หากกางตัวเลขเศรษฐกิจดิจิทัลขึ้นมาพิเคราะห์ ตลาดอุตสาหกรรมเกมไทยในปี 2025 ถูกประเมินมูลค่าไว้สูงถึงราว 37,000 ล้านบาท ทว่าภายใต้ตัวเลขที่ดูหรูหรานี้กลับซ่อนความจริงอันขื่นขมของคนทำเกมในประเทศเอาไว้อย่างมิดชิด
เพราะเมื่อกะเทาะเปลือกเงินสะพัดก้อนนี้ ออกมาดูสัดส่วนรายได้ที่ตกอยู่ในมือของผู้พัฒนาเกมสัญชาติไทยจริง ๆ ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ได้ชี้ให้เห็นโครงสร้างอันบิดเบี้ยวนี้ว่า “คนไทยจ่ายเงินเล่นเกมก็จริงแต่เม็ดเงินไทยออกไปนอกประเทศกว่า 90% มีไม่ถึง 1-2% เงินที่สะพัดอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบการคนไทย” ขณะที่สถิติจาก depa บันทึกไว้ชัดเจนว่า จากมูลค่าตลาด 37,000 ล้านบาท เราผลิตเกมเองได้เพียง 800 ล้านบาท แต่ต้องพึ่งพาการนำเข้ามหาศาลถึง 36,200 ล้านบาท โดยประมาณ
ความย้อนแย้งชวนคิดคือ ไทยเป็นประเทศที่มีอัตราการบริโภคดิจิทัลคอนเทนต์สูงเป็นอันดับต้น ๆ ในภูมิภาค แต่กลับยืนอยู่ในฐานะ "ผู้ซื้อ" แทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ เม็ดเงินมหาศาลไหลออกจากกระเป๋าผู้เล่นไทยไปหล่อเลี้ยงสตูดิโอยักษ์ใหญ่ต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นค่ายเกมระดับ AAA หรือค่ายเกมมือถือจากฝั่งเอเชีย East Asia และชาติตะวันตก

คำถามคือ เหตุใดผู้ประกอบการไทยจึงคว้ารายได้กลับมาได้เพียงเศษเสี้ยว?
หากมองเชิงลึก ปัญหาของสตูดิโอไทยไม่ได้อยู่ที่เรื่อง "ไอเดีย" เพราะความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยได้รับการยอมรับในระดับสากลมาตลอด แต่คอขวดที่แท้จริงคือการขาดแคลนเงินทุน โครงสร้างพื้นฐาน และการเชื่อมโยงสู่ตลาดสากลอย่างเป็นรูปธรรม สตูดิโอส่วนใหญ่ยังจมอยู่ในกลุ่มพัฒนาเกมอิสระ ที่ต้องปากกัดตีนถีบ ขาดระบบการบริหารจัดการสิทธิ์ ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ตลอดจนขาดช่องทางในการเข้าถึงกลุ่มทุนต่างชาติ
พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โชว์ไร้ขีด จำกัด สะท้อนภาพปัญหานี้ไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า “ปัญหาคอขวดที่ทำให้อุตสาหกรรมเกมไทยติดหล่ม คือการขาดจุดเชื่อมโยงสู่ระดับสากล การเติบโตอยู่แค่ภายในประเทศไม่เพียงพออีกต่อไป และทำให้นักพัฒนาไทยมีข้อจำกัดในการเติบโต” พร้อมย้ำถึงเป้าหมายสำคัญที่อยากเห็นในอนาคตว่า “อยากเห็นเกมไทยในบูธขนาดใหญ่ ออกจากโซนอินดี้... ชี้ชัดอยากเห็นเกมใหญ่ที่เป็นเกมไทย”
เมื่อแยกย้ายกันโตไม่ตอบโจทย์ การปรับโครงสร้าง Ecosystem จึงเกิดขึ้นอย่างจริงจัง ปรากฏการณ์การผนึกกำลังของ 4 พันธมิตรยักษ์ใหญ่ในงาน “gamescom asia x Thailand Game Show 2026” จึงไม่ใช่แค่การจัดงานจัดแสดงความบันเทิงเพื่อเอาใจแฟนเกม 200,000 คน แต่คือการวางหมากเชิงยุทธศาสตร์เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น "Regional Gaming Hub"
กลยุทธ์สำคัญถูกแบ่งออกเป็น 4 ทิศทางหลัก เริ่มตั้งแต่การทำ Local to Global ผ่านการดึงพาร์ตเนอร์ระดับโลกอย่าง โคโลญเมสเซ่ เจ้าแห่งงานแสดงสินค้าระดับโลก เข้ามาเชื่อมโยงการเจรจาธุรกิจ (B2B) ซึ่งแมทเธียส คูเปอร์ จากโคโลญเมสเซ่ ระบุถึงกลยุทธ์ Decentralization & Opportunity ว่า เป็นการย้ายศูนย์กลางธุรกิจเกมจากตลาดดั้งเดิมอย่างยุโรป มายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อสร้างพื้นที่เจรจาการค้าจริงผ่านระบบแพลตฟอร์มเฉพาะทาง เปิดทางให้ค่ายเกมอิสระได้เจอกับผู้ลงทุนตัวจริง

ขณะที่ฝั่งผู้จัดสื่อและเครือข่ายอินฟลูเอนเซอร์อย่าง ออนไลน์สเตชั่น ภายใต้ ทรู คอร์ปอเรชั่น โดย กรกานต์ แย้มสัตย์ธรรม ได้ขยายภาพให้เห็นว่า ตลาดเกมปัจจุบันถูกขับเคลื่อนด้วยเกมมือถือเป็นหลักถึง 57% ตามด้วยคอนโซล 22% และพีซี 21% การจะขยาย Ecosystem ให้แข็งแรง ต้องเปลี่ยนฐานแฟนคลับและครีเอเตอร์ให้กลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจ วางระบบกรูมมิ่งครีเอเตอร์และนักกีฬาอีสปอร์ต สร้างมาตรฐานลิขสิทธิ์ เพื่อดึงดูดแบรนด์สินค้านอกวงการเกมเข้ามาลงทุนร่วมกัน
ในส่วนของภาครัฐ depa ได้เดินหน้ากลยุทธ์ Policy & Confidence Building เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจาก "ประเทศผู้บริโภค" สู่ "ประเทศผู้สร้าง" ดร.ศุภกร เผยถึงแนวทางขับเคลื่อนว่า “กลยุทธ์การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเกม คือ เรื่อง IP ทรัพย์สินทางปัญญา เราพยายามผลักดันให้เกิดการจด IP ซึ่งน่าจะต่อยอดได้อีกมาก ผลักดัน พ.ร.บ. เกม เริ่มจากสร้างถังข้อมูล มีนักพัฒนาเกมอยู่ที่ไหน และต่อยอดใน Ecosystem ได้ จนสามารถเชื่อมต่อกับตลาดต่างประเทศได้” รวมถึงการสนับสนุนมาตรการภาษี กองทุน สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่าง Thailand Digital Valley
ตัวเลขผลลัพธ์จากการเจรจาธุรกิจในปีที่ผ่านมาซึ่งเกิดการจับคู่ธุรกิจกว่า 2,389 คู่ คิดเป็นมูลค่าเจรจากว่า 1,200 ล้านบาท ร่วมกับการที่มีบริษัทเกมไทยเข้าร่วมงานเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 95 บริษัทในปีนี้ สะท้อนให้เห็นว่า กรุงเทพฯ กำลังกลายเป็นศูนย์กลางการซื้อขายเกมที่นักลงทุนต่างชาติจับตามอง
อนาคตของอุตสาหกรรมเกมโลกในปี 2026 ถูกคาดการณ์ว่าจะสะพัดสูงถึง 7.21 ล้านล้านบาท (213.9 พันล้านดอลลาร์) การที่ค่ายเกมไทยจะเข้าไปมีส่วนแบ่งในเค้กชิ้นโตนี้ได้ ไม่ใช่เรื่องของการหวังพึ่งโชคชะตาหรือฟลุกดังในชั่วข้ามคืน หากแต่เป็นการยกระดับมาตรฐานผลงาน การนำเทคโนโลยีอย่าง AI เข้ามาช่วยสปีดกระบวนการสร้างสรรค์ และที่สำคัญที่สุดคือ การเปลี่ยนความคิดจากการทำเกมตามใจตนเอง มาเป็นการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา (IP) เชิงพาณิชย์อย่างเป็นระบบ
หากทุกฝ่ายเดินหน้าตามพิมพ์เขียวนี้ได้จริง วันที่เกมสัญชาติไทยย้ายจาก "โซนอินดี้" ไปตั้งตระหง่านอยู่บน "บูธยักษ์ใหญ่" ในเวทีระดับโลก และดึงเม็ดเงินมหาศาลกลับเข้าประเทศ ก็คงไม่อยู่ไกลเกินเอื้อม