกค้าดาต้าเซ็นเตอร์ติดต่อเข้ามา เราก็รับเรื่องไว้ แต่ก็บอกตรงๆ ว่าเดี๋ยวขอความชัดเจนภาครัฐก่อน ซึ่งรัฐบาลก็ประกาศไปว่าจะมีกำหนดกฎเกณฑ์มาภายใน 1 เดือน"
อย่างไรก็ตาม จรีพรยืนยันว่าการชะลอตัวของลูกค้ากลุ่มนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเป้าหมายยอดขายที่ดินรวมของบริษัทในปีนี้ ซึ่งตั้งไว้ที่ 2,500 ไร่ทั้งในไทยและเวียดนาม เนื่องจากยังมีฐานลูกค้าอุตสาหกรรมอื่นสนับสนุนต่อเนื่อง ทั้งกลุ่มยานยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ และอาหารสัตว์
"เราตั้งเป้าไว้ ตัวเลขรวมของเราทั้งไทยและเวียดนามรวมกัน น่าจะ 2,500 ไร่โดยประมาณ ที่ยังยึดเป้าตรงนั้น"
แผนพัฒนา Data Center Park พื้นที่หลักที่ EEC และสระบุรี
ประเด็นสำคัญของการสนทนาครั้งนี้คือแผนพัฒนา "Data Center Park" โครงการขนาดใหญ่ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับดาต้าเซ็นเตอร์โดยเฉพาะ ขนาดตั้งแต่ 1,000-2,000 ไร่ขึ้นไป โดยพื้นที่ที่วางแผนไว้คือเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และจังหวัดสระบุรี
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญในการเลือกทำเลไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดที่ดินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเป็นหลัก ทั้งแนวสายส่งไฟฟ้าแรงสูง สถานีไฟฟ้าย่อย และเส้นทางเคเบิลใต้น้ำที่เชื่อมต่อกับโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศ
โครงการนี้จะมีการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) รองรับอย่างครบถ้วน โดยไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับดาต้าเซ็นเตอร์เพียงอย่างเดียว แต่จะพัฒนาในรูปแบบ Cluster ที่เชื่อมโยงกับ Supply Chain ที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมทั้งศูนย์ฝึกอบรมบุคลากร และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด ทั้งจากโซลาร์เซลล์ในระยะสั้น และการศึกษาความเป็นไปได้ของเทคโนโลยี SMR (Small Modular Reactor) ในระยะยาว
รูปแบบธุรกิจที่เปิดทางสู่กองทรัสต์เพื่อการลงทุน
WHA วางแนวทางการให้บริการไว้ 2 รูปแบบคู่ขนานกัน คือการขายที่ดินให้กับผู้ประกอบการที่ต้องการพัฒนาเอง และการรับสร้างอาคารตามความต้องการเฉพาะของลูกค้าแบบ Built-to-Suit (B2S) ซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญเดิมของบริษัทจากธุรกิจโรงงานและคลังสินค้าให้เช่า โดยอาคารที่พัฒนาในลักษณะนี้มีศักยภาพนำเข้ากองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ได้ในอนาคต ซึ่งจะช่วยให้บริษัทหมุนเวียนเงินทุนกลับมาลงทุนต่อได้อย่างต่อเนื่อง
โจทย์เรื่องกำลังการผลิตไฟฟ้าที่ต้องเร่งแก้ไข
หัวใจสำคัญที่จะเป็นตัวชี้ขาดว่าประเทศไทยจะสามารถรองรับการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ได้มากน้อยเพียงใดคือกำลังการผลิตไฟฟ้า เนื่องจากการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ต้องใช้ระยะเวลานานหลายปีในการสั่งซื้อกังหันก๊าซ ซึ่งอาจไม่ทันต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทางออกเฉพาะหน้าที่ถูกเสนอคือการพิจารณาต่ออายุสัญญาโรงไฟฟ้าที่ใกล้หมดอายุสัมปทานออกไปอีก 5-10 ปี เพื่อให้สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าป้อนเข้าระบบได้ทันที ในระหว่างที่รอการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่หรือโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดในระยะยาวให้แล้วเสร็จ
ก้าวต่อไปของไทยในเกมนี้
อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยขณะนี้อยู่ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ ระหว่างโอกาสจากคลื่นการลงทุนของยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีระดับโลกที่มองไทยเป็นหมุดหมายใหม่ กับความจำเป็นที่ภาครัฐต้องเร่งวางกรอบกฎเกณฑ์ให้ชัดเจนและรัดกุม ทั้งเรื่องผังเมือง การจัดสรรพลังงาน และอัตราค่าไฟฟ้าที่เป็นธรรม
สำหรับ WHA การรอความชัดเจนจากภาครัฐก่อนเดินหน้าเต็มตัวถือเป็นการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุม ขณะเดียวกันก็ยังคงเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและแผนงาน Data Center Park ไว้รองรับโอกาสที่จะมาถึงในอนาคตอันใกล้ ซึ่งหากกรอบกฎเกณฑ์จากภาครัฐมีความชัดเจนตามกำหนดภายใน 1 เดือน ก็น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยเดินหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น