14 ส.ค. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

จาก Potato Corner ถึง DOS! ‘พชร จิราธิวัฒน์’ กับบทพิสูจน์การสร้าง Beverage Empire ด้วยสูตร ‘ของดีที่ทุกคนเข้าถึงได้’

จาก Potato Corner ถึง DOS! ‘พชร จิราธิวัฒน์’ กับบทพิสูจน์การสร้าง Beverage Empire ด้วยสูตร ‘ของดีที่ทุกคนเข้าถึงได้’

Remove_potato_from_sign_202608131530.jpeg

การเคลื่อนทัพทางธุรกิจของ “พชร จิราธิวัฒน์” หรือ “พีช” ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ถือเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในวงการ Food & Beverage (F&B) ของไทย ในตลาดที่ร้านกาแฟและเครื่องดื่มเกิดขึ้นใหม่แทบทุกสัปดาห์ การเปิดแบรนด์ใหม่ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อีกต่อไป หากแต่สิ่งที่ทำให้เส้นทางของเขามีความโดดเด่นและแตกต่าง คือ “โครงสร้างความคิดเชิงกลยุทธ์” ที่อยู่เบื้องหลัง

เมื่อพชรเลือกวางเส้นทางธุรกิจตั้งแต่ Potato Corner, Khao-Sō-i, UNO Coffee, MAW จนถึง DOS! Matcha ไว้บนเส้นเวลาเดียวกัน สิ่งที่ปรากฏไม่ใช่การกระโดดข้ามธุรกิจอย่างสะเปะสะปะตามกระแส แต่คือการทดลองซ้ำของ “สูตรกลยุทธ์” เดียวกัน นั่นคือ

1.  เลือกสินค้าที่มีโอกาสซื้อซ้ำสูง (High Frequency)

2. สร้างความแตกต่างด้วยการวางตำแหน่งและภาพลักษณ์แบรนด์

3. กำหนดราคาในระดับที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้บ่อย (Accessible Price)

4. ขับเคลื่อนธุรกิจด้วย Volume และ Scale

615786441_1290062313149042_8633071833735514085_n.jpg

ภาพจาก  Potato Corner

 โรงเรียน Potato Corner และบทเรียนโครงสร้างการเงิน

เส้นทางธุรกิจ F&B ของพชรเริ่มต้นขึ้นในปี 2559 ด้วยการจับกับพาร์ทเนอร์ “ชยภัทร ทองเจริญ” นำเข้า Potato Corner แบรนด์เฟรนช์ฟรายส์ปรุงรสชื่อดังจากฟิลิปปินส์ สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่การเลือกสินค้าตามความนิยมฉาบฉวย แต่คือการวางกรอบคิดแบบนักการตลาดที่มองหา "สินค้าพื้นฐานที่สร้างคุณค่าเพิ่มได้ ขยายสาขาได้ง่าย และผู้บริโภคซื้อซ้ำได้ยาวนาน"

พชรไม่ได้พึ่งพาเพียงทุนครอบครัว แต่เลือกขยับเข้าสู่ระบบสินเชื่อธนาคารพาณิชย์อย่างเป็นทางการ เพราะเขามองว่าหากตั้งเป้าขยายสู่ 100–200 สาขา การเรียนรู้โครงสร้างสินเชื่อ ดอกเบี้ย และแรงกดดันจากการบริหารกระแสเงินสดจริง คือเงื่อนไขจำเป็นของนักสร้างธุรกิจที่ต้องการ Scale ในระดับอุตสาหกรรม

ผลประกอบการในช่วงแรกของ บริษัท ร็อคส์ พีซี จำกัด (Rocks PC) ผู้บริหาร Potato Corner ในปี 2561 ทำรายได้ประมาณ 170 ล้านบาท แต่มีผลขาดทุนสุทธิราว 5.1 ล้านบาท ซึ่งได้กลายเป็นบทเรียนสำคัญที่สร้าง Pattern ความคิดให้กับเขาว่า

"ในธุรกิจที่พึ่งพาการขยายเครือข่าย รายได้ที่เติบโตสูง (Revenue Growth) ไม่ได้หมายความว่ากำไรสุทธิ (Profit Growth) จะต้องเติบโตทันทีในเฟสแรก"

ธุรกิจสาขาวัดผลกันที่ความแข็งแกร่งของ “ระบบหลังบ้าน” ที่ทำให้สาขาที่ 10, 50 หรือ 100 มีมาตรฐานใกล้เคียงสาขาแรก การขาดทุนในเฟสแรกจึงเกิดจากการลงทุนหนักในระบบส่วนกลาง เพื่อสร้างฐานที่ใหญ่พอสำหรับ Economies of Scale ในอนาคต Potato Corner จึงเป็นเหมือน “โรงเรียนบริหารธุรกิจ” ฉบับลงมือจริงที่ฝึกฝนเขาเรื่อง Operation, ระบบแฟรนไชส์, การเลือกทำเลที่ตั้ง และ Supply Chain

742301211_122167279100706648_3616757594802213741_n.jpg

ภาพจาก  UNO Coffee

UNO Coffee: การนิยาม Mass Premium ด้วย Necessary Luxury

ปลายเดือนพฤษภาคม 2568 พชรขยับเข้าสู่ตลาดเครื่องดื่มด้วยการเปิดตัว UNO Coffee ร่วมกับทีมงานผู้เชี่ยวชาญ โจทย์ของ UNO ไม่ใช่ “การทำกาแฟให้ถูกที่สุด” แต่คือการตอบโจทย์เชิงยุทธศาสตร์ว่า หากกาแฟคุณภาพสูงถูกนำเสนอให้ผู้บริโภคดื่มได้ทุกวัน ตลาดจะมีขนาดใหญ่เพียงใด?

UNO ชูแนวคิด “Great Coffee For All” และ “Necessary Luxury” (ความหรูหราที่จำเป็น) โดยตัดต้นทุนโครงสร้างที่ไม่จำเป็นออก เช่น ร้านขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่นั่งแช่ แล้วทุ่มเททรัพยากรทั้งหมดไปที่ตัว Product และคุณภาพในแก้ว

“จุดเริ่มต้นของ UNO มาจากการตั้งคำถามในฐานะคนดื่มกาแฟวันละหลายแก้วว่า เหตุใดกาแฟคุณภาพดีถึงต้องถูกจำกัดไว้เฉพาะสินค้าที่มีราคาสูง? เราต้องการทำให้กาแฟพรีเมียมกลายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้จริงทุกวัน” พชร จิราธิวัฒน์ ผู้ร่วมก่อตั้ง UNO Coffee เคยกล่าวเอาไว้

ปรากฏการณ์ที่สร้างภาพจำให้แบรนด์คือการนำกาแฟสายพันธุ์ Geisha มาขายในระดับราคาประมาณ 85 บาท เปลี่ยนความหมายของคำว่า Premium จากของแพงที่ซื้อได้นานๆ ครั้ง ให้กลายเป็น Mass Premium ที่คุณภาพสูง จับต้องได้ และซื้อซ้ำได้ทุกวัน

701746590_17918055171362892_5140567990140060441_n.jpg

ภาพจาก  UNO Coffee

วิเคราะห์งบการเงินและพัฒนาการของ UNO:

- ปี 2568: สร้างยอดขายระดับ 65 ล้านบาท โดยมีผลขาดทุนสุทธิประมาณ 13.9 ล้านบาท ซึ่งในมุมมองการวิเคราะห์ทางธุรกิจ ตัวเลขนี้ไม่ได้สะท้อนความล้มเหลวของแบรนด์ หากแต่เป็นโครงสร้างทางเศรษฐศาสตร์ (Economics) ของโมเดลกาแฟราคาต่ำกว่า 100 บาท เนื่องจาก UNO วางตำแหน่งราคาไว้ให้เข้าถึงง่าย อัตรากำไรขั้นต้นต่อแก้วย่อมมีข้อจำกัด ขณะที่ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง การพัฒนาระบบหลังบ้าน ค่าการตลาด และต้นทุนการเปิดสาขาใหม่ ไม่ได้ลดลงตามปริมาณแก้วในทันที สมการของ UNO จึงขึ้นอยู่กับ Contribution ต่อแก้ว × Volume × จำนวนสาขา – Fixed Cost

- มีนาคม 2569: ขยายเครือข่ายเป็น 14 สาขา ยอดขายเฉลี่ยประมาณ 714 แก้ว/สาขา/วัน (รวมราว 10,000 แก้ว/วัน)

- กลางปี 2569: เพิ่มเป็น 18 สาขา โดยยังรักษายอดขายเฉลี่ยได้ที่ 600–800 แก้ว/สาขา/วัน

การขยายจาก 14 เป็น 18 สาขาโดยที่ยอดขายเฉลี่ยต่อร้านไม่ตก (ไม่มี Cannibalization) สะท้อนว่าแบรนด์กำลังสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็ง ซึ่งจะนำไปสู่ข้อได้เปรียบด้านฐานข้อมูลและอำนาจการต่อรองใน Supply Chain

767364616_17931454410362892_6879210493633322680_n.jpg

ภาพจาก  UNO Coffee

จาก UNO ถึง DOS!: การทดลองบทที่สองบนสนาม "มัทฉะ"

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 พชรได้เปิดตัวแบรนด์ใหม่ DOS! Matcha Company ในรูปแบบ Pop-up Store ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว ที่วางแผนว่าจะเปิดตั้งแต่วันที่ 7-28 สิงหาคมเท่านั้น

 การแยก DOS! ออกมาเป็นแบรนด์เดี่ยวแทนที่จะเพิ่มเมนูใน UNO Coffee เป็นกลยุทธ์รักษาโพซิชั่นนิ่งที่ชัดเจน โดย UNO คือผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟ ส่วน DOS! ทำหน้าที่เจาะตลาดมัทฉะภายใต้สโลแกน "Great Matcha for All" ชูจุดขายมัทฉะรสชาติดี เข้มข้น เข้าถึงง่าย ในราคาเริ่มต้นเพียง 60 บาท และยังมาพร้อมสโลแกนน่ารักๆ อย่าง "โดสที่เป็นน้องของอูโน่"

DOS! เปิดตัวด้วย DOS! Matcha Classic Menu 3 เบลนด์ 3 โปรไฟล์ ได้แก่:

1. KUNG FU MATCHA: มัทฉะจากเมืองฝูเจี้ยน รสเข้มข้น นุ่มลึก ดื่มง่ายทุกวัน

2. NUTCRACKER MATCHA: คาแรกเตอร์โทนถั่วชัดเจน

3. NUARRR MATCHA: มัทฉะคัดพิเศษ

หลังจาก UNO ได้พิสูจน์แล้วว่าความต้องการกาแฟ Mass Premium มีอยู่จริง วันนี้ DOS! Matcha กำลังทำหน้าที่พิสูจน์บทถัดไปว่า "สูตรกลยุทธ์" เดียวกันนี้ จะสามารถนำมาใช้ซ้ำเพื่อสร้างตระกูลแบรนด์ F&B ให้ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องได้หรือไม่