26 ต.ค. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

เปลี่ยนคริปโตให้เป็นทุน เจาะลึกโมเดล Liberix และวิธีคิด ‘วิชิต ซ้ายเกล้า’ ผู้ประกอบการที่เลือกกู้แทนการขายเหรียญ

เปลี่ยนคริปโตให้เป็นทุน เจาะลึกโมเดล Liberix และวิธีคิด ‘วิชิต ซ้ายเกล้า’ ผู้ประกอบการที่เลือกกู้แทนการขายเหรียญ

นายวรภัทร พฤกษมาศน์_ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ลิเบอริกซ์ จำกัด .jpg

ราวปี 2563 ดร.วิชิต ซ้ายเกล้า ต้องการเงินหมุนเวียนให้ธุรกิจซอฟต์แวร์ขนส่ง Bantuk ที่เขาพัฒนามาราว 20 ปี สินทรัพย์ในมือคือ Bitcoin ที่สะสมมาหลายปี แต่เมื่อไปคุยกับธนาคาร เขาบอกว่าได้คำตอบว่า "ไม่ได้สนใจแอสเซตเหล่านี้"

วิชิตจึงหาผู้ให้กู้เอง เขาประกาศในกลุ่มเพื่อนว่าต้องการกู้ 3 สัญญา สัญญาละ 5 แสนบาท ใช้ Bitcoin ค้ำประกัน และเซ็นสัญญากระดาษกัน อีก 6 ปีต่อมา เขากลายเป็นลูกค้าของ Liberix บริษัทที่ทำธุรกิจนี้อย่างเป็นระบบ

เรื่องของวิชิตสะท้อนปัญหาที่ผู้ถือคริปโตระยะยาวจำนวนไม่น้อยพูดถึงตรงกัน คือถือสินทรัพย์ที่มีมูลค่า แต่เมื่อต้องการเงินบาท ทางเลือกที่มีมักเหลือเพียงขายเหรียญ ซึ่งอาจเสียจังหวะในสินทรัพย์ที่ตั้งใจถือต่อ

ตลาดคริปโตไทยโตแล้ว แต่ยังมีช่องว่างด้านสินเชื่อ

ประเทศไทยมีผู้ถือสินทรัพย์ดิจิทัลจำนวนมาก ข้อมูลของ ก.ล.ต. ณ เดือนกันยายน 2569 ระบุว่ามีบัญชีสินทรัพย์ดิจิทัลราว 3.1 ล้านบัญชี ขณะที่ดัชนี Global Crypto Adoption Index ประจำปี 2569 ของ Chainalysis จัดไทยอยู่อันดับ 8 ของโลกจาก 117 ประเทศ

ส่วนตลาดสินเชื่อที่ใช้คริปโตเป็นหลักประกันทั่วโลกกำลังหดตัว ข้อมูลของ Galaxy Research ระบุว่ามูลค่าสินเชื่อประเภทนี้แตะระดับสูงสุดที่ 7.87 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาส 3 ปี 2568 และลดลงเหลือ 5.62 หมื่นล้านดอลลาร์ ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2569 หรือต่ำกว่าจุดสูงสุดราว 40% โดย Galaxy ประเมินว่าเป็นการลดสัดส่วนหนี้อย่างเป็นระเบียบ ไม่ใช่ภาวะตื่นตระหนกแบบปี 2565 ในช่วงเดียวกัน Chainalysis รายงานว่ามูลค่าตลาดคริปโตรวมลดลงราว 50% ในรอบ 12 เดือนถึง 30 มิถุนายน 2569

นายวรภัทร พฤกษมาศน์_Liberix_1 - Copy.jpg

วรภัทร พฤกษมาศน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Liberix

โมเดลของ Liberix กู้เงินบาท วางเหรียญเป็นประกัน

บริษัท ลิเบอริกซ์ จำกัด (Liberix) เป็นผู้ให้บริการสินเชื่อเงินบาทโดยรับสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นหลักประกัน บริษัทระบุว่าเปิดดำเนินธุรกิจในปี 2567 และเปิดตัวบริการครั้งแรกในเดือนมกราคม 2569 โดยถือเป็นรายแรกในประเทศไทยที่ให้บริการลักษณะนี้

วรภัทร พฤกษมาศน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Liberix อธิบายว่าหุ้น อสังหาริมทรัพย์ และทองคำ เจ้าของสามารถนำไปเป็นหลักประกันเพื่อสร้างสภาพคล่องได้โดยไม่ต้องขาย แต่ผู้ถือคริปโตยังไม่มีทางเลือกลักษณะเดียวกัน

"คนไทยจำนวนมากถือคริปโตเพราะเชื่อมั่นในระยะยาว แต่ชีวิตจริงต้องใช้เงินบาท Liberix อยากให้ผู้ถือคริปโตไทยมีทางเลือกที่สามนอกจาก 'ถือรอ' หรือ 'ขายทิ้ง' คือคุณสามารถถือต่อได้ และมีเงินบาทไปใช้กับธุรกิจจริงอย่างรู้ต้นทุนและความเสี่ยง" วรภัทรกล่าว

เงื่อนไขหลักของบริการมีดังนี้

  • รองรับสินทรัพย์ 16 สกุล เช่น Bitcoin, Ethereum, Solana, BNB, KUB, JFIN และ XAUt (ทองคำที่แปลงเป็นโทเคน)
  • ระยะสัญญา 1–12 เดือน
  • เลือกอัตราเงินกู้ต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) ได้ 30–70%
  • ดอกเบี้ยไม่เกิน 15% ต่อปี ตามกรอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
  • ผู้กู้ต้องสมัครบัญชีและผ่านขั้นตอน KYC เมื่อวางหลักประกันกับผู้ดูแลสินทรัพย์แล้ว บริษัทโอนเงินบาทเข้าบัญชีธนาคารที่ชื่อตรงกับผู้สมัคร และคืนเหรียญเมื่อชำระหนี้ครบ

ตัวอย่างการคำนวณ เช่น หากวางสินทรัพย์มูลค่า 1 ล้านบาทที่ LTV 50% จะได้วงเงิน 500,000 บาท หากดอกเบี้ย 1.25% ต่อเดือน (เทียบเท่า 15% ต่อปี) ภาระดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 6,250 บาทต่อเดือน หรือ 75,000 บาทตลอด 12 เดือน โดยสมมติว่าเงินต้นคงเดิมและยังไม่รวมค่าธรรมเนียมอื่น ผู้กู้จึงต้องประเมินว่าผลตอบแทนจากการนำเงินไปใช้ สูงกว่าต้นทุนนี้หรือไม่

ทั้งนี้บริษัทระบุว่ารายได้มาจากดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว ไม่มีการนำสินทรัพย์ของลูกค้าไปหาผลตอบแทนต่อ และเงินที่ปล่อยกู้มาจากนักลงทุนชาวไทย

ดร.วิชิต ซ้ายเกล้า_Pic1 - Copy.jpg

ความเสี่ยงของผู้กู้ และสถานะการกำกับดูแล

ความเสี่ยงสำคัญคือราคาสินทรัพย์ที่ผันผวน วรภัทรระบุว่า LTV ยิ่งสูง โอกาสถูกบังคับขายยิ่งมาก บริษัทมีระบบติดตามราคาและแจ้งเตือนผู้กู้ 3 ระดับ เพื่อให้เติมหลักประกันก่อนถึงเกณฑ์บังคับขาย หากมีส่วนต่างหลังบังคับขาย บริษัทคืนให้ลูกค้าทั้งหมด

"เราไม่ได้กำไรจากการบังคับขาย" เขากล่าว พร้อมระบุว่าตั้งแต่เปิดบริษัทมีการบังคับขายเกิดขึ้นจริง เพราะลูกค้าบางรายเติมหลักประกันไม่ทัน แต่ "ไม่เคยมีหนี้เสีย"

ด้านการเก็บรักษา หลักประกันทั้งหมดฝากไว้กับ Kryptodian Limited ผู้รับฝากสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตในฮ่องกง และบริษัทอยู่ระหว่างขั้นตอนขอใบอนุญาตในไทยสินทรัพย์ถูกเก็บในบัญชีแยกจากทรัพย์สินของบริษัทและตรวจสอบบนบล็อกเชนได้ บริษัทระบุว่ามีแนวโน้มย้ายมาเก็บในไทยเมื่อใบอนุญาตพร้อม

เรื่องการกำกับ วรภัทรกล่าวว่า Liberix เป็นบริษัทสินเชื่อ ไม่ใช่สถาบันการเงินรับฝาก และไม่ได้อยู่ภายใต้หน่วยงานใดโดยตรง แต่มีการปรึกษาด้านกฎหมายก่อนเริ่มธุรกิจ พูดคุยกับธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นระยะ และปฏิบัติตามเกณฑ์ KYC/AML ของ ปปง.

ณ วันที่ 20 ตุลาคม 2569 Liberix มียอดสินเชื่ออนุมัติสะสมมากกว่า 560 ล้านบาท ตั้งแต่เปิดตัวเมื่อเดือนมกราคม ลูกค้านิติบุคคลคิดเป็นราว 80% และรายย่อยราว 20% โดย Bitcoin เป็นหลักประกันมากกว่า 50% ของทั้งหมด และลูกค้าส่วนใหญ่เลือก LTV ราว 30–50% ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้ายอดรวม 700 ล้านบาทในระยะเวลาอันใกล้

chitbeer.jpg

“วิชิต” จากคราฟต์เบียร์ ซอฟต์แวร์ขนส่ง สู่การถือ Bitcoin

ดร. วิชิต ซ้ายเกล้า รู้จักในวงการคราฟต์เบียร์ในชื่อ "พี่ชิต" เขาเริ่มต้มเบียร์ที่บ้านในปี 2554 ก่อนตั้ง CHIT BEER Brewing Academy ปลายปี 2556 ในปี 2557 เขาเผชิญคดีต้มและจำหน่ายเบียร์โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งทำให้ชื่อของเขาเชื่อมโยงกับการเรียกร้องพื้นที่ให้ผู้ผลิตรายย่อย

อีกด้านหนึ่ง เขาเป็นวิศวกรและนักวิจัยที่พัฒนาซอฟต์แวร์โลจิสติกส์มากกว่า 20 ปี รวมถึง "บรรทุก" (Bantuk) แพลตฟอร์มจับคู่งานขนส่งระหว่างผู้ใช้บริการกับผู้ประกอบการขนส่ง เพื่อลดเที่ยวเปล่า

วิชิตเล่าว่าเขาอาศัยอยู่สหรัฐอเมริกา 11 ปีตั้งแต่อายุ 19 จบวิศวกรรมไฟฟ้า และเติบโตมาในครอบครัวที่ยากจน จึงสนใจเรื่องความเป็นธรรมของระบบการเงิน เขาศึกษาและถือ Bitcoin มาตั้งแต่ราวปี 2556–2557 ซึ่งตามที่เขาระบุ ราคาอยู่ราว 7,000–8,000 บาทต่อเหรียญ ส่วนหนึ่งได้จากการขุดและจากรายได้การขายเบียร์ เหตุผลที่เขาสนใจมี 3 ข้อ คือเทคโนโลยีที่ทำงานเป็นเครือข่าย ประเด็นเศรษฐกิจและการเงิน และปรัชญาของเงินที่ "ไม่ต้องขออนุญาตใคร"

ช่วงแรกเขาเก็บสะสมโดยไม่คิดเรื่องการใช้งาน จนปี 2563 จึงเข้าใจว่า Bitcoin ใช้ค้ำเงินกู้ได้โดยไม่ต้องขาย เขาสรุปแนวคิดนี้ว่า "Your Bitcoin is your credit" โดยมองว่า Bitcoin ไม่ใช่เครื่องมือเก็งกำไรระยะสั้น แต่เป็นสินทรัพย์ระยะยาวที่เก็บมูลค่าของแรงงานและเวลา และอธิบายวิธีใช้ว่า

"สำหรับผม Bitcoin เหมือนน้ำในโอ่ง เวลาเราจำเป็นต้องใช้เงิน ไม่จำเป็นต้องเทน้ำทิ้งทั้งโอ่ง แค่ตักออกมาใช้บางส่วน แล้วค่อยเติมกลับเข้าไป ในวันที่ธุรกิจต้องการเงินทุนหมุนเวียน การเอา Bitcoin มาเป็นหลักประกันทำให้ได้เงินบาทมาทำธุรกิจจริง โดยยังรักษา Bitcoin ที่เราเชื่อมั่นไว้ได้ทั้งหมด"

นายวรภัทร พฤกษมาศน์ และ ดร.วิชิต ซ้ายเกล้า  - Copy.jpg

"I create my own bank" เมื่อสภาพคล่องคือเรื่องเดินหรือหยุด

สำหรับ SME สภาพคล่องคือเรื่องเงินเดือนพนักงาน การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และเงินค้ำประกันสัญญา วิชิตนำ Bitcoin ไปวางเป็นหลักประกันกับ Liberix เพื่อนำเงินบาทมาหมุนเวียนพัฒนา Bantuk โดยมองว่าวิธีนี้ทำให้เขาเข้าถึงเครดิตจากสินทรัพย์ที่มีอยู่ โดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาประวัติเครดิตแบบธนาคาร

"เมื่อเอาคลัง Bitcoin มาบวกกับนวัตกรรมบริการทางการเงินของ Liberix มันทำให้ผมรู้สึกเหมือน I create my own bank คือเรามีหลักทรัพย์ที่พิสูจน์ได้ แล้วสามารถเข้าถึงเงินบาทเพื่อเอาไปดำเนินธุรกิจ เมื่อธุรกิจเกิดกำไรก็นำกำไรนั้นกลับมาซื้อ Bitcoin เพิ่ม มันกลายเป็นวงจรที่ช่วยขยายฐานทุนและสภาพคล่องไปพร้อมกัน" เขากล่าว

แนวคิดนี้สะท้อนการบริหารงบดุล (Balance Sheet) ควบคู่กับกำไรขาดทุน คือถือสินทรัพย์ที่หวังการเติบโตระยะยาว และสร้างกระแสเงินสดจากธุรกิจจริงเพื่อชำระหนี้

ไม่เพียงเท่านั้น Liberix ยังนำเรื่องของวิชิตไปเล่าในสารคดีชุด "Bitcoin Beyond HODL — Real Stories by Liberix" ซึ่งบริษัทเป็นผู้ผลิต ตอนแรกเผยแพร่เมื่อ 25 ตุลาคม 2569 ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของบริษัท เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้ให้กับตลาด

ทั้งนี้ การกู้โดยใช้คริปโตค้ำประกันไม่ได้ขจัดความเสี่ยง ผู้กู้ต้องเลือกระดับ LTV ให้เหมาะสม เตรียมหลักประกันสำรองไว้รับมือตลาดขาลง และวางแผนชำระคืนจากกระแสเงินสดของธุรกิจ มิฉะนั้นเหรียญที่ตั้งใจถือระยะยาวอาจถูกบังคับขายในช่วงราคาตกต่ำ