17 ส.ค. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

ปริญญาเสื่อมความหมาย? ถอดรหัสทางรอด 'ABAC' ในยุค AI ดิสรัปต์-เด็กเกิดใหม่ลดครึ่ง

ปริญญาเสื่อมความหมาย? ถอดรหัสทางรอด 'ABAC' ในยุค AI ดิสรัปต์-เด็กเกิดใหม่ลดครึ่ง

013_วิทยาเขตสุวรรณภูมิ - Copy.jpg

"เมื่อเด็กเกิดใหม่ลดลงกว่า 50% AI ตอบได้ทุกคำถาม และเด็กรุ่นใหม่มองว่าใบปริญญาไม่ใช่คำตอบเดียวของชีวิต... มหาวิทยาลัยยังจำเป็นอยู่อีกหรือไม่?"

เจาะลึกมุมมองและกลยุทธ์ของ 'มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ' (ABAC) สถาบันอุดมศึกษานานาชาติแห่งแรกของไทย กับการปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อสร้าง 'Entrepreneur DNA' และ 'Human Skills' ที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้ พร้อมตอบโจทย์อนาคตของการศึกษายุคใหม่ที่คุณต้องรู้!

โครงสร้างประชากรพลิกผัน: แรงกระแทกถึงอุดมศึกษาไทย

การเรียนต่อระดับอุดมศึกษาของไทยกำลังเผชิญคลื่นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพราะไทยกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะโครงสร้างประชากรพลิกผันอย่างสมบูรณ์ อัตราการเกิดลดลงอย่างต่อเนื่อง จากเดิมเมื่อ 10 ปีก่อนที่มีเด็กเข้าสู่ระบบอุดมศึกษาราว 1 ล้านคน ปัจจุบันกลับลดลงเหลือเพียง 400,000 กว่าคน ขณะที่สถาบันอุดมศึกษาอุดมศึกษาที่มอบปริญญาตรีได้ทั่วประเทศกลับมีสูงถึงเกือบ 400 แห่ง

โจทย์ของสถาบันอุดมศึกษาที่ผู้เรียนหายไปเกินครึ่ง ไม่ใช่แค่เรื่องการแย่งชิงนักศึกษา แต่เป็นวิกฤตความเชื่อมั่นเมื่อ "คุณค่าของใบปริญญา" กำลังถูก Gen Z และ Gen Alpha ตั้งคำถามอย่างหนัก

011_วิทยาเขตหัวหมาก - Copy.jpg

เมื่อ Perception เปลี่ยน: AI ดิสรัปต์ ทักษะเปลี่ยนทิศ

เด็กรุ่นใหม่เติบโตมาในฐานะ Digital Native มองว่าความรู้สามารถแสวงหาได้ทุกที่ทุกเวลาผ่าน Generative AI, YouTube หรือคอร์สออนไลน์สั้นๆ ประกอบกับกระแสความสำเร็จของการเป็นผู้ประกอบการยุคใหม่ อินฟลูเอนเซอร์ และครีเอเตอร์ ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า “การเสียเวลา 4 ปีในรั้วมหาวิทยาลัย ยังจำเป็นต่อการสร้างรายได้และประสบความสำเร็จจริงหรือ?”

ในขณะเดียวกัน AI ได้เข้ามาดิสรัปต์โครงสร้างการทำงานเดิมอย่างสิ้นเชิง ตลาดแรงงานไม่ได้ต้องการผู้ที่ท่องจำเนื้อหาวิชาการอีกต่อไป แต่ต้องการแรงงานที่มีทักษะหลากหลาย (Multi-skilled) ยืดหยุ่นสูง และพร้อมรับมือกับโลกที่ผันผวน

001_ภราดา ดร.ศิริชัย ฟอนซีกา อธิการบดี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) - Copy.jpg

ภราดา ดร.ศิริชัย ฟอนซีกา อธิการบดี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC)

ภราดา ดร.ศิริชัย ฟอนซีกา อธิการบดี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) สะท้อนมุมมองไว้อย่างน่าสนใจว่า ปัญหาใหญ่ของระบบการศึกษาไทยไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือการเตรียมคนให้ทันโลก

"ตอนนี้ไปที่ไหนผมถูกถามตลอดเวลาว่า อนาคตของ ABAC เป็นอย่างไร ยอมรับครับว่าสถาบันการศึกษาอาจได้รับผลกระทบไปตามกาลเวลา แต่ผมจะตอบกลับเสมอว่า เราจะไม่ถามแค่ว่าอนาคตของเราคืออะไร เพราะมันฟังดูหดหู่ แต่เราต้องถามว่า 'เราจะอยู่อย่างไรในอนาคต' (How to do and to be in the future) เราไม่สามารถเปลี่ยนความคิดคนในเวลาหนึ่งนาทีได้ แต่เราต้องยืนหยัด ทันโลก ทันเหตุการณ์ โดยไม่สูญเสียจุดยืนและมรดกทางปัญญาที่เรามี"

สภาวะทั้งหมดนี้กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่อุดมศึกษาไทยต้องขบคิด หากมหาวิทยาลัยยังวางตัวเป็นเพียง "ผู้ให้ความรู้" (Knowledge Provider) มหาวิทยาลัยย่อมหมดความหมาย แต่ถ้าปรับตัวเป็น "ระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้" (Learning Ecosystem) มหาวิทยาลัยจะยังคงเป็นรากฐานสำคัญที่ไม่สามารถทดแทนได้

014_บรรยากาศในห้องเรียน - Copy.jpg

บรรยากาศภายในห้องเรียน ABAC  

The Future of University: 3 สิ่งที่ AI มอบให้ไม่ได้

คำถามที่ว่า "ในเมื่อ AI สรุปบทเรียน ค้นหาข้อมูล และช่วยทำงานได้เกือบทุกอย่าง มหาวิทยาลัยยังจำเป็นอยู่อีกหรือ?"

 หากมองมหาวิทยาลัยเป็นเพียง "สถานที่ถ่ายทอดความรู้" (Knowledge Disseminator) ความจำเป็นย่อมลดลงอย่างมหาศาล แต่สำหรับ ABAC มหาวิทยาลัยในอนาคตต้องก้าวข้ามห้องเรียนแบบเดิม ไปสู่ 3 บทบาทสำคัญที่ AI ไม่มีวันทำแทนได้

 1. การสร้าง "Human Experience" และทักษะสังคม: มนุษย์ต้องการปฏิสัมพันธ์ การทำงานเป็นทีม การเจรจาต่อรอง ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) และภาวะผู้นำ ซึ่งไม่สามารถบ่มเพาะผ่านหน้าจอหรืออัลกอริทึมได้ แต่ต้องเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงในรั้วมหาวิทยาลัย

2. "Sandbox" ทางสังคมและเครือข่ายคอนเนกชัน: มหาวิทยาลัยคือห้องทดลองทางสังคมและธุรกิจที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทดลองคิด ทำ ล้มเหลว และเรียนรู้โดยมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแล รวมถึงเป็นศูนย์รวมของ "Connection" และเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งเป็นสินทรัพย์สำคัญในชีวิตการทำงาน

3. การปลูกฝังจริยธรรมและดุลยพินิจ (Ethics & Sound Judgement): AI อาจป้อนข้อมูลให้เราได้นับแสนรูปแบบ แต่ไม่สามารถตัดสินได้ว่าสิ่งใดถูกต้องตามหลักจริยธรรมหรือเหมาะสมกับบริบทมนุษย์ การบ่มเพาะ "ความเป็นมนุษย์" จึงเป็นภารกิจหลักเพื่อไม่ให้คนรุ่นใหม่กลายเป็นเพียงผู้บริโภคเทคโนโลยีอย่างงมงาย

อนาคตของมหาวิทยาลัยจึงไม่ใช่การล้มเลิก แต่คือการ "นิยามบทบาทใหม่" (Redefining the Role of University) ไปสู่การเป็น "ศูนย์กลางการบ่มเพาะมนุษย์และการเรียนรู้ตลอดชีวิต" (Lifelong Human Flourishing Center)

008_ดร. ชญาดา ธนวิสุทธิ์ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ (1) - Copy.jpg

 ดร.ชญาดา ธนวิสุทธิ์ คณบดีคณะศิลปศาสตร์

สร้าง 'Entrepreneur DNA' แต้มต่อของสถาบันนานาชาติแห่งแรกของไทย

ย้อนมองประวัติศาสตร์เกือบ 60 ปี ของ ABAC ถูกวางรากฐานขึ้นภายใต้การดูแลของมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร (Non-profit Organization) ถือเป็นสถาบันอุดมศึกษานานาชาติแห่งแรกของไทยที่จัดการเรียนการสอนด้วยภาษาอังกฤษเต็มรูปแบบ เพื่อเตรียมความพร้อมให้เยาวชนก้าวสู่การเป็น "พลเมืองโลก" (International Citizen)

ABAC ขับเคลื่อนองค์กรด้วยคติพจน์ภาษาละติน "Labor Omnia Vincit" ซึ่งหมายความว่า “ความวิริยอุตสาหะ นำมาซึ่งความสำเร็จ” โดยเน้นระเบียบวินัย การสู้ชีวิต และการเคี่ยวกรำตนเอง โดยหัวใจสำคัญที่ฝังอยู่ใน DNA ของที่นี่คือการหล่อหลอม "Entrepreneurial Spirit" (ความเป็นผู้ประกอบการ) ในทุกสาขาวิชา ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของ ABAC

ดร.ชญาดา ธนวิสุทธิ์ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ อธิบายถึงวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นเอกลักษณ์นี้ว่า

"คำว่า Entrepreneurial Spirit ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับนักศึกษาเท่านั้น แต่มันหยั่งรากลึกเป็น DNA ของบุคลากรและอาจารย์ผู้สอนด้วย วัฒนธรรมที่นี่หล่อหลอมให้เรามี DNA ผู้ประกอบการ รู้จักปรับตัว เปิดกว้าง และทำงานข้ามสายงานเพื่อตอบโจทย์ผู้เรียน"

ปัจจุบัน ABAC มีนักศึกษารวมทุกระดับประมาณ 7,500 คน เป็นนักศึกษาไทยราว 3,800 คน และนักศึกษาต่างชาติราว 3,500 คน จากกว่า 60 ประเทศทั่วโลก โดยมีนักศึกษาเมียนมาเป็นอันดับหนึ่ง (ราว 2,200 คน) ซึ่งเป็นกลุ่มศักยภาพสูง ขณะที่นักศึกษาจีน (ราว 865 คน) ส่วนใหญ่ศึกษาในระดับปริญญาโท-เอกเพื่อพัฒนาเป็นอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ บรรยากาศใน 2 วิทยาเขต (หัวหมากและสุวรรณภูมิ) จึงถือเป็นมินิโมเดลของสังคมโลกเพราะรวมผู้คนหลากหลายชาติไว้ด้วยกัน

005_ดร.ชัยณรงค์ รุ่งเรืองอาภรณ์ คณบดีคณะบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ - Copy.jpg

ดร.ชัยณรงค์ รุ่งเรืองอาภรณ์ คณบดีคณะบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์

5 กลยุทธ์ก้าวต่อไป: ปรับตัวเพื่อการอยู่รอด

เพื่อรับมือกับยุคที่ความรู้สืบค้นได้เพียงปลายนิ้ว ABAC ได้วางกลยุทธ์ 5 เสาหลักในการขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคต ไว้ดังนี้

1. เปลี่ยนบทบาทอาจารย์สู่ "Navigator & Coach": เน้นสอนทักษะมนุษย์และกระบวนการคิด ดร.ชัยณรงค์ รุ่งเรืองอาภรณ์ คณบดีคณะบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ ระบุว่า "ความรู้เสิร์ช AI พรอมต์เดียวก็หาได้ แต่ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น การบริหารคน และ Teamwork มาจากการลงมือทำ มหาวิทยาลัยจึงต้องเน้น Active Learning และ Project-based Learning"

2. สร้าง Ecosystem ดึงอุตสาหกรรมจริงมาร่วมสอน (Experiential Learning):

    • คณะวิศวกรรมศาสตร์: จับมือกับ MG ตั้ง Research Center ดึงเทคโนโลยี EV และแล็บจริงมาให้นักศึกษาลงมือทำ
    • คณะบริหารธุรกิจ: ทำ MOU กับองค์กรชั้นนำอย่าง Central, CP, L'Oreal และเครือโรงแรม Marriott เพื่อให้นักศึกษาฝึกงานและมีรายได้ระหว่างเรียน
    • คณะศิลปศาสตร์: เป็นพาร์ตเนอร์แห่งแรกและแห่งเดียวในไทยกับ Disney World ส่งนักศึกษาไปฝึกงานที่สหรัฐฯ ควบคู่กับการเรียนคอร์สออนไลน์จาก Harvard Business School

3. หลักสูตรยืดหยุ่น ปรับไวด้วยโมเดล 3+1: ใช้ Minor Revision ปรับหลักสูตรปีต่อปี นำเทรนด์ใหม่อย่าง ESG, Sustainability, Social Commerce และ Wellness เข้ามาแทรกทันที พร้อมเปิดโครงสร้าง "3 Plus 1" เรียนตรี 3 ปี และโท 1 ปี รวมถึงจับมือพันธมิตรระดับโลกอย่าง Thunderbird School of Global Management (ASU) และ SMU มอบ Double Degree

4. ระบบ Credit Bank และ Short Courses: รองรับกลุ่มคนที่ต้องการ Upskill / Reskill ผ่านคอร์สระยะสั้นและสะสมหน่วยกิตที่ได้รับการรับรองจากกระทรวง อว.

5. รุกเข้าหาผู้เรียน "เมื่อเขาไม่มา เราต้องไปหาเขา": ก้าวข้ามการตั้งรับ สู่การสร้าง Perception เชิงรุก หลังประสบความสำเร็จจากงาน Open House ที่สยามพารากอนเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ล่าสุด ABAC เดินหน้าจัดงานใหญ่ "ABAC CONNECT 2026" ณ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน พื้นที่ค้นพบตัวตน (Self-Discovery) ที่มีทั้งระบบ AI Career Match & Entrepreneurial DNA Test คณาจารย์ 10 คณะให้คำปรึกษาตัวต่อตัว และศิษย์เก่าระดับผู้บริหารจาก AWS, Grab มาร่วมแชร์ประสบการณ์

012_วิทยาเขตหัวหมาก - Copy.jpg

มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ วิทยาเขตหัวหมาก

การปรับตัวของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ กำลังสะท้อนให้เห็นว่า อนาคตของมหาวิทยาลัยไม่ได้ขึ้นอยู่กับกระดาษปริญญาบัตร แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างคุณค่าที่แท้จริงให้แก่ผู้เรียน

มหาวิทยาลัยอาจไม่ใช่สถานที่เดียวในการค้นหาความรู้อีกต่อไป แต่จะยังคงทำหน้าที่เป็น "สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางปัญญา"—พื้นที่ที่มนุษย์มาปฏิสัมพันธ์ บ่มเพาะประสบการณ์ สร้างเครือข่าย และค้นหาความหมายของการมีชีวิต เพื่อออกไปสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมในยุค AI